จุดแข็งอย่างหนึ่งของการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานานถึง 25 ปี ของโออิชิ ก็คือ เป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ที่วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก
แต่จุดแข็งดังกล่าว ก็ตามมาด้วยการมีจุดอ่อนที่ผู้บริโภค รู้จักแบรนด์ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีการเปลี่ยนไปทดลองแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตลาดหลากหลายแบรนด์ ยิ่งคนไทยมีประสบการณ์ในบริโภคอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น และต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ Beyond ไปจากการบริโภคอาหารญี่ปุ่นในรูปแบบบุฟเฟต์ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของโออิชิที่ค่อนข้างจะท้าทายในการทำตลาดหลังจากนี้ไป
การออกมาทำแคมเปญ “โออิชิ 25 ปี ฉลองอย่างราชา” ที่เป็นแคมเปญยาวตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2567 ซึ่งถือเป็นเดือนเกิดของโออิชิ จึงเป็นอีกคำตอบหนึ่งของการเปิดกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ
ผ่านการมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ด้วยการ Collaboration กับ เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป นำเชฟแนวหน้าของเมืองไทย ทั้ง เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย, ท็อปเชฟ ประเทศไทย, และมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย เข้ามาสร้างสีสันผ่านการครีเอทเมนูเพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ฉีกกรอบไปจากการทำตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟต์ในรูปแบบเดิมๆ ของโออิชิ

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกกับเราว่า การ Collaboration กับ เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ผ่านการสร้างสรรค์เมนูจากเชฟชื่อดังแล้ว ยังเป็นการเข้ามาช่วยรีเฟรช ให้แบรนด์โออิชิ เข้าไปอยู่ในกระแสของลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการส่งมอบประสบการณ์ที่ Beyond Expectation ไปแล้ว ในปัจจุบัน จากการที่คนไทยคุ้นเคยกับการบริโภคอาหารญี่ปุ่นทั้งในประเทศ และผ่านการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น
เธอบอกว่า โออิชิ ในฐานะผู้นำและสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น สำหรับธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับการนำเสนอประสบการณ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารญี่ปุ่น ด้วยการพัฒนาที่มีคุณภาพ ผสานการสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ ตรงใจ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ นับตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 1999 เป็นต้นมา
“แบรนด์ที่อยู่ในตลาดมา 25 ปี ย่อมเป็นที่รู้จัก โดยจะไม่มีคำถามถึงเรื่องของคุณภาพ ความสดของสินค้า โจทย์ใหญ่ของเราคือ จะทำอย่างไร ให้ลูกค้ารู้สึกว่า โออิชิ อยู่ในตลาดมานาน ไม่ใช่แบรนด์ที่เก่าหรือแก่ แต่มีความเก๋า ในตัว โดยเฉพาะเรื่องของการส่งมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับพวกเขาอย่างต่อเนื่องมาตลอด”
ที่ผ่านมา โออิชิ มีการปรับรูปแบบการทำตลาดให้หลากหลายมากขึ้น ที่แม้จะใช้กลยุทธ์การขายแบบบุฟเฟต์ แต่ก็เริ่มมีการวาง “ไพร์ซ เทียร์” ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการไม่เหมือนกันได้ อย่างล่าสุดกับการนำรูปแบบของบุฟเฟต์พรีเมียมเข้าไปใส่ไว้ในร้านชาบูชิ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการความหลากหลายของเมนูมากกว่าแค่บุฟเฟต์สายพานแบบเดิมๆ
ขณะที่ในครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอเมนูใหม่ พร้อมกับการนำเชฟที่สร้างสรรค์เมนูแต่ละเมนู ไปพรีเซ้นต์หรือนำเสนอที่มาของเมนูให้กับลูกค้า ซึ่งจะเป็นอีกการช่วยเพิ่มสีสันในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ของการบริโภคอาหารญี่ปุ่น ตามเทรนด์หรือไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าแค่การบริโภค แต่เป็นการสร้างคอนเทนต์ของตัวเองในโลกโซเชียล
โดยแคมเปญพิเศษ โออิชิ 25 ปี ฉลองอย่างราชา จะมีการนำเสนอเมนูใหม่ ชูจุดเด่นวัตถุดิบคุณภาพ สะอาด สดใหม่ คัดสรรเป็นอย่างดีจากร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ผสานการปรุงแต่งอย่างพิถีพิถัน โดย 10 ยอดเชฟแนวหน้าของเมืองไทย สู่เมนูอาหารญี่ปุ่นจานพิเศษ คาว – หวานครบครัน กระจายออกไปยังร้านโออิชิในฟอร์แมทต่างๆ ไล่ตั้งแต่
โออิชิ แกรนด์ ที่ถือเป็นครั้งแรกของการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง โออิชิ แกรนด์ กับยอดเชฟแนวหน้าของเมืองไทย (เชฟอ๊อฟ - ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์, เชฟพฤกษ์ - พฤกษ์ สัมพันธวรบุตร, เชฟอาร์ - ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์, เชฟพลอย - ณัฐณิชา บุญเลิศ, และ เชฟบิ๊ก - อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล) พร้อมมอบความ โอ-ร่อย ผ่านเมนูใหม่ในธีม “EAT LIKE A KING”

