ลลิต คณาวิวัฒไชย Head of Strategy มายด์แชร์ ให้ทรรศนะต่อไปว่า จริงๆ แล้วเรื่องของ Data ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องของการที่เรามอง Consumer เป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่ทุกคนพูดในทางโซเชียลมีเดียแล้ว เรามีการเก็บในส่วนของเราด้วย เขารับรู้อะไร Content แบบไหนที่ชอบเราสามารถที่จะดูและเข้าถึง Consumer ได้มากกว่า ก็จะมีในเรื่องของการนำ Data มาใช้จริง แล้วถึงลงไปถึงขั้น Business Impact
ปัทมวรรณ ขยายความเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่เรามองลูกค้าเป็นพาร์ทเนอร์คือ Partner ไม่ใช่แค่หนึ่งครั้งแล้วไป แต่มันคืออะไรที่เป็นความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกปี
วิธีการที่เรามองทุกปี เราก็ต้องมั่นใจว่าเรามี Passion เดียวกันที่ไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเทรนนิ่งหรือเรื่องอื่นๆ
มีลูกค้าเข้ามาหาเราค่อนข้างเยอะและไม่ได้หมายความว่าเราจะรับทุกลูกค้า แต่ว่าเราต้องดูสไตล์วิธีการทำงานของเรา บางทีอาจจะไม่เหมาะกับบางลูกค้าที่ต้องการซื้อ Media ที่ถูกที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเราทำไม่ได้ แต่เราไม่อยากไปในมุมมองที่เป็น Media Agency ที่ถูกที่สุด เราอยากให้ลูกค้าเดินเข้ามาแล้วบอกว่า ฉันต้องการที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เข้าใจคอนซูเมอร์
เราปรับตลอดเวลาสำคัญ คือคนต้องเข้าใจและไปในรูปแบบที่เรามี สำหรับที่นี่ (ยิ้ม) เราไม่เคยเจอปัญหาเรื่อง Generation ผู้ใหญ่กับเด็ก เราไม่มีเรื่องนี้เพราะเราเข้าใจว่า Generation Gap ให้ตายยังไงเด็กก็ยังเป็นเด็กไม่มีทางที่จะเป็น Gen X ได้ แต่เราพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจโลกของตัวเอง เราเข้าใจงานของตัวเองเพื่อให้ทุกคนทำงานได้ เรามีให้ทุกอย่าง เราพยายามให้จะให้ความรู้ มีเทรนนิ่งที่เยอะมาก ทุกคนสามารถเข้าคอร์สไปเรียนรู้ได้ แต่เราก็บอกว่าเรียนรู้เสร็จแล้วก็ต้องปฏิบัติไม่ใช่แค่กลับมาใช้เฉยๆ เรามี Support ให้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Passion ของตัวเองพร้อมที่จะเรียนไหม พอเรียนแล้วนำกลับมาใช้แล้วปรับกับการทำงานได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้สำคัญมากกว่า เพราะสกิลเป็นสิ่งที่ฝึกได้ เข้าคอร์สได้ฝึกได้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือใจ ใจมา Passion มาทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
ในตลาดมีทั้งลูกค้าที่เข้าใจและไม่เข้าใจ เราพูดตรงๆ ว่า ถ้าลูกค้าไม่เข้าใจแล้วเรา Training ให้แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ก็จะบอกว่าไม่เหมาะที่จะทำงานด้วยกัน
แต่ก็มีบางเจ้าที่เข้ามาแล้วอยากจะเปลี่ยนไปอย่างนี้โอเคคือเดินไปด้วยกันได้ จริงๆ แล้วก็มองอีกมุมนึงคือหน้าที่ของเราในฐานะผู้นำตลาดที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้อุตสาหกรรมไปในทิศทางที่มันถูกต้อง
ปิยนุช เสริมต่อว่า ในส่วนของลูกค้าปัจจุบันที่เรามี หลักๆ มีอยู่ใน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มที่รู้แล้วว่าต้องทำดิจิทัล แต่ทำยังไงยังไม่รู้วิธีการที่จะทำ เขาก็จะเข้ามาหาเรา เขารู้ว่าลูกค้าอยู่บนดิจิทัล เขาต้องใช้ดิจิทัลช่วยแนะนำเขาหน่อยว่าจะทำอะไรดี และก็อยากขอ Training จากเรา
ส่วนกลุ่มที่ 2 กับกลุ่มที่ 3 ก็คือกลุ่มที่เป็นกลุ่มที่โตขึ้นมามากขึ้น กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ Performance ดีแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงไปเต็มตัว ก็จะมีการดีเบทกันนิดหน่อยว่าแบบไหนที่เรียกว่าดี ฉันต้องลงเงินเท่าไหร่แต่ถ้าเพิ่มมากกว่านี้ก็จะเริ่มมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเคยคุ้นเคยมันก็จะลดลง
