Key Highlights.- ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งาน Internet 63.2 ล้านคน หรือคิดเป็น88% ของประชากรทั้งหมด และมีผู้ใช้งาน Social Media 49.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 68.3% ของประชากรทั้งหมด โดยชาว Gen Y เป็นกลุ่มที่มีการใช้งาน Internet และ Social Media สูงสุด ขณะที่ชาว Baby Boom เป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ใช้ Social Media กลุ่มหลักที่สำคัญต่อตลาด E-Commerce- ธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจและหันมาทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมีอย่างน้อย 2 แพลตฟอร์มเพื่อใช้ทำการตลาดกับผู้บริโภคและส่วนใหญ่เลือกใช้ Facebook เป็นช่องทางหลัก แต่เมื่อพิจารณาระหว่างความสนใจของผู้บริโภคและการเลือกใช้แพลตฟอร์มของแต่ละธุรกิจ พบว่าในแต่ละแพลตฟอร์มยังมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการเข้าไปทำตลาดกับผู้บริโภคได้อีกมาก
- การเข้าถึง Internet, Social Media และ Smart Phone บวกกับพฤติกรรมการซื้อสินค้า/บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของคนไทยที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง ทำให้ Krungthai COMPASS ประเมินว่ามูลค่าตลาด E-Commerce ของไทยมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 9.6% ขึ้นไปอยู่ที่ 6.77-7.47 แสนล้านบาท ในระหว่างปี 2567-2568 โดยกลุ่มสินค้าที่คนไทยหันมาซื้อผ่านตลาด E-Commerce มากขึ้น ได้แก่ กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าแฟชั่น
วีระยา ทองเสือ
Krungthai COMPASS

รู้หรือไม่? ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอยู่ในเกณฑ์ “ดี
ไทยมีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อยู่ในอันดับที่ 51 จาก 121 ประเทศทั่วโลก และอันดับที่ 3 ของอาเซียน จากผลการจัดอันดับดัชนีคุณภาพชีวิตดิจิทัล (Digital Quality of Life Index: DQL Index) [1]ซึ่งจัดทำโดย Surfshark องค์กรที่ทำงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่สำรวจและเก็บข้อมูลด้านดิจิทัล พบว่า ไทยได้รับการจัดอันดับคุณภาพชีวิตด้านดิจิทัลอยู่ในอันดับที่ 51 จาก 121 ประเทศทั่วโลก ปรับดีขึ้น 12 อันดับ จากปี 2563 ซึ่งมีอันดับอยู่ที่ 63 และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน พบว่าไทยมีดัชนีคุณภาพชีวิตด้านดิจิทัล อยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ตามลำดับ[1] DQL Index พิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1)ความสามารถในการชำระค่าบริการเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 2) คุณภาพอินเทอร์เน็ต 3) โครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์ 4) ความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้กับการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ 
ปัจจัยที่ทำให้ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอยู่ในเกณฑ์ “ดี” หรือเรียกว่าเป็น “จุดแข็ง” ของไทยได้แก่ คุณภาพอินเทอร์เน็ต (Internet Quality) โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure) และการใช้เทคโนโลยีมาปรับเข้ากับการทำงานของรัฐบาล (e-Government) ซึ่งแต่ละมิติมีรายละเอียดดังนี้- ด้านคุณภาพอินเทอร์เน็ต: “เน็ตไทยเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 6% สำหรับ Mobile Internet และ 136% สำหรับ Fixed Internet” ผลการสำรวจความเร็ว Internet ของไทยโดย Surfshark พบว่าการเชื่อมต่อ Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet) ของไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก โดยมีความเร็วเฉลี่ย 79.2 Mbps สูงกว่าความเร็วเฉลี่ยทั่วโลกที่ 74.8 Mbps ราว 6% ส่วนความเร็วของ Internet บรอดแบนด์ประจำที่ (Fixed Internet) หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า “เน็ตบ้าน” ของไทยนั้นพบว่ามีความเร็วเป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน โดยมีความเร็วถึง 254.6 Mbps สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 107.8 Mbps อยู่ 136%
นอกจากมิติด้านความเร็วแล้ว Surfshark ยังระบุว่า Internet ของไทยมีความเสถียรที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอีกด้วย เมื่อประเมินความเสถียรของ Internet โดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า Mobile Internet ไทยมีคะแนนด้านการมีเสถียรภาพอยู่ในอันดับ 16 ของโลก ใกล้เคียงกับ Fixed Internet ที่อยู่ในอันดับ 17 ของโลก
ข้อมูลทั้ง 2 มิติแสดงให้เห็นว่า Internet ของไทยมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ “ดี” เมื่อเทียบกับทั่วโลก- โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล: “คนไทยเข้าถึง Internet ได้มากขึ้น” Surfshark จัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยดีขึ้นจากอันดับ 64 ในปี 2563 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 47 ในปี 2566 โดยมีสาเหตุมาจากความสามารถในการเข้าถึง Internet ของคนไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าถึง Internet ที่ง่าย และมีความครอบคลุมในเชิงพื้นที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนของภาครัฐผ่านนโยบายพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีเป้าหมายขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน และทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น
