ปี 2025 ถือเป็นปีที่ดีอรกปีหนึ่งของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เพราะ MINT มีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2568 ถึง 9,700 ล้านบาท เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปี 2024
ลงลึกในรายละเอียดฝั่งโรงแรม Minor Hotel มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน เพิ่มขึ้น 38%
ธุรกิจในยุโรปและอเมริกา มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเติบโตขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ร้อยละ 4 จากการบริหารราคาอย่างมีวินัยและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งทั้งจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกค้าองค์กร ยุโรปกลางและอิตาลีได้รับแรงหนุนจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและกิจกรรมการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ขณะที่สเปนและกลุ่มประเทศเบเนลักซ์มีการเติบโตทั้งจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและสันทนาการ ส่วนที่มัลดีฟส์มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ส่วนธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับเพิ่มของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) หลังการปรับปรุงโรงแรมหลัก และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวรีสอร์ต
ข้ามมาที่ Minor Food
ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารในปีที่ผ่านมาทีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% และมีกำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19% โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ ดิลลิป กล่าวว่าทางบริษัทตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมในระยะยาวจาก 636 แห่งในปี 2025 เป็น 850 แห่งภายในปี 2028 โดยยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายตัวแบบ Asset-Light มากกว่าการลงทุนเอง เพื่อลดการใช้เงินลงทุน แต่ยังคงมีผลตอบแทนที่สูง โดยเป้าหมาย 3 ปีมีดังนี้
ปี 2026 คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาใหม่เพิ่มอย่างน้อย 50 แห่ง
ปี 2027 คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาใหม่เพิ่มอย่างน้อย 80 แห่ง
ปี 2028 คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาใหม่เพิ่มอย่างน้อย 110 แห่ง
ถ้าเป็นแไปตามเป้าหมาย ในปี 2028 Minor Hotel จะมีสัดส่วนโรงแรมแบบ Asset-light เพิ่มขึ้นเป็น 51% จากเดิม 34%
“ปีที่แล้วเราเซ็นต์สัญญาบริหารและโรงแรม ได้ 40 แห่ง ในปี 2026 เราตั้งเป้าเซ็นต์สัญญาบริหารและโรงแรมใหม่ไว้ที่ 50 แห่ง ทั่วโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นสัญญาบริหารหรือแฟรนไชส์ ส่วนเรื่องการขยายแบรนด์ MINT มีการเพิ่มแบรนด์เพื่อครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เช่น The Wolseley Hotels, Minor Reserve Collection, Layan Collection และ I Stay”

ส่วนตลาดเป้าหมายในปีนี้ ทาง Minor Hotel ยังคงโฟกัสในตลาดเดิมที่ยังมีศักยภาพ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินเดีย, เวียดนาม, แอฟริกาใต้, สหรัฐอเมริกา, จีน, ตะวันออกกลาง, ยุโรป, สหราชอาณาจักร ฯลฯ นอกจากนี้จะพยายามเปิดตลาดไปประเทศหรือภูมิภาคใหม่ๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น แอฟริกาเหนือ (โมร็อกโก, อียิปต์), เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ตุรกี, แถบแคริบเบียน และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS)
นอกจากการขยายประเทศแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจก็คือ ในแผนธุรกิจระยะยาว Minor Hotel มีการปรับสัดส่วนการบริหารตามเซกเมนต์ โดยให้ความสำคัญกับตลาดบนมากขึ้น คือ
- กลุ่ม Luxury เช่น Anantara, Elewana, The Wolseley, TIVOLI, Minor Reserve Collection จะเพิ่มสัดส่วนจาก 16% เป็น 21%
