ปัจจุบัน Dairy Queen แม้จะเป็นเชนร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟอันดับ 1 ในไทยด้วยจำนวน 520 สาขาทั่วประเทศ และเป็นแบรนด์แมสที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคคนไทยครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น กลุ่มผู้ใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มครอบครัว แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตลอดเส้นทาง 28 ปีที่ผ่านมา เจอกับความท้าทายอยู่เสมอ ทั้งสถานการณ์ปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ หรือภาวะต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันต้องแข่งขันกับแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาตีตลาด
ทำให้การทำตลาดของ Dairy Queen ในปี 2567 ตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น "The playground for a sweet pause" หรือที่ที่ให้คุณได้แวะพัก เติมพลังให้กับชีวิต ผ่านการปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหม่ ภายใต้คาแรกเตอร์ทันสมัย รักสนุกและมีพลัง (Modern, Fun-loving, Energetic)
อย่างการปั้นโมเดลร้านใหม่ ในคอนเซ็ปต์ "DQ Lounge Concept" เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์และเมนูต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ความอร่อยใหม่ มาพร้อมพื้นที่รองรับการให้บริการที่มากขึ้น อีกทั้งเมนูพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะที่ DQ Lounge เท่านั้น เช่น เบเกอรี่ และพาร์เฟ่ต์ โดยนำร่องให้บริการสาขาแรกที่ Dairy Queen ชั้น 1 เซ็นทรัลเวสต์เกต

ธนกฤต กิตติพนาชนม์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด บริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านไอศกรีม บอกว่า การปั้นโมเดลร้านใหม่ขึ้นมานี้ เป็นการมองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ โดยการจะเปิดโมเดลนี้ได้ จะต้องเข้าไปเปิดเป็นสาขาที่ 2 ของห้างนั้นซึ่งจะต้องมีโมเดลธุรกิจแบบ Kiosk ก่อนแล้ว
หากดูกลยุทธ์การขยายสาขาของ Dairy Queen ในไทย จะมีรูปแบบเป็น Kiosk ซึ่งจะมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่ได้ในโลเคชั่นนั้น ปัจจุบัน Dairy Queen มี 520 สาขา และตั้งเป้าภายใน 5 ปี จะมีครบ 1,000 สาขาทั่วประเทศ
การมีสาขาจำนวนมากอยู่ในมือนั้น Dairy Queen จึงต้องการที่จะต่อยอดเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายธุรกิจเข้าไปยังแพลตฟอร์มโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านช่องทางการขาย ทั้งร้านแบบเดิมและแบบใหม่ ตลอดจนมุ่งสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและส่งมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้า
ข้อดีของการเปิดในรูปแบบ Kiosk ทำให้ Dairy Queen สามารถขยายเข้าไปเปิดในโลเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต, คอมมูนิตี้มอลล์ หรือมาร์เก็ตเพลส ที่อยู่ในย่านชุมชน หรือแหล่งที่อยู่อาศัย โดยไม่จำกัดวงอยู่ที่ในช้อปปิ้งมอลล์หรือในห้างอีกต่อไปแล้ว พร้อมกันนี้ Dairy Queen ยังมีแผนขยายสาขาเข้าไปยังอาคารสำนักงาน มหาวิทยาลัย และร้านขายส่งเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเข้าถึงและใกล้ชิดกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพการบริการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค
อีกหนึ่งการให้บริการของ Dairy Queen ที่น่าสนใจคือในรูปแบบ EV Truck พร้อมให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งนอกจากจะใช้รถไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยให้แบรนด์และสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่เป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

ภาพรวมการดำเนินงานของ Dairy Queen ปี 2564 - 2566 เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 30% ส่งผลให้ปีที่ผ่านมาภาพรวมการเติบโตอยู่ที่ 70% เมื่อเทียบกับปี 2564 เป็นผลมาจากการขยายสาขา การส่งเสริมกิจกรรมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ การพัฒนาเมนูที่เน้นการตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยเมนูแปลกใหม่และรสชาติที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น เมนูบลิซซาร์ดข้าวเหนียวมะม่วงน้ำกะทิ เมนูบลิซซาร์ดโอวันตินภูเขาไฟที่สร้างยอดขายในประเทศไทยได้มากกว่า 1 ล้านถ้วย ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน และเมนูบลิซซาร์ดปังกรอบชาไทยที่ได้รับกระแสตอบรับแบบถล่มทลายจนสามารถทำยอดขายนิวไฮ นำไปสู่กระแสเรียกร้องจากผู้บริโภคให้นำกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง
การพัฒนาเมนูสินค้า ธนกฤต เล่าว่า ได้ทำการ In-dept Interview กับลูกค้า ศึกษา Insight เพื่อนำไปพัฒนาเป็นเมนูใหม่ สร้างประสบการณ์ใหม่ ซึ่ง Core Business ของ Dairy Queen คือเมนูบลิซซาร์ด ที่มี Brand Asset คือการคว่ำไม่หก ซึ่งเมนูบลิซซาร์ดมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 60%

เรื่องของคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ ธนกฤต เล่าว่า “ไม่อยากมองคู่แข่งว่าเป็นตลาดเดียวกัน เพราะ Positioning ต่างกัน จุดเริ่มต้นเราเริ่มจากห้าง แล้วกำลังจะขยายออก ในขณะที่คู่แข่งเริ่มจากข้างนอก แล้วเข้ามาในห้าง ซึ่งถ้าดูในตัวสินค้า เรามีความพรีเมียมมากกว่า ราคาเริ่มต้น 12 – 499 บาท ทำให้เห็นสเปซของราคาที่มากกว่า”
“ความเป็น Dairy Queen พิเศษตรงที่เราไม่ต้องเป็นลีดเดอร์ทุกเรื่อง เราเป็นแค่ Fast Follower ก็ได้ เพียงแค่เราต้องมั่นใจก่อนจะออกสินค้าใหม่ว่าจะต้อง We got the make shure that franchise make money มีการพัฒนาสินค้าใหม่ทุกครั้ง อย่างสลัชชี่ชาไทยที่ออกไป Success มาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ออก แต่ครั้งก่อนเราออกเป็นชาไทยเฟรปเป้มาก่อน แต่ทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับตัวสลัชชี่ นั่นเป็นเพราะเราเรียนรู้จากครั้งก่อน จะต้องให้มันเข้มข้นขึ้น หอมมันมากขึ้น มีเกล็ดน้ำแข็งมากขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการ Learning Insight ครั้งที่แล้ว”
“เชื่อมั่นว่าจะกลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวมา จะช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจ และทำให้ภาพรวมการดำเนินงานของธุรกิจในปี 2567 เติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาด และเป็นแบรนด์ขนมหวานพรีเมียมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกสไตล์ อร่อยได้ในทุกโอกาส และทุกเทศกาลความสุขของคนไทย”