ปี 2024 ถือเป็นอีกปีที่ MINT หรือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้สร้างนิวไฮในส่วนของผลการดำเนินงานทางการเงินนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,750 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
ธุรกิจโรงแรม: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเติบโตแข็งแกร่ง และการขยายตลาดผลักดันผลการดำเนินงาน
ธุรกิจโรงแรมของ MINT ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสำคัญ
ยุโรปและอเมริกา: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน นำโดยราคาห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวินัยด้านการกำหนดราคาและการเดินทางในภูมิภาคที่สม่ำเสมอ โดยสเปนเป็นประเทศที่มีผลงานการเติบโตดีที่สุด รองลงมาคือยุโรปกลาง เบเนลักซ์ และอิตาลี
ประเทศไทย: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนพุ่งสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางการบิน และกลยุทธ์การขายแบบกำหนดเป้าหมายที่ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย
MINT ยังคงขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโรงแรมใหม่ 30 แห่งที่มีห้องพักกว่า 3,000 ห้องในปี 2567 ภายใต้โมเดลธุรกิจ Asset-light Model เป็นหลัก ส่งผลให้ MINT มีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และโอเชียเนีย โดยการเปิดตัวโรงแรมครั้งสำคัญ ได้แก่ โรงแรม NH Collection Helsinki Grand Hansa ในประเทศฟินแลนด์ โรงแรม Anantara Stanley & Livingstone Victoria Falls ในประเทศซิมบับเว และ Anantara Jewel Bagh Jaipur Hotel ในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของ MINT ในตลาดใหม่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตสูง

เหตุผลที่ MINT สามารถเพิ่มโรงแรมได้มากขนาดนี้มีเหตุผลมาจากโมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light Model) แต่มุ่งเป้าไปที่การรับจ้างบริหาร เพราะไม่ต้องใช้เงินมากเหมือนลงทุนเอง
ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า “เราผ่านมาหลายวิกฤตแล้ว ตั้งแต่สึนามิ, SARS, น้ำท่วม, COVID-19 ก็รอดมาได้หมด เรามีประสบการณ์ในการรับมือวิกฤตที่ดี เราแข็ง แกร่งขึ้นหลัง COVID-19 จนสร้างนิวไฮใหม่ๆ เพราะเราปรับตัวได้เร็ว ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไรเราสามารถผ่านมาได้และทำตามเป้าหมายที่วางได้ไวตลอด
ปีที่ผ่านมาความแข็งแกร่งในธุรกิจโรงแรมขับเคลื่อนโดยการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนที่สูงขึ้น และการขยายตัวของตลาดทั่วโลก ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านอาหารที่ได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมของแบรนด์และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น”
ในส่วนของธุรกิจใหม่ๆ ทาง MINT ได้มีการเพิ่มไลน์ธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจเรือสำราญหรู โดยเปิดให้บริการแล้วที่กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และหลวงพระบาง นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดธุรกิจโรงแรมรถไฟ ที่ประเทศเวียดนาม

ดิลิป กล่าวว่า MINT มีการเป้าหมายระยะกลาง 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2027 ไว้ดังนี้
- เพิ่มจำนวนโรงแรมในพอร์ตอีก 280 แห่ง จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 562 แห่ง
- เพิ่มจำนวนร้านอาหารอีก 1,500 ร้าน จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2,600 สาขา
- เพิ่มรายได้ให้เติบโต 6-8%
- เพิ่มผลกำไรให้ได้ 15-20%
- อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากกว่า 12%
- การลดหนี้ 0.75%
- ลดอัตราส่วนหนี้ต่อกระแสเงินสด 4.0
- เพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพื่อการดำเนินงานของบริษัท (ROIC) ให้ได้มากกว่า 12%
ดิลิป กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปีนี้ทางบริษัทจะเน้นปักหมุดธุรกิจในประเทศใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, คิวบา ในทวีปอเมริกา, ซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน, กาตาร์และโอมาน ในตะวันออกกลาง โปตุเกสในทวีปยุโรป และอินเดีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ในทวีปเอเชีย
การลงทุนในญี่ปุ่น MINT จะไปทำตลาดทั้ง 3 แบรนด์ คือ Anantara, Avani และ Tivoli ที่ผ่านมาบริษัทมีการร่วมทุนกับกลุ่ม Royal Holdings Co., Ltd. ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ซีร้านอาหารซิซซ์เล่อร์ในญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่ม Royal Holdings นี้มีแบรนด์ Richmond Hotels กว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทาง MINT และ Royal Holdings มองว่าน่าจะสามารถเปิดโรงแรมใหม่ได้อย่างน้อย 22 โรงแรมใน 10 ปี
ส่วนในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน MINT มีโรงแรมเพียงแห่งเดียวอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก แต่ดิลิป อธิบายว่า สหรัฐ อเมริกาเป็นตลาดสำคัญทั้ง Inbound และ Outbound
“เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก การสร้างแบรนด์ Anantara ให้อยู่ในใจคนอเมริกาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะมีส่วนทำให้คนกลุ่มนี้ไปใช้บริการเราในส่วนอื่นๆ ของโลก การทำโรงแรมในสหรัฐอเมริกาต้องเน้นสร้างความแตกต่าง เน้นความเป็น Asian Service Mindset เน้นเรื่องของอาหาร โดยจะเน้นสร้างธุรกิจในกลุ่ม Ultra Luxury จนถึง Mid-scale ไปพร้อมๆ กัน”

