กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบต่องานเกือบ 40% ทั่วโลก โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ต่ำ งานบางอย่างจะหายไป แต่ก็มีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้น สิ่งสําคัญอยู่ที่ความสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ผ่านการเพิ่มและพัฒนาทักษะใหม่ และมาตรการเชิงรุก เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงราบรื่น สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วถึงในอนาคต
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ให้ความเห็นในบล็อคโพสต์ว่า แอปพลิเคชัน AI อาจทํางานสําคัญที่มนุษย์ทำอยู่ในปัจจุบันได้มากมาย นําไปสู่ความต้องการแรงงานลดลง 40% ในตลาดเกิดใหม่ และ 26% ในประเทศรายได้ต่ำโดยไม่ชี้ชัดเรื่องกรอบเวลา
IMF ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า ในภาพใหญ่ AI มีแนวโน้มทําให้ความไม่เท่าเทียมกันโดยรวมแย่ลง
ผลกระทบของ AI ต่องาน IMF คาดการณ์ว่า ประเทศพัฒนาแล้วมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะมีตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมที่ไวต่อ AI จำนวนมาก เช่น การผลิต การวิเคราะห์ข้อมูล
ตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำ แม้ช่วงแรกจะมีความเสี่ยงน้อย ฯลฯ แต่ในที่สุดภูมิภาคเหล่านี้จะเผชิญกับผลกระทบของ AI ซึ่งจําเป็นต้องเตรียมการเชิงรุก
ความเห็นข้างต้นของกรรมการผู้จัดการ IMF ออกมาวันเดียวกับการประชุม World Economic Forum 2024 ที่ดาวอสเริ่มต้น ขณะที่ประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดตลอดการประชุม ภายใต้ Theme “Rebuilding Trust” เน้นคุยเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไปจนถึงอนาคตการทำงาน ซึ่งก็คือ รับมือผลกระทบของ AI ที่มีต่อทุกอุตสาหกรรมในโลก
ข้อมูลที่ดูเหมือนตอกย้ำความสำคัญของเรื่องข้างต้น คือภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ของปี 2024 มีข่าวปลดพนักงานด้านเทคโนโลยีมากกว่า 5,500 คน โดยก่อนหน้านั้น ตลอดปี 2023 เลย์ออฟพนักงานรวม 262,682 คน ย้อนแย้งกับข่าวทุ่มเงินลงทุนมากกว่าเดิมอย่างน้อย 2 เท่าของ Big Tech Company เพื่อพัฒนา AI ให้มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพสูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs เคยให้ความเห็นว่าแม้เทคโนโลยีอาจมีศักยภาพสร้างงานใหม่และแตกต่างไปพร้อมๆ กันในอนาคต แต่อาจมีการเลิกจ้างคนทำงานเต็มเวลา หรือลดลงจากการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี Generative AI สูงถึง 300 ล้านตําแหน่งทั่วโลกโดยพนักงาน White Collar เสี่ยงมากที่สุด
ข้อมูลเลย์ออฟ ซึ่งต้นเหตุมาจาก AI หรือการใช้ระบบอัตโนมัติที่เผยแพร่ออกมาแล้ว เช่น
Ford ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงาน White Collar 3,200 ตําแหน่งในยุโรปส่วนหนึ่งเป็นผลจากการใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น(ที่มา: Reuters)
IBM ปี 2023 เลิกจ้างพนักงาน 20,000 ตำแหน่งทั่วโลก โดยให้ความเห็นว่า แนวทาง AI-driven สร้างประสิทธิภาพสูงกว่า (ที่มา : CNBC)
UPS กำลังลงทุนเพิ่มเติมกับระบบอัตโนมัติใช้กับการคัดแยกพัสดุ ซึ่งจะส่งผลให้ระยะยาวจะมีการเลิกจ้างพนักงาน (ที่มา : The Washington Post)
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ทั้งหมด
นักวิจัยของห้องแล็บด้าน Computer Science และปัญญาประดิษฐ์ ที่ MIT ให้สัมภาษณ์นิตยสาร TIME ซึ่งไม่เพียงศึกษาว่า AI ทำงานแทนมนุษย์ได้หรือเปล่าเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงประเด็นที่ว่า การใช้ AI คุ้มค่าสำหรับการลงทุน เมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานหรือไม่
คำตอบคือ กับการทำงานที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การใช้อุปกรณ์ในโรงพยาบาลวินิจฉัยภาพ หรือตรวจสอบว่า ชิ้น ส่วนที่ส่งเพื่อวิเคราะห์วิจัยถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ผลยังไม่น่าพอใจ
นักวิจัยของ MIT พบว่าการที่บริษัทต่างๆ จะ “ปรับแต่ง” ระบบคอมพิวเตอร์ หรือใช้ AI ให้เหมาะกับงานเฉพาะทางยังต้องลงทุนสูง แม้การลงทุนดังกล่าวอาจสมเหตุสมผลสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ แต่เมื่อต้องชั่งน้ำหนัก เทียบกับการสามารถรักษาพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมและปฏิบัติงานได้ดีอยู่แล้วอาจได้ไม่คุ้มเสีย
ที่มา cnn.com mit.com