ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีของทุกๆ ปี จะมีข้อมูลจากสำนักต่างๆ ออกมาเพื่อชี้เทรนด์ในด้านการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติต่างๆ หลายเรื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทย โดยจะเกาะอยู่ใน 4 กลุ่มหลักที่เกี่ยวข้องกับ 1. เทคโนโลยี 2. วัยและพฤติกรรมผู้บริโภค 3. รูปแบบธุรกิจ และ 4. นิเวศและความยั่งยืน
โดยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทาง Finbiz by ttb ได้เผยแพร่เทรนด์สินค้าและบริการที่น่าสนใจในปี 2024 นอกจาก AI จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การเกิดขึ้นของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบก็นำมาสู่แนวทางในการดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลที่ Finbiz by ttb นำมาเผยแพร่ ประกอบด้วย
1.เทรนด์รักษ์โลก 2.เทรนด์สุขภาพเข้มแข็ง 3.เทรนด์ Pet Parents ที่ต่อเนื่องจากสุนัขและแมว 4.เทรนด์ Aging Societies ผู้สูงวัยที่มีศักยภาพมากมาย 5.เทรนด์ “ความจางลงของช่องว่างระหว่าง Gen”ที่ลดลงด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม อายุที่ยืนยาวขึ้นของผู้คน และการเป็นปัจเจกของบุคคล 6.เทรนด์ความปลอดภัยจากการใช้ AI และผลต่อมนุษย์ ด้วยความฉลาดของ AI ในอนาคตอันใกล้ อาจมีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์ในบางทักษะ
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน จะเห็นการใช้ IoT (Internet of Things) มากขึ้นในปีนี้ โดยธุรกิจต้องให้ความสนใจการใช้ AI ในธุรกิจ หรือการติดต่อกับลูกค้า จะต้องให้ความมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะปลอดภัย รวมถึงการใช้ AI จะไม่ทำให้เกิดการเลิกจ้างหรือไปละเมิดสิทธิ์บางอย่างของมนุษย์ รวมถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ทางด้าน Gartner Inc. บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยามปี 2024 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ AI Driven World พร้อมนำเสนอ 10 Trends ด้านเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอีกหลายปีนับจากนี้ ได้แก่
1. AI Trust, Risk and Security Management การจัดการความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และความปลอดภัยของ AI รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ จริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย
2. Continuous Threat Exposure Management (CTEM) การจัดการความเสี่ยงด้านภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และตอบสนองภัยคุกคามเชิงรุก
3. Sustainable Technology การลงทุนในเทคโนโลยีที่ยั่งยืนให้ประโยชน์ทั้งการดำเนินงานและการเงิน ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม
4. Platform Engineering เกี่ยวข้องกับการออกแบบ การพัฒนา และการจัดการแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถสร้างโซลูชั่นที่ขยาย และปรับเปลี่ยนได้แบบไม่มีข้อจำกัด
5. Democratized Generative AI ความสามารถเข้าถึง และการนำ Generative AI มาใช้เพิ่มขึ้นโดยการใช้อัลกอริธึม AI สร้างข้อมูลสังเคราะห์ ช่วยให้องค์กรฝึกอบรม Machine Learning ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. AI - Augmented Development เครื่องมือเขียนโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้นักพัฒนาเขียนโค้ดคุณภาพสูงขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2027 นักพัฒนามืออาชีพ 70% จะใช้เครื่องมือการเขียนโค้ดที่เสริมด้วย AI
7. Industry Cloud Platforms ผสมผสานฟังก์ชั่นการทำงานเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการปรับแต่งเข้ากับบริการคลาวด์แบบดั้งเดิม คาดว่าภายในปี 2027 องค์กรต่างๆ จะใช้ประโยชน์จาก Industry Cloud Platforms เพิ่มขึ้น 50%