ประเดิมด้วย 3 เมนูแรก ชูวัตถุดิบเนื้อวากิวชั้นยอด คือ Hokkaido Rub A4 Striploin Wagyu (2) Spice Miso Carbonara Wagyu และ (3) Wagyu Tataki สร้างสรรค์โดย เชฟอ๊อฟ - ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ ที่ โออิชิ แกรนด์ สาขา สยามพารากอน (ชั้น 4 โซน ฟู้ดพาสสาจ) และสาขาใหม่ เมกาบางนา (ชั้น 2 โซน เมกาฟู้ดวอร์ค) ตั้งแต่ 23 พฤศจิกายน 2566 – 31 มกราคม 2567
โออิชิ อีทเทอเรียม และ โออิชิ บุฟเฟต์ ที่นำโดยยอดเชฟแนวหน้าของเมืองไทย (เชฟแก้ว – ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร, เชฟอังกฤษ – อังศ์กฤษฏิ์ เชื้ออ่ำ, เชฟเป่าเป้ – เจสสิก้า หวัง, เชฟเฟิร์ส – ธนภัทร สุยาว, และ เชฟแมกซ์ – นันทวัฒน์ จรรยาลิขิต) สร้างสรรค์เมนูใหม่ในธีม “JAPANESE SENSE & INSPIRATION” ประเดิมด้วย 3 เมนูแรก ชูวัตถุดิบโฮตาเตะ (หรือหอยเชลล์ญี่ปุ่น) คือ Shinjuku Graffiti Meiji Forest และ Sakura Sky สร้างสรรค์โดย เชฟแก้ว – ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร ที่ โออิชิ อีทเทอเรียม และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 มกราคม 2567
ชาบูชิ ครั้งแรกของการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง ชาบูชิ กับยอดเชฟแนวหน้าของเมืองไทย (เชฟอาร์ - ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ และ เชฟอ๊อฟ - ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์) พร้อมมอบความ โอ-ร่อย ผ่านเมนูใหม่ในธีม “ZAPP WITH JAPANESE TWIST” ประเดิมด้วย 4 เมนูแรก พลาดไม่ได้กับ ซุปโชยุเล้งแซ่บ ซูชิเล้งแซ่บ ยำซี๊ดเกี๊ยวกรอบ และ หมูเด้งแซ่บ สร้างสรรค์โดย เชฟอาร์ - ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ ที่ ชาบูชิ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2566 – 29 กุมภาพันธ์ 2567

โออิชิ ราเมน จะมีการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง โออิชิ ราเมน กับยอดเชฟแนวหน้าของเมืองไทย (เชฟบิ๊ก - อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล) พร้อมมอบความ โอ-ร่อย ผ่านเมนูใหม่ในธีม “TOUCH OF JAPANESE FLAVOR” ที่ โออิชิ ราเมน ทุกสาขาทั่วประเทศ ในเดือนเมษายน 2567
ถือเป็นอีกการทำแคมเปญที่จะเข้ามาช่วยสร้างสีสันให้กับทั้งโออิชิ และตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ที่วันนี้ ตลาดมีคู่แข่งค่อนข้างหลากหลาย ทั้งที่เป็นแบรนด์ไทย และแบรนด์ญี่ปุ่นในรูปแบบของการซื้อสิทธิแฟรนไชส์เข้ามาทำตลาด รวมถึงแบรนด์จากญี่ปุ่นเองที่เข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดบ้านเรา ซึ่งหากมองย้อนหลังไปเมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่แล้ว การเข้าตลาดของโออิชิ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตลาด เพราะเป็นผู้เล่นที่ทำให้อาหารญี่ปุ่นสามารถจับต้องได้ในวงกว้างมากขึ้น
โดยเฉพาะกับการนำกลยุทธ์การขายแบบบุฟเฟต์ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายมาเป็นตัวขยายฐานตลาด จนทำให้วันนี้ การใช้บริการร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่เป็นแค่เพียงโอกาสในการเฉลิมฉลองหรือวาระพิเศษเหมือนในอดีต แต่เป็นการใช้บริการแบบ Routine ไปแล้ว
และเมื่อลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้บริการมากขึ้น ก็ทำให้ต้องคาดหวัง หรือเรียกร้องการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าแค่การคาดหวังแบบเดิมๆ
การขยับตัวของโออิชิในครั้งนี้ จึงเป็นอีกคำตอบที่น่าจับตามองไม่น้อย....