ดิลิป ประเมินตลาดท่องเที่ยวในปัจจุบันว่า ท่องเที่ยวและสันทนาการเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และเติบโต โดยได้ยกตัวเลขคาดการณ์ของนักท่องเที่ยวแยกตามภูมิภาคปี 2025 ซึ่งคาดว่าทวีฟยุโรปจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า 833 ล้านคน โต 4.51%, ทวีฟเอเชีย แปซิฟิกจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า 379 ล้านคน โต 7.89%, ภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า 107 ล้านคน โต 8.61% ส่วนประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า 41 ล้านคน โต 7.61%
ส่วนของการคาดการณ์ตัวเลขการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวปี 2025 คาดการณ์ว่าทวีปยุโรปจะมีเม็ดเงินหมุน เวียนประมาณ 852 พันล้านเหรียญสหรัฐ โต 7.08%, ทวีปเอเชีย แปซิฟิกมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 615 พันล้านเหรียญสหรัฐ โต 8.57%, ตะวันออกกลางมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 201 พันล้านเหรียญสหรัฐ โต 8.95% และประเทศไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 68 พันล้านเหรียญสหรัฐ โต 13.69%
ในส่วนของธุรกิจอาหารปีที่ผ่านมา MINT มีการเติบโตประมาณ 8% ซึ่งรายได้ในกลุ่มธุรกิจนี้กว่า 60% เป็นรายได้มาจากเมืองไทย โดยไฮไลท์ของ MINT คือมีการเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ คือ The Steak & More เพื่อมาเติมช่องว่างที่ Sizzler ยังเข้าไม่ถึง
“เราเปิดร้าน The Steak & More เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กว้างมากขึ้น ไม่ได้มาแข่งกับ Sizzler แต่ใช้ซัพพลายเชนร่วมกัน จริงๆ The Steak & More ก็ ไม่ได้ถูกมาก แต่เราตั้งราคาให้ผู้บริโภคไปทานได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย สามารถสร้างความถี่ในการมากินซ้ำได้มากกว่า Sizzler เรายังคงพยายามรักษาความพรีเมียม แต่เพิ่มเรื่องการเข้าถึงได้ง่ายหรือ Affordable
ธุรกิจร้านอาหาร MINT จะเน้นแฟรนไชส์มากขึ้น เพราะขยายตัวได้เร็ว เรามีแบรนด์ใหม่ๆ มาเติมในพอร์ต เช่น Bonchon, GAGA ส่วนตลาดต่างประเทศประเทศที่กำลังไปได้ดีคืออินโดนีเซียเพราะตลาดใหญ่มีประชากรมาก Dairy Queen และ GAGA ก็ไปได้ดีมาก"

ปีที่ผ่านมา MINT มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นจาก 1.0 เท่าในปี 2023 เป็น 0.8 เท่าในปี 2024 ด้านอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมลดลงจาก 4.9 เท่าเป็น 4.3 เท่า
ดิลิป กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่เป็นประวัติการณ์ของ MINT ตอกย้ำความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Asset-light Model และการสร้างสรรค์นวัตกรรมในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร”
ส่วนเป้าหมายในระยะยาว 5 ปี MINT ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเพิ่มจำนวนโรงแรมจาก 562 แห่งในปัจจุบันเป็น 1,000 แห่ง และเพิ่มจำนวนร้านอาหารจาก 2,699 สาขาในปัจจุบันเป็น 4,500 สาขา