8. Intelligent Applications นอกเหนือจากการวิเคราะห์ แอปพลิเคชันอัจฉริยะยังดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง การปรับเปลี่ยนแบบ Customized และสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น โดย Gartner คาดว่า ภายในปี 2026 กว่า 30% ของแอปพลิเคชันใหม่จะใช้ AI ช่วยปรับเปลี่ยนอินเตอร์เฟซแบบที่ต้องการได้เอง
9. Augmented Connected Workforce คือพนักงานที่มีเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถจากการเชื่อมต่อระบบที่ใช้งาน ทำให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กรแบบ Real Time
10. Machine Customers คือ Machine ที่ใช้ AI เป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของการทำธุรกิจ อาจนำไปสู่การเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
เทรนด์เหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของ Generative AI ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นองค์กรที่เปิดรับจะได้เปรียบทั้งเรื่องการแข่งขัน การขับเคลื่อนนวัตกรรมในอุตสาหกรรม รวมถึงผลักดันให้เกิดการ Disrupt ที่เป็นโอกาสสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
12 TRENDS กรณีศึกษาจาก 4 กลุ่มหลัก สำหรับรายละเอียดของ
12 TRENDS ที่ BrandAge ได้นำเสนอในครั้งนี้ จะโฟกัสอยู่บนแนวทางของ 4 กลุ่มหลักที่ BrandAge มองว่ามีความเกี่ยวข้อง และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย กลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยี (TECH TRENDS), กลุ่มพฤติกรรมผู้บริโภค (TASTE TRENDS), กลุ่มธุรกิจยุคใหม่ (NEW BIZ MODEL) และกลุ่มนิเวศและความยั่งยืน (SUSTRENDABLE)
โดยแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย Case Study ที่แยกย่อยไปในแต่ละอุตสาหกรรมโดยเน้นอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่น และมีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ ได้แก่
1.กลุ่ม TECH TRENDS เกี่ยวข้องกับเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ มีกรณีศึกษาเรื่อง AI (Artificial Intelligence), EV (Electric Vehicle) และ Marketing Intelligence
ในมุมของ
Marketing Intelligence ดร.เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด เจ้าของแพลตฟอร์ม Mandala AI Ecosystem มองว่า หัวใจสำคัญของ Marketing Intelligence คือ Insight แบรนด์จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลในเชิงลึกและกว้าง เพื่อนำไปสู่คำว่า Big Data และ Intelligence ในขณะที่
คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดและนวัตกรรม เดนท์สุ ประเทศไทย ย้ำว่า ผู้ใช้งานต้องมีความเข้าใจในหลักการว่า เครื่องมือเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ในทันที ดังนั้นองค์กรที่สนใจ Marketing Intelligence ควรเริ่มจากการทำ Marketing Transformation ก่อน
ส่วนเรื่อง
AI (Artificial Intelligence) มีตัวอย่างของเรื่อง Generative AI อย่าง
ChatGPT ที่พัฒนาโดย OpenAI และสนับสนุนโดย Microsoft ออกแบบแพลตฟอร์ม AI ที่มีความสามารถหลากหลาย หรือ
Gemini โมเดล AI ที่สนับสนุนโดย Microsoft เช่นเดียวกัน รวมถึง
Canva แอปพลิเคชันออกแบบที่มีฟังก์ชั่น Text To Image Generator เพียงใส่คีย์เวิร์ดภาพที่ต้องการ โปรแกรมจะ Generate เป็นภาพถ่ายเสมือนจริง โดยที่ไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ หรือวาดใหม่ให้เสียเวลา
สำหรับ
EV (Electric Vehicle) มองเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากการขับเคลื่อนตลาดด้วยแบรนด์รถ EV จีน โดยเฉพาะในกลุ่ม BEV (Battery Electric Vehicle) ที่มีรถ EV จากจีนเข้ามาทำตลาดในไทยมากกว่า 20 รุ่น และด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นจึงเริ่มมีสงครามราคาออกมาให้เห็น และยังต้องติดตามดูความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตรถยนต์ในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นกับการแก้เกม และทวงคืนความเป็นผู้นำกลับคืนจากค่ายรถยนต์จีน ที่ต่างก็มองว่าเป็นเกมที่แพ้ไม่ได้ คาดว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ จากแบรนด์ญี่ปุ่นมาให้เห็นเร็วๆ นี้
