ชุดกลยุทธ์โปรโมชั่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของราคาที่เราพบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือการลดราคา 50% และการจัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ซึ่งเป็นการทำแคมเปญส่งเสริมการขายที่เราคุ้นเคยดียามที่ไปเดินช้อปปิ้งในห้าง ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือซูเปอร์มาร์เก็ต
มองผิวเผินแล้วกลยุทธ์ทั้ง 2 รูปแบบนี้จะดูเหมือนหรือคล้ายกัน เพราะถ้าหักกลบกันแล้วในท้ายที่สุดราคาที่ต้องควักจ่ายออกไป แทบจะไม่แตกต่างกันเลย อาทิ สินค้าราคา 100 บาท ถ้าลด 50% หักกลบกันแล้ว จะได้ราคาสินค้าที่ชิ้นละ 50 บาท ซึ่งจะเหมือนกับการลด 50% ที่ถ้าราคาชิ้นละ 100 บาท ก็จะซื้อได้ในราคา 50 บาท เท่ากัน
ดูแบบผิวเผินแล้วกลยุทธ์ทั้ง 2 นี้จะเหมือนกัน แต่ถ้ามองลึกเข้าไปที่เป้าหมายในการทำแล้วจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กลยุทธ์แรกคือซื้อ 1 แถม 1 นั้น มีเป้าหมายก็เพื่อให้ลูกค้าซื้อเพื่อสต๊อกการใช้สินค้าให้ยาวนานมากขึ้น โดยมองผลที่นอกจากการจะเป็นการกันการ Switching Brand หรือเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ของคู่แข่ง เพราะถ้ามีสต๊อกสินค้าที่บ้านและใช้ได้นานขึ้น โอกาสในการซื้อสินค้าจากคู่แข่งก็มีน้อยลงตามไปด้วย เช่น ถ้าซื้อยาสีฟัน 1 หลอด ใช้ได้ 1 เดือน เมื่อจัดรายการซื้อ 1 แถม 1 ได้ยาสีฟัน 2 หลอด การใช้อาจจะยาวนานขึ้นไปเป็น 2 เดือน ซึ่งโอกาสที่จะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ของคู่แข่งก็ทอดเวลายาวนานขึ้น โดยการ Switching Brand หรือเปลี่ยนแบรนด์นั้น อาจจะมาจากการที่ลูกค้ามองว่า สินค้าของคู่แข่งมีความคุ้มค่ามากกว่า ไม่รู้สึกแพงที่ต้องควักเงินซื้อ หรืออาจจะมาจากคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า การมีสินค้าบนเชลฟ์ให้เลือกหลากหลายกว่า เป็นต้น

นอกจากจะกันไม่ให้เปลี่ยนแบรนด์ไปใช้ของคู่แข่งแล้ว ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือการสร้างความเคยชินในการใช้สินค้าเพิ่มขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการใช้สินค้าในปริมาณมากขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อการเติบโตของตลาดในแง่ของปริมาณการใช้สินค้า
อย่างการซื้อยาสีฟัน 1 แถม 1 ทำให้ได้ยาสีฟันเพิ่มอีก 1 หลอด ซึ่งผู้บริโภคอาจจะมีการบีบใช้ยาสีฟันในปริมาณต่อครั้งที่มากขึ้น ทำให้เมื่อแม้หมดการจัดโปรโมชั่น ความเคยชินในการใช้ในปริมาณมากขึ้นดังกล่าวยังไม่หมดไปจนกลายเป็นการใช้ยาสีฟันเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัวในระยะยาวไปเลย
แต่ข้อเสียของการทำโปรโมชั่น 1 แถม 1 ก็มีไม่น้อย อาทิ หากสินค้าที่นำมาจัดโปร 1 แถม 1 ไม่ได้คุณภาพตามที่ลูกค้าคาดหวังก็อาจจะมีการ Trade Down หรือซื้อสินค้าของเราน้อยลง หรือบางครั้งอาจจะเลิกซื้อไปเลย
ส่วนการจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ในปัจจุบัน ที่เราพบเห็นบ่อยๆ โดยเฉพาะกับการจัดรายการของห้างค้าปลีกสมัยใหม่หรือไฮเปอร์มาร์เก็ตนั้นอาจจะเป็นการจัดรายการที่มีการตั้งราคาขายเกินจากราคาขายต่อชิ้นตามปกติ เพื่อให้สามารถจัดรายการได้โดยยังมีกำไรในตัวเลขที่ตั้งเอาไว้ได้ ซึ่งหากลูกค้ามีการเปรียบเทียบราคาจริง อาจจะทำให้โปรโมชั่นแบบ 1 แถม 1 ไม่เกิดความแรงตามเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้
ทีนี้มาถึงการลดราคา 50% ซึ่งเป็นโปรโมชั่นที่ถูกมองว่าเป็นโปรแรง ที่ยังใช้ดึงดูดลูกค้าได้ โปรโมชั่นแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อ Penetrate ตลาดให้มีการเติบโตมากขึ้น รวมถึงการใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเข้าไปหาลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยใช้ แบรนด์เรา หรือใช้บ้างแต่ออกไปใช้แบรนด์อื่น
การลดราคา 50% ในแง่จิตวิทยาอาจจะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าควักเงินจ่ายน้อยลง จึงกล้าที่จะควักเงินเพื่อทดลองซื้อสินค้าในแบรนด์ที่ตัวเองยังไม่เคยใช้ ซึ่งหากคุณภาพสินค้าดีเป็นที่ถูกใจ อาจจะเกิดการใช้ในระยะยาวก็เป็นได้
การลดราคา 50% นั้น บางครั้งเป็นการลดราคาที่อาจจะขายขาดทุน ซึ่งภาษาการทำโปรโมชั่นในรูปแบบนี้ อาจจะเรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นการใช้กลยุทธ์ราคาที่เป็น Loss Leader Pricing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการตั้งราคาขายของสินค้าหรือบริการที่ต่ำกว่าท้องตลาด
หลายครั้งเป็นการขายขาดทุนเพื่อที่จะดึงคนเข้ามาในร้าน โดยคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดไปสู่การซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นๆ ที่มีกำไรดีกว่า เรียกได้ว่า เป็นการใช้เวทมนต์ด้านราคาเข้ามาล่อตาล่อใจให้ผู้บริโภคช้อปเพลิน โดยจะรู้สึกตัวอีกที ก็หมดเงินกับการซื้อไปเยอะ
ยิ่งนักช้อปชาวไทยส่วนใหญ่เป็นพวก Price Sensitive ที่อ่อนไหวต่อราคา และเป็นพวกที่เห็นของลดราคาแล้วใจละลายต้องซื้อให้ได้ การวางกลยุทธ์ในเรื่องของ Loss Leader Price จึงมีออกมาให้เห็นบ่อยๆ

