นับจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2021 การตีระฆังป่าวร้องของประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมก็ดังกึกก้อง ต่างคนต่างเห็นพ้องต้องกันทำ “ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์" เพื่อช่วยให้คงเป้าหมายในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยประเทศไทยประกาศจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
จากระดับโลกมาถึงระดับภูมิภาค 1 ตุลาคม 2566 ยุโรปดีเดย์มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ สหภาพยุโรป CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กลายเป็นประเด็นร้อนในฐานะกำแพงการค้ารูปแบบ ใหม่ แต่ CCA (Clean Competition Act) ของสหรัฐอเมริกากำลังจะเป็นระลอกต่อไป ในขณะที่อาร์เจนตินา ชิลี จีน โคลอมเบีย ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ เริ่มเก็บภาษีคาร์บอนกันไปล่วงหน้า
หันกลับมาดูในอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่เก็บภาษีคาร์บอนแล้ว แถมมีอัตราการเก็บแบบก้าวกระโดด เสียด้วย เทียบจากเรตในปี 2022-2023 อยู่ที่ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน ปี 2024-20 26 จะเก็บเพิ่มเป็น 45 ดอลลาร์ สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน และภายในปี 2030 จะเก็บระหว่าง 50-80 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน ส่วนประเทศที่เหลืออย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไนกำลังอยู่ในระหว่างการร่างภาษี
เช่นเดียวกับไทย หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่งก่อตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศและสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า กรม Climate Change คาดการณ์กันว่า พ.ร.บ.กรมการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศน่าจะตามมามีผลบังคับใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้เอกชนร่วมมือกันลดคาร์บอนผ่านระบบคล้ายยุโรปที่ Cap and Trade โดยวางเพดานให้สำหรับแต่ละอุตสาหกรรม หากปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเพดานจะต้องไปซื้อคาร์บอน เครดิตมาชดเชย Carbon Offset หากยังเกินก็ต้องจ่ายค่าปรับ
เห็นได้ชัดว่าภาษีคาร์บอนกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่ผู้ส่งออกเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทที่เป็น Vendor หรือซัพพลายเออร์ก็ต้องปรับตัวไปด้วย เพราะต้องอธิบายก่อนว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แบ่งออกเป็น 3 Scopes ทั้งทางตรงและทางอ้อม
Scope 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง (Direct Emissions) เกิดจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรหรือ ภายใต้การควบคุมขององค์กร
Scope 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่ถูกซื้อมา (Indirect Emissions) เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงาน ที่ซื้อหรือได้มาเท่านั้น
Scope 3 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่อยู่เหนือการควบคุม (Indirect Value Chain Emissions) เป็นการปล่อยมลพิษทางอ้อมอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากซัพพลายเชนทั้งหลายที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
แล้วซัพพลายเชนเป็นอะไรที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งโลก อย่างไทยเองอยู่ในซัพพลายเชนของญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ หากบริษัทไทยที่เป็นซัพพลายเชนไม่เป้าการปล่อยคาร์บอน ไม่ทำจริง หรือไม่เปิดเผยข้อมูลก็จะถูก Disqualify หรือแม้กระทั่ง การประมูลงานใหญ่ๆ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง ในปัจจุบันก็มักจะระบุเรื่องการปล่อยคาร์บอนเข้าไว้ใน TOR ดังนั้นการ คัดเลือกจะไม่วัดจากราคาอีกต่อไป

มาถึงตรงนี้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่ซัพพลายเออร์อาจมองว่าตัวเองไม่เข้าข่ายที่ได้รับผลกระทบก็ตาม แต่อย่าลืมว่าหาก ต้องการระดมทุน หรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็ต้องปรับตัว เพราะกองทุนชั้นนำ หรือ Private Equity Firm เริ่มคำนึงถึงคะแนน ด้าน ESG ในการเข้าไปลงทุน ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ ร่วมกันขับเคลื่อนกติกาใหม่ Thailand Taxonomy สร้างมาตรฐานกลางในการกำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรม ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งสาระสำคัญเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าองค์กรไม่สามารถปรับตัวให้ทันภายใน 2040 จะเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ยากมาก