2.กลุ่ม TASTE TRENDS เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่ Subscription Model, Trade Up FMCG และ Silver Age เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
Silver Gen เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจของผู้สูงวัยสูงวัยยุคใหม่ที่มีอายุ 50++ มีคาแร็กเตอร์ และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากผู้สูงวัยในอดีต เป็นกลุ่มคนที่มีกระบวนการทางความคิดที่ทันสมัย มีการวางแผนการใช้ชีวิตที่ดี มีเงินสะสม มีรายได้เสริมจากผลตอบแทนการลงทุน มีกำลังซื้อสูง โดย
คุณวรรณา สวัสดิกูล ประธานบริษัท ซิลเวอร์แอคทีฟ จำกัด มองว่า ตลาดผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ถือเป็น Silver Disruption ที่นักการตลาดต้องรีบทำความเข้าใจ และทำการตลาดแบบ Targeted เพราะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทุกด้าน ใครเข้าตลาดก่อนย่อมได้เปรียบ
สำหรับ
Subscription Model มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์ เช่น Netflix, Disney+ และ Spotify เป็นต้น ปัจจุบัน Subscription Model ยังขยายวงไปสู่ธุรกิจที่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บริการเครื่องชงกาแฟรายเดือน บริการเครื่องกรองน้ำรายเดือน บริการเช่ามือถือรายเดือน ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจรถเช่าระยะยาวที่มีตัวเลือกทั้งที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นเทรนด์ยอดนิยม
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างของ
Trade Up FMCG หรือการยกระดับการใช้สินค้าในกลุ่ม FMCG ทั้งในแบบที่ลูกค้าประจำใช้จ่ายเงินกับสินค้าเดิมมากขึ้น หรือการทำให้ลูกค้าขยับไปซื้อสินค้ากลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่ง
คุณมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ผู้บริหารร้าน “ตั้งงี่สุน” โลคอล โมเดิร์นเทรด รายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี มองว่า ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้สินค้าที่ตอบโจทย์รสนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาของโมเดิร์นเทรดจากส่วนกลางที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าต่างจังหวัด เป็นเรื่องที่ค้าปลีกท้องถิ่นต้องทำความเข้าใจ และต้องเข้าใจเทรนด์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องมองเทรนด์ให้ออกเพื่อจะเข้าไปตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้ได้
3.กลุ่ม NEW BIZ MODEL เกี่ยวข้องกับรูปแบบของธุรกิจยุคใหม่ที่เกิดจากการปรับตัวไปตามกระแสของเทคโนโลยีใหม่ มีกรณีศึกษาของเรื่อง Flexible Marketing Offering, Flexible HRM และ Personalized Banking
วันนี้เรื่องของ AI พิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่า สามารถพัฒนาจาก Predictive AI มาสู่ Generate AI และ Personalized Banking จะทำให้โลกการเงินเปลี่ยนแปลงไปอีกมากมาย โดย
คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่ม KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) มองว่า ปี 2567 จะเป็นปีที่ภาคการเงินทรานส์ฟอร์มจาก Mobile-First ไปเป็น AI-First และพาโลกการเงินเข้าสู่ Consumer Centric อย่างแท้จริง และสิ่งที่น่าจับตามอง คือ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมการเงิน โดยการ Conversational Finance หรือใช้บทสนทนากับ AI แทนการกดเข้าเมนูบนสมาร์ทโฟนเพื่อ โอน ถอน เติม จ่าย ในรูปแบบเดิมๆ