ในบ้านเราจะคุ้นชินกับการใช้กลยุทธ์นี้ผ่านการทำตลาดของร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ที่อิทธิพลของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตครอบงำตลาดค้าปลีกบ้านเรา
ทั้งบิ๊กซี และโลตัสจะเลือกใช้กลยุทธ์นี้ โดยทำโปรโมชั่นราคากับสินค้าบางตัวที่สามารถเรียกคนเข้าสโตร์ได้ ซึ่งหากมองลึกเข้าไปในรายละเอียดของการดำเนินกลยุทธ์นี้แล้ว ส่วนใหญ่จะพบว่าสินค้าที่ถูกนำมาทำ Loss Leader Price จะเป็น Commodity Product ที่คนไทยต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา น้ำตาลทราย หรือน้ำมันพืช
สินค้าที่ว่านี้เหมาะกับการทำ Loss Leader Price เพราะหลักการหนึ่งของการทำกลยุทธ์นี้ก็คือควรเป็นสินค้าที่มีความถี่ในการใช้ค่อนข้างบ่อย และไม่สามารถกักตุนได้ แต่หากกักตุนได้ การทำกลยุทธ์นี้จึงต้องพ่วงด้วยเงื่อนไขของการจำกัดจำนวนชิ้นในการซื้อแต่ละครั้ง ซึ่งเราคงจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าจำกัดจำนวนการซื้อได้ต่อบิลไม่เกิน 3 ขวด หรือ 2 ถุง เป็นต้น
กรณีศึกษาการลดราคา 50% ที่เคยเป็นที่ฮือฮาก็คือการทำแคมเปญลดราคา 50% ของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังอย่างโออิชิเมื่อปี 2557 ที่ถ้ามองย้อนหลังไปเมื่อไตรมาส 3 ของปี 2557 ภาวะเศรษฐกิจของบ้านเราไม่ดีนัก เป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะใช้เงิน
แน่นอนว่า การทานอาหารนอกบ้าน เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเขาต้องชะลอหรือลดความถี่ลง ซึ่งส่งผลกระทบกับภาพรวมของตลาดร้านอาหารโดยตรง โออิชิในฐานะผู้นำตลาดจึงต้องลุกขึ้นมทำแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อเรียกคืนความมั่นใจ ด้วยแคมเปญลดราคา 50% กับร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์

แคมเปญนี้ เป็น Loss Leader Price ที่โออิชิยอมขายแบบขาดทุน เพื่อผลด้านจิตวิทยาในการดึงกำลังซื้อให้กลับคืนสู่ตลาด การลดราคาถึง 50% แบบนี้ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะมองยังไงก็มีแต่ขาดทุน
โออิชิในฐานะผู้นำตลาดจึงต้องลุกขึ้นมาทำแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อเรียกคืนความมั่นใจ ด้วยแคมเปญลดราคา 50% กับร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์
แคมเปญนี้เป็นการใช้ Loss Leader Price ที่โออิชิยอมขายแบบขาดทุน เพื่อผลด้านจิตวิทยาในการดึงกำลังซื้อให้กลับคืนสู่ตลาด การลดราคาถึง 50% แบบนี้ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะมองยังไงก็มีแต่ขาดทุน
แต่โออิชิเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยเอาจำนวนเงินที่ขาดทุนจากการขายมาเปลี่ยนเป็นงบการสื่อสารแบรนด์ เมื่อมองออกมาในมุมนี้ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนไป เพราะนอกจากจะเป็นแคมเปญที่แบรนด์ถูกพูดถึงแบบ Talk of the Town แล้วยังสามารถดึงลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้บริการให้เข้ามาลองและมีประสบการณ์ในการกินอาหารญี่ปุ่นผ่านแบรนด์โออิชิ
เป็นการบรรลุเป้าหมายในการทำโปรโมชั่นลด 50% ที่เป้าหมายนอกจากการเพิ่มยอดขายแล้ว ยังอยู่ที่การเข้าหาลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยใช้แบรนด์เรานั่นเอง....