ความกดดันยังไม่หมดแค่นี้ แต่ยังมาจากผู้บริโภคที่เริ่มคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการบริโภคสินค้าและ บริการต่างๆ และมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้า หรือยินดีที่จะเสียเงินเพิ่มจากสินค้าหรือบริการที่มีฉลากการปล่อยคาร์บอนต่ำ
เจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด กล่าวว่า Decarbonized มีความหมายเท่ากับความสามารถทางการแข่งขัน ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก หรือการทำ CSR อีกต่อไป ดังนั้นหากจะแข่งขันบนเวทีโลก หรือแม้แต่การเข้าถึงสินเชื่อต่อไปในอนาคต แต่ละองค์กรต้องมี เป้าหมายที่ชัดเจน และลงทุนเพื่อลดคาร์บอนอย่างจริงจัง
“ความกดดันในเรื่องคาร์บอนต่ำจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจให้กับภาคเอกชน เพราะนี่จะเป็นดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ภาคเอกชนต้องปรับตัวควรเริ่มจากการทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กรก่อนเป็นอันดับแรก จุดนี้จึงมี ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการจ้างบริษัทเข้ามาทวนสอบ จะทำให้บริษัทมองเห็น Hot spot จาก Core Business ว่ามีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสูงเกิดขึ้นในจุดไหน แล้วเอาไปร่างเป็น Gap Analysis วางแผนว่าจะปรับเปลี่ยนเพื่อลดการปล่อยให้ได้มาก ที่สุดอย่างไร ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการทำบลูพรินต์หรือ Decarbonization Roadmap เป็นมาสเตอร์แพลนว่าจะต้อง Implement อะไรบ้าง แน่นอนว่าคง Implement ทุกอย่างทีเดียวไม่ได้ ไม่งั้นการเงินจะมีปัญหา เพราะใช้เงินลงทุนสูง แนะนำว่าให้วาง Priority จัดลำดับความสำคัญ ส่วนใหญ่ดูตามการลงทุนและผลที่ได้รับระหว่างเงินทุนกับการลดคาร์บอน ว่าสูงต่ำมากแค่ไหน อะไรที่เป็น Low Cost High Impact จะถูกวางเป็นอันดับแรกในการ Implement จากนั้นคาดการณ์ว่า เมื่อทำแล้วจะลดได้กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำตรงนี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือระดมทุนต่อไป”
สำหรับแนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรคาร์บอนต่ำนั้น เจมส์ ชี้ว่ามี 2 ทางเลือก ได้แก่ ลดการปล่อยคาร์บอน ด้วยตัวขององค์กรเอง โดยมีวิธีหลากหลายขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมของแต่ละองค์กร ซึ่งจะต้องทำ Future Fit Organization ให้เหมาะสมกับธุรกิจ อาทิ การลดใช้พลังงาน เปลี่ยนรูปแบบพลังงานไปเป็นพลังงานสะอาด เปลี่ยนรถสันดาปมาเป็น EV เปลี่ยนกระบวนการผลิต เปลี่ยนเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งเลือก Vendor หรือซัพพลายเออร์ที่มีเป้าหมายหรือมีวิธีการลดการปล่อยคาร์บอน
แนวทางต่างๆ ดังกล่าวเท่ากับเป็นการรีดไขมันขององค์กรให้ลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งหลายแห่งมี การรีดไขมันอย่างต่อเนื่องอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว แน่นอนว่าก็ยังมีคาร์บอนส่วนเกินอยู่ ซึ่งส่วนเกินนี้สามารถใช้เงินใน การแก้ปัญหา นำมาซึ่งทางออกที่ 2 ด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตนั่นเอง โดยแบ่งเป็นออกเป็น 5 ประเภท
1. Cap and Trade Credit เป็นระบบที่จะกำหนดสิทธิ์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยออกมาได้ บริษัท ที่ปล่อย CO2 ได้ต่ำกว่าสิทธิ์ที่ได้มา จะสามารถนำเครดิตที่เหลือไปซื้อขายต่อได้
2. Renewable Energy Credit (REC) เป็นเครดิตที่ได้มาจากการผลิต หรือใช้พลังงานทดแทนที่เป็นพลังงาน สะอาด อย่างเช่น พลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานน้ำ ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้ลดได้แค่ใน Scope 2
3. Energy Efficiency Credit เป็นเครดิตที่ได้มาจากการปรับปรุง หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถลดอัตราการใช้ พลังงานได้ เช่น การนำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะมาใช้ หรือเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่มีการใช้พลังงานในการทำงานน้อยลง
4. Forestry and Land Use Credit เครดิตชนิดนี้ได้มาจากการทำกิจกรรมที่ช่วยในการลดโลกร้อนได้ ซึ่งมีอยู่ หลายอย่าง เช่น การปลูกป่า, การพัฒนาที่ดินด้วยการปลูกพืชที่สามารถกำจัด CO2 ได้ดี รวมไปถึงโครงการที่ช่วยอนุรักษ์ ธรรมชาติด้วย อย่างการป้องกันไฟป่า