- กลุ่ม Premium เช่น nh Collection, nhow, AVANI, Colbert Collection จะเพิ่มสัดส่วนจาก 31%เป็น 33%
- กลุ่ม Mass (Select) เช่น nh, OAKS, iStay จะลดสัดส่วนจาก 54% หลือ 46%
ส่วนในธุรกิจ Branded Residences Minor Hotel มีแผนขยายธุรกิจทั้งรูปแบบลงทุนเอง และร่วมทุน เช่น Kiara Reserve ภูเก็ต มูลค่า 3,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปี 2026, Anantara Ubud บาหลี และเปิดตัวโครงการที่ Four Seasons เกาะสมุย รวมถึงยังมีโครงการรับจ้างบริหารโครงการในเมืองใหญ่ๆ เช่น ไมอามี สหรัฐฯ, ริยาด ซาอุดีอาระเบีย, มัสกัต โอมาน, บาห์เรน และ UAE
ดิลลิป กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศที่ Minor Hotel ในปัจจุบัน คือ อินเดีย โดยตั้งเป้าขยายให้ได้ 25-50 โรงแรม ภายใน 3-5 ปี เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียรู้จักแบรนด์ของ Minor Hotel ดีอยู่แล้ว รวมถึงประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งเป้ามีโรงแรมมากกว่า 20 แห่ง ภายใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือกับ Royal Holdings

สำหรับธุรกิจอาหารปีนี้ ทาง Minor Food จะมุ่งเน้นการเป็น "Leading Restaurant Platform in APAC" โดยวางเป้าหมายการเติบโตระยะยาวจนถึงปี 2028 คือ เพิ่มจำนวนสาขาจาก 2,746 สาขาในปี 2025 เป็น 4,150 สาขาในปี 2028 และตั้งเป้ากำไรสุทธิโต 15-20% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ เนื่องจากการเน้นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงและการเพิ่มประสิทธิภาพ และพยายามที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดในหลายหมวดหมู่ เช่น Swensen’s ในตลาดไอศกรีมพรีเมียม, Bonchon ในตลาดไก่ทอดเกาหลี, Sizzler ในตลาดสเต็กและสลัด, Dairy Queen ในตลาดซอฟต์เสิร์ฟ และ The Pizza Company ในตลาดร้านพิซซ่า
ดิลลิป กล่าวว่า 3 เสาหลักในการขับเคลื่อนของ Minor Food ประกอบไปด้วย
1. Innovation
การพัฒนารูปแบบร้านค้าใหม่ๆ เช่น Modular Format (แบบกล่อง) ของ Dairy Queen ที่ตั้งตามร้านสะดวกซื้อเพื่อให้ขยายได้เร็วและเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย รวมถึงรูปแบบ Express ของ The Pizza Company และ Sandwich Society
การเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพื่อสร้างสีสันในตลาด เช่น กร๊อบ กรอบ สเตชั่น (หมูกรอบ) ในไทย และ Dim Sum Club ในสิงคโปร์
2. Expansion
เริ่มจากตลาดในประเทศ Minor Food วางเป้าหมายการขยายสาขาแบรนด์ในพอร์ตแบบเชิงรุก เช่น The Pizza Company ตั้งเป้าเพิ่ม 10 สาขา, Dairy Queen ตั้งเป้าเพิ่ม 50-60 สาขา, GAGA ตั้งเป้าเพิ่ม 40 สาขา, BonChon ตั้งเป้าเพิ่ม 10 สาขา และ Steak & More ตั้งเป้าเพิ่ม 40-50 สาขา
ส่วนต่างประเทศ Minor Food วางเป้าหมายให้อินโดนีเซียให้เป็น Strategic Hub เน้นขยายสาขาแบรนด์ Poulet, Dairy Queen และ GAGA ส่วนประเทศอินเดียปีที่ผ่านมามีเปิดร้านอาหาร 1 แห่ง และปีนี้คาดว่าจะเปิดร้าน Sanook Kitchen และ Scoop Wonder ได้อย่างน้อย 3 แห่ง และวางเป้าหมายเปิดร้านอาหารให้ได้ 30-50 แห่งใน 3-5 ปี รวมถึงขยายในกลุ่ม CLMV ผ่านโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์
3. Digital Transformation
เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคมากขึ้น ทาง Minor Food วางแผนจะใช้ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำ Personalized Message และเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลของตนเอง ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขายจากช่องทางนี้เติบโตขึ้นกว่า 18%
ดิลลิป กล่าวว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของ Minor Food นั้นอยู่ที่ระบบ Centralized Supply Chain ซึ่งสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองในการจัดซื้อและลดต้นทุนได้ และในปีนี้ทางบริษัทก็เตรีบมแผนที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน (Back Office Transformation) เพื่อเพิ่มผลิตภาพของพนักงาน