กลุ่มที่ 3 ก็คือกลุ่มที่ Advance เลย รู้เลยว่า Potential ของ Digital เป็นแบบไหนตรงนี้เริ่มที่จะพูดมากขึ้นว่าอะไรทำได้อีก หา Innovation ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ว่าอะไรทำได้อีก ตรงไหนทำได้บ้าง จะหาอะไรที่ไปข้างหน้า กลุ่มนี้สนุกสุด เพราะเรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ไปพร้อมพร้อมกันว่า โลกดิจิทัลมันไม่มีอะไรผิดไม่มีอะไรถูก ข้อดีก็คือได้เรียนรู้ได้ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแบรนด์ไหนที่สามารถที่จะเข้ามาในจุดนี้ได้ก่อนก็สามารถที่จะรู้ผิดรู้ถูกได้ก่อนคนอื่น และสามารถที่จะเติบโตได้เร็วกว่า คนอื่นๆ ยังไม่กล้าไปแต่เขาไปแล้ว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ What next คือสิ่งที่เราถามกันอยู่ตลอดเวลาว่า ปีนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง ก็มองว่าปีนี้จะต้องมีเรื่องของดิจิทัลค่อนข้างเยอะ มีเรื่องของการทำ Digital Platform Content ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Media ค่อนข้างเยอะ ไม่ได้แตะที่ทีวีแต่ก็ยังเป็นเค้กก้อนใหญ่ของลูกค้าสำหรับการสร้าง Awareness ยังไงคนก็ยังเปิดทีวีเปิดดูละครอยู่
อุตสาหกรรมยังไงพี่ก็คิดว่าโตขึ้น Investment เริ่มกลับมา อย่างที่บอกไปว่าจะมี Event ใหญ่เกิดขึ้น ฟุตบอลโลก ยังมีกระแสอะไรหลายๆ อย่างที่เข้าถึงกับผู้บริโภค มันก็จะนำมาซึ่งเม็ดเงินที่ตามมา สิ่งที่ต้องทำแน่ๆ คือ Integrated เราไม่ทำงานง่ายๆ ที่ทุกอย่างดันไปที่ทีวี ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าเราว่ามองสุดท้ายก็คือหน้าที่ของแต่ละสื่อคืออะไร สื่อแต่ละอย่างแตกต่างกัน
Content Plus คือมาจาก Asset ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ มันไม่จำเป็นจะต้องมาจากทีวี หรือว่ามาจากที่ไหน แต่มันเกิดจากทีมที่อยู่ในดิจิทัล อยู่ใน YouTube หรืออยู่ในที่ไหนก็ได้ เราก็เลยใช้คำว่า ถ้าเราเริ่มคิดให้กับลูกค้าในการที่จะทำ Owned Media ซึ่งไอเดียของ Owned Media คือต้องกลับมาดูว่าไอเดียของแบรนด์คืออะไร
แต่สุดท้ายแล้วคนที่มาทำตรงนี้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาจากแกนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุกส่วน เขาจะต้องเข้าใจในเรื่องของทีวี เข้าใจในเรื่องของดิจิทัล เข้าใจในเรื่องของ Data แล้วนำทุกอย่างมาผนวกกันเพื่อทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ
เทรนด์เรื่องของ Mobile ที่เข้ามามีบทบาทเยอะมากในปีนี้ อีกหน่อยมันจะไม่มีการเรียกว่า First Screen Second Screen แต่ทุกอย่างมันคือ Multi-Screen ดีไม่ดี Mobile อาจจะกลายมาเป็น First Screen ก็เป็นได้
ทุกอย่างมันเลยจะแปลงกลับไปต้องทำกันใหม่หมดเลย เริ่มตั้งแต่การคิด Content Mobile First การวางสื่อที่จะ Mobile First ต้องทำยังไง ทุกอย่างจะเปลี่ยนหมดเลย
อย่างเรื่องช้อปปิ้งไม่ใช่ว่าเราทำสื่อสาร Mobile แล้วลูกค้าเดินไปซื้อหน้าร้าน วันนี้คือลูกค้าสามารถทำทุกอย่างตั้งแต่การดูสื่อ การซื้อ การจ่ายเงิน หรือการรับสินค้า ทุกอย่างสามารถที่จะทำได้บน Mobile วิธีการคิดเปลี่ยนไปหมดเลย สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก
สุดท้ายก็คือเรื่องของเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ที่ผ่านมาเราพูดเรื่องของ AI เราพูดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ค่อนข้างเยอะ สำหรับเมืองไทยเอง ในเรื่องของการลงทุนก็ยังมีโอกาสที่เกิดขึ้นชัด แต่ก็ยังแยกไม่ออกว่าใครกำลังทำอะไรระดับไหน ที่มีอยู่ในตลาดมันยังมีการลงทุนที่เกิดขึ้นและยังไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับแบรนด์ แต่ Consumer ไปไกลแล้ว แต่แบรนด์ยังหาทางอยู่ว่าจะเข้าไปยังไงก็เลยเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นโอกาสที่น่ามอง