ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาตลอดทั้งปีประมาณ 28 ล้านคน สูงขึ้น จากปี 2022 อย่างมาก แต่ถ้าจะเทียวบกับยุคก่อน COVID-19 ก็ต้องกล่าวว่ายังไม่กลับมาเต็ม 100% เพราะ สมัยนั้นเรากำลังพูดถึงตัวเลขระดับ 40 ล้านคน
กระนั้นก็ดีในมุมของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พัก พบว่า ผู้ประกอบการหลายแห่งก็เริ่มฟื้นตัว จนกลับมามีกำไรเหมือนยุคก่อน COVID-19 กันแล้ว
ไม่กี่วันมานี้ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้เปิดเผยตัวเลขผลกำไร สุทธิจากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโต 3 เท่า ที่ 7.1 พันล้านบาท ถือเป็น All Time High ของบริษัท เฉพาะแค่ไตรมาส 4 ปีของ 2023 MINT กำไรจากการดำเนินงานสูง 2.5 พันล้านบาท เติบโตถึง 77%
อะไรที่ทำให้ MINT ถึงสร้าง All Time High สวนกระแสได้ตัวเลขนักท่องเทียวที่ยังไม่กลับมาเหมือน เดิมได้จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตาม
คำตอบของเรื่องนี้ หัวใจที่ทำให้ MINT กลับมาอย่างภาคภูมิอยู่ที่การบริหารห้องพักในเครือผ่าน Keyword 2 คำ คือ Average Daily Rate (ADR) กับ Occupancy Rate
ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจท่องเที่ยวนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับฤดูกาล ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า High-season และ Low-season

กลับมาที่คำ 2 คำ
ขยายความเพิ่มเติม Average Daily Rate (ADR) นั้น คืออัตราเฉลี่ยของห้องพักรายวัน ซึ่งถูกนำมาใช้ เป็นกลยุทธ์ในการกำหนดราคาเพื่อให้โรงแรมมีผลกำไรมากที่สุดในช่วง High-season ที่มีความต้องการสูงกว่า ปกติ ส่วน Occupancy Rate หรือเปอร์เซ็นต์การเข้าพัก ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่จะใช้เป็นกลยุทธ์ในช่วง Low-season เพื่อช่วยกระตุ้นให้มีอัตราการเข้าพักมากที่สุด
อย่างเช่นในตลาดเมืองไทย ช่วง High-season ของโรงแรมบ้านเราจะอยู่ที่ไตรมาส 1และ 4 ของทุกปี เพราะจะมีนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรปที่หนีหนาวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วน Low-season จะเป็นช่วงกลางปี เพราะเป็นหน้าฝน ซึ่งไม่เหมาะกับการท่องเที่ยว
ส่วนในยุโรป ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เป็น High-season ก็จะเป็น ช่วงกลางปี เพราะอากาศอบอุ่น ส่วน Low-season จะเป็นช่วงไตรมาศที่ 1 และ 4 เพราะอากาศหนาว
เพราะฉะนั้นโรงแรมในภูมิภาคอาเซียน ไตรมาสที่ 1, 4 ก็จะเน้นดัน ADR ให้สูงสุด ส่วนไตรมาส 2,3 ก็จะเน้น Occupancy Rate ส่วนยุโรปก็จะสลับกับอาเซียน
การบาลานซ์ 2 สิ่งของ MINT นี้จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้า MINT ไม่ได้เป็นเน็ตเวิร์คที่มีโรงแรมและห้องพัก กระจายอยู่ในเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลก เพราะนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ MINT บริหารห้องพักได้ดี เพราะมีการ สลับช่วง High-season และ Low-season ได้ดีกว่า
ปัจจุบัน MINT มีธุรกิจโรงแรมทั้งในรูปแบบเป็นเจ้าของเอง บริหารจัดการ และร่วมลงทุน โดยมีโรงแรม และเซอร์วิส สวีทมากกว่า 530 แห่ง ภายใต้แบรนด์อนันตรา, อวานี, โอ๊คส์, ทิโวลี, เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอ็นเอช, นาว, เอเลวาน่า, แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์, เซ็นต์ รีจิส, เรดิสัน บลู และโรงแรมในกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ใน 55 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา คาบสมุทรอินเดีย ยุโรป อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ
ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า ตัวเลข ADR ของ MINT ในปี 2023 เติบโตจากปี 2019 ขึ้นมาถึง 40% ในส่วนของโรงแรมที่เป็นเจ้าของ ส่วนค่าเฉลี่ยของโรงแรมในยุโรป ก็เติบโตถึง 30% สูงกว่า และค่าเฉลี่ยในไทยเติบโตเกือบ 30% ส่วนที่มัลดีฟส์ก็เพิ่มขึ้นราว 16%
“ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีปีหนึ่งของธุรกิจโรงแรม เพราะปีนี้อากาศอุ่นกว่า นั่นหมายความว่าคนจะ เที่ยวเยอะขึ้น”

แต่เพื่อความมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทาง MINT เองก็ได้มีการวางกลยุทธ์ 3R คือ Rebranding, Renovate และ Repositioning
MINT มีการกันงบการลงทุนในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 10,000-13,000 ล้านบาท โดยจะเน้นไปที่โรงแรม ประมาณ 70% เพื่อรีโนเวทที่เปิดใช้งานมาแล้ว ให้สดใหม่เหมือนเดิมและเพื่อเพิ่ม ADR ให้สูงขึ้น รวมถึงจะ มีการ Rebranding และ Repositioning บางโครงการที่คิดว่าสามารถทำปรับให้สูงขึ้นได้
“ช่วง COVID-19 เราหยุดการลงทุนไปเยอะมาก ตอนนี้ Post COVID นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา เราจะทำอย่างไรจะต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ใหม่ก็ต้อง Rebranding ให้สูงขึ้น เป้าหมาย ของ MINT จะ Rebranding และ Repositioning 50 โรงแรม โดยในปีที่ผ่านมามีการทำไปแล้ว 30 แห่ง และในปีนี่คาดว่าจะทำได้อีกอย่างน้อย 28 แห่ง”
ในปีนี้ MINT จะเน้นการขยายธุรกิจแบบ Asset Right หรือเข้าไปรับจ้างบริหารโรงแรมเพิ่มมากขึ้น เพราะรูปแบบธุรกิจนี้ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น การเข้าไปรับจ้างบริหารโรงแรม 3 แห่งในกรุงปารีสภายใต้เอ็นเอช และเอ็นเอช คอลเลคชั่น รวมถึงการเปิดตัวโรงแรมหรูภายใต้อนันตราในกรุงเวียนนา และการเปิดตัวของเอ็นเอช คอลเลคชั่นในเฮลซิงกิ
นอกจากนี้ แผนการขยายโรงแรมที่แข็งแกร่งของ MINT ยังรวมการเปิดตัวของอนันตราและอวานีใน ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ควบคู่ไปกับการเปิดโรงแรมใหม่ในตลาดตะวันออกกลางที่ MINT มีการเติบโต อยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแผนการเปิดตัวโรงแรมรับจ้างบริหารในประเทศจีนหลายแห่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งใน และต่างประเทศ ในส่วนของไมเนอร์ ฟู้ดยังเสริมความแข็งแกร่งในอาเซียนด้วยการเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์ ในเวียดนามและสิงคโปร์
ใน 3 ปีข้างหน้านี้ MINT ตั้งเป้าขยายกลุ่มธุรกิจโดยเพิ่มโรงแรมใหม่ 200 – 500 แห่ง และร้านอาหาร 1,000 สาขา โดยมียอดรวมจำนวนโรงแรมอยู่ที่ 780 แห่ง และ ร้านอาหารอยู่ที่ 3,700 สาขา ความมุ่งมั่นนี้ได้รับ การสนับสนุนจากโอกาสการเติบโตที่มากมายและการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์ด้านการใช้รูปแบบธุรกิจ Asset-light Model การทำสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม และการทำแฟรนไชส์ร้านอาหาร เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อม ไปกับการใช้เงินลงทุนให้น้อยที่สุด และการมุ่งเน้นในตลาดที่มีการเติบโตสูงนอกเหนือจากตลาดอื่น