สำหรับเรื่องของ
Flexible Marketing Offering จะเป็นเทรนด์ที่เข้ามาแทนที่การทำตลาดในแบบ One Size Fits All หรือการตลาดแบบ Mass Marketing ที่เคยใช้ได้ดีในอดีต ตัวอย่างที่จะทำให้เห็นภาพในเรื่องนี้ได้ดี คือการทำตลาดศูนย์การค้าที่ปัจจุบันได้ก้าวข้ามจากเรื่องการช้อปปิ้งมาสู่การใช้ชีวิต จนกลายเป็น Community ที่ไม่มีเพียงแค่เรื่องไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่ยังต้อง Offer ในเรื่องของรสนิยมให้กับลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์
Flexible HRM ที่
WorkVenture ผู้นำด้านที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์นายจ้างและโซลูชั่นแบบครบวงจร มองว่า วันนี้กลุ่ม Talent ไม่ได้มองหาเงินเดือน และสวัสดิการที่พึงพอใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ต้องเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และการใช้ชีวิตของพวกเขาด้วย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่องค์กรต้องสร้างการสื่อสาร หรือทำ Employer Branding เพื่อสร้างความโดดเด่นให้เป็นที่รู้จัก และเห็นว่าเป็นองค์กรที่น่าทำงานด้วย
4.กลุ่ม SUSTRENDABLE เกี่ยวข้องกับเรื่องของการสร้างระบบนิเวศและความยั่งยืนในมิติต่างๆ มีกรณีศึกษาที่ผู้บริโภคและนักการตลาดให้ความสนใจหลายเรื่อง อาทิ Regenerative Trend, Slow Fashion และ Carbon Solution
เรื่องของ
Carbon Solution ยังเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ จากข้อตกลงเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องภาษีคาร์บอนที่ส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกและซัพพลายเออร์ ยังมีคำว่า Decarbonized หมายถึง ความสามารถทางการแข่งขัน ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก หรือ CSR ในแบบเดิมๆ อีกต่อไป
ในโลกของแฟชั่นมีคำว่า
Slow Fashion เกิดขึ้น เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับ Fast Fashion โดยเน้นการบริโภคที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการผลิตที่กระทบต่อโลกน้อยที่สุด รวมถึงการใช้งานสินค้าที่ผลิตขึ้นที่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญเพื่อให้วงจรชีวิตของสินค้านั้นๆ ยาวนานขึ้น และมี Cost per Use ต่ำลง เป็นเทรนด์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง
สุดท้ายคือเรื่อง Regenerative เป็นแนวคิดที่พยายามจะฟื้นคืน และสร้างมูลค่าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้นให้องค์กร หรือแบรนด์ต่างๆ นำไปเป็นใช้สร้างกระบวนการปรับปรุงระบบวิถีการขับเคลื่อนในแนวทาง ที่สามารถฟื้นคืนสมดุลโลก ให้ทุกชีวิตในโลกสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนโดยแท้จริง โดย
ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด, บริษัท บีอิ้งซัสเทน จำกัด และผู้อำนวยการโครงการ Sustainable Brands ประจำประเทศไทย กล่าวว่า Regenerative ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นพัฒนาการขั้นกว่าของความยั่งยืนในแบบเดิม เป็นการมองภาพที่กว้างทั้งระบบ เกื้อกูลกันทั้งคน สัตว์ ธรรมชาติ และลึกลงไปจนถึงระดับโมเลกุล
ทั้งหมดนี้เป็นการนำเสนอเนื้อหาโดยย่อของทั้ง
12 TRENDS ในมุมมองของ BrandAge รวมถึงภาพรวมของเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยยังมีเนื้อหาแบบเจาะลึกของทั้ง
12 TRENDS ที่สามารถติดตามอ่านได้ดังนี้
1.กลุ่ม TECH TRENDS ได้แก่ AI (Artificial Intelligence), EV (Electric Vehicle) และ Marketing Intelligence
2.กลุ่ม TASTE TRENDS ได้แก่
Subscription Model, Trade up FMCG และ Silver Age
3.กลุ่ม NEW BIZ MODEL ได้แก่ Flexible Marketing Offering, Flexible HRM และ Personalized Banking
4.กลุ่ม SUSTRENDABLE ได้แก่ Regenerative Trend, Slow Fashion และ Carbon Solution