5. Carbon Removal Credit (CRC) เป็นเครดิตที่ได้จากการกำจัด CO2 ในชั้นบรรยากาศ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นการดักจับอากาศมากรอง การกักเก็บ CO2 ฯลฯ
เจมส์ กล่าวว่า คาร์บอนเครดิตทั้ง 5 ประเภทมีราคาแตกต่างกันตามโปรเจ็กต์ ประเภท และมาตรฐาน แต่ที่แน่ๆ คือราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2018 เพิ่มขึ้นมามากกว่า 900%
“ที่ผ่านมามี 3-4 กลุ่ม ที่ตระหนักในการปรับตัว คือบริษัทมหาชน-องค์กรใหญ่ที่แข่งขันกับต่างประเทศ, ผู้ส่งออก, กลุ่มบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูง, และซัพพลายเชนหรือบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่ต้องทำตามนโยบายลดการปล่อย คาร์บอน แต่กลุ่มเอสเอ็มอีต้องยอมรับว่ายังมีอุปสรรค เพราะขาดเงินทุนที่จะเปลี่ยนเป็นธุรกิจโลว์คาร์บอน แต่เท่าที่เราเห็นคือ องค์กรใหญ่ๆ เริ่มเข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอีที่อยู่ในซัพพลายเชนของตัวเอง โดยนำคาร์บอนเครดิตที่ซื้อหรือพัฒนาเองไปแบ่ง ให้กับพวกนี้ หรือช่วยหาทางลดและซัพพอร์ตในทุกขั้นตอน”
อย่างไรก็ตาม อย่ามองว่า Decarbonized เป็นอุปสรรคแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอีกฟากหนึ่งก็สามารถแปลงเป็น โอกาสได้ด้วย
“หลายแห่งใช้วิธีลงทุนในธุรกิจสีเขียวเพื่อ Diversify เพื่อปกป้องตัวเอง และเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ เราเห็นเคสบาง องค์กรเริ่มมี Internal Carbon Pricing แปลว่าเขาจะมีการใช้ผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการระหว่างองค์กร เริ่มคำนวณคาร์บอน ถ้าเกินก็จะเริ่มเก็บภาษีกันภายใน แล้วเอามาตั้งเป็นกองทุนนำไป Decarbonized หรือเอาไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในอนาคต อีกเทรนด์หนึ่งที่เราเห็นคือบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย เริ่มเทกโอเวอร์บริษัทในซัพพลายเชน เช่น โลจิสติกส์ หรือลงทุนบริษัทอีวี หรือเพื่อมีโนว์ฮาวหรือช่องทางรายได้ใหม่ รวมถึง Diversify ไปในธุรกิจสีเขียวที่ดีต่อการเติบโตในระยะยาว หรือลงทุนในธุรกิจ พลังงานไฮโดรเจน และแอมโมเนียก็กำลังมาแรง และหลายบริษัทเริ่มไปลงทุนหรือซื้อกิจการสตาร์ทอัพ Climate Tech ที่ทำ เรื่อง Decarbonized พวกนี้มากขึ้น”
นอกจากเป็นโอกาสทางธุรกิจเกิดใหม่ของธุรกิจพลังงานสะอาดแล้ว บรรดา Audit Firm ที่ให้บริการทวนสอบและให้ คำปรึกษาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จาก Big4 เริ่มมีการตั้งหน่วยงาน Sustainability Consulting อีกส่วนคือซอฟต์แวร์เฮ้าส์ ที่ทำ SAP Enterprise Resource Planning (ERP) วางแผนทรัพยากรองค์กร และจัดทำระบบบัญชี Carbon Accounting ก็โตไม่หยุดเช่นกัน ที่สำคัญ Decarbonized กำลังสร้างโอกาสให้กับไทยอย่างมหาศาลในฐานะประเทศที่มีเกษตรกรรมเป็น กระดูกสันหลัง
“การซื้อขายตลาดคาร์บอนภาคการเกษตรของไทยมีส่วนทำให้องค์กรต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายในการลด คาร์บอนได้เยอะพอสมควร ผ่านวิธีลดการใช้น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพของชลประทาน เปลี่ยนสัดส่วนลดการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็น อินทรีย์มากขึ้น ช่วยลดคาร์บอนได้เป็นอย่างดี ในขณะที่วิธีการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ตัวการ ที่ทําให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า ยิ่งทำให้องค์กรต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนสามารถบรรลุเป้าหมายการ ลดคาร์บอนได้ดีขึ้นไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าการปลูกป่า เพราะไม่มีปัญหาด้านการบุกรุก ไฟไหม้ป่า และได้ผลผลิต ทุกรอบการปลูก ดังนั้นเกษตรกรที่ปรับตัวนำวิธีการทำนาแบบนี้มาใช้ นอกจากจะขายคาร์บอนเครดิตได้ราคาดีแล้ว ยังได้ ฉลากสินค้าโลว์คาร์บอน ทำให้จำหน่ายในราคาพรีเมียมได้อีกด้วย”
อีกธุรกิจหนึ่งที่จะสร้างโอกาสจาก Decarbonized ก็คือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบัน Low Carbon Tourism เป็น เทรนด์ที่กำลังมาแรง โดยผลจากการสำรวจพบว่า 70% ของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวดังกล่าว หลายโรงแรมจึงเริ่มปรับตัวเพื่อให้ได้ Green Hotel Certificate รวมถึงเว็บไซต์ booking.com ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์ Green Hotel ไว้เป็นทางเลือกสำหรับการจองห้องพักให้นักท่องเที่ยวบ้างแล้ว
เมื่อทุกภาคส่วนกำลังมุ่งหน้าสู่ถนน Decarbonized Society จริงๆ การลดการปล่อยคาร์บอนจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอด” ของทุกอุตสาหกรรม