- e-Government: “รัฐบาลไทยมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริการประเทศ” ในมิติด้านรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) ซึ่งประเมินจากการจัดการบริการต่างๆ ของภาครัฐให้กับประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ และความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ พบว่า e-Government ของไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนเป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น
เนื่องจากไทยเข้าสู่การเป็น e-Government มาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยมีระบบต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ระบบ Tax Single Sign On (Tax SSO) ที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านภาษีของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร หรือระบบ SSO Connect ของสำนักงานประกันสังคม ที่ใช้ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกันตน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เป็นข้อสังเกตว่ายังมีอีก 2 มิติ ที่ไทยสามารถปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเพื่อยกระดับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้พร้อมกับการแข่งขันในอนาคต ประกอบด้วยการชำระค่าบริการเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet Affordability) เมื่อพิจารณาในมิติด้านความสามารถในการชำระค่าบริการเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งประเมินจากค่าบริการ Internet ต่อรายได้เฉลี่ย พบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 91 ในปี 2566 ลดลงถึง 40 อันดับ จากอันดับที่ 51 ในปี 2563
ความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Security) ขณะที่ในมิติด้านความปลอดภัย ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 60 ในปี 2566 โดยมีสาเหตุจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของไทยที่จัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากติดต่อกัน 2 ปี สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ชี้ว่า ในปี 2566 คนไทยประสบปัญหาถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล 14.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.4% และยังพบว่ามีคนไทยที่เชื่อมั่นต่อนโยบายด้านดิจิทัลเพียง 57% ขณะที่เกือบ 30% มีความกังวลต่อระบบความปลอดภัยของระบบการชำระเงินในการซื้อสินค้า/บริการออนไลน์[1] ซึ่งไทยอาจพิจารณานำแนวนโยบายของประเทศต่างๆ อาทิ General Data Protection Regulation (GDPR) [2]ของกลุ่มสหภาพยุโรป มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทยเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล หรือเพิ่มมาตรฐานการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความปลอดภัย เป็นต้น[2] GDPR มีสาระสำคัญในการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว กำหนดบทลงโทษเป็นค่าปรับสูงถึง 10 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ต่อปีของบริษัท และมีผลบังคับใช้ในการปกป้องข้อมูลของชาวยุโรปทุกที่ทั่วโลก แม้ว่าธุรกิจจะตั้งอยู่นอกเหนือขอบเขตสหภาพยุโรป 
Internet คนไทยเข้าถึง Internet มากขึ้นแต่ระยะเวลาใช้งานต่อวันสั้นลง เมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19
ไทยมีผู้ใช้งาน Internet 63.2 ล้านคนในปี 2567 หรือคิดเป็น 88% ของประชากรทั้งประเทศ และใช้เวลาราว 1 ใน 3 ของวันไปกับการท่องโลก Internet การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ผูกติดกับเครือข่าย Internet และสื่อออนไลน์มากขึ้น โดย Digital Agency ชื่อดังอย่าง We Are Social ได้รายงานข้อมูลการใช้ Internet ของประเทศไทยว่า ไทยมีจำนวนผู้ใช้งาน Internet เพิ่มขึ้น 13.7% จาก 55.6 ล้านคน ในปี 2563 มาอยู่ที่ 63.2 ล้านคนในปี 2567
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าระยะเวลาใช้ Internet ของคนไทยนั้นกลับลดลงจากวันละ 9 ชั่วโมงในปี 2563 เหลือวันละ 7 ชั่วโมง 58 นาทีในปี 2567 ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเกิดจากคนกลับสู่ชีวิตปกติหลังล็อกดาวน์และออกไปใช้ชีวิตมากขึ้น เช่น กลุ่ม Gen Z ที่มีอายุ 9-24 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเรียนก็สามารถกลับไปเรียนที่สถานศึกษาได้ อย่างไรก็ดี ระยะเวลาการใช้งาน Internet ของคนไทยก็ยังสูงติดอันดับ Top 10 ของโลก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่วันละ 6 ชั่วโมง 40 นาที อย่างเห็นได้ชัด และหากเรียงลำดับการใช้ Internet ตาม Generation พบว่า Gen Y เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้ Internet สูงสุด รองลงมาได้แก่ Gen Z โดยเรามองว่าสาเหตุที่ Gen Y และ Z เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้งานมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน ที่จำเป็นต้องอาศัย Internet ในการเรียน ทำงาน ค้นหาข้อมูล และประชุมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เรามีข้อสังเกตว่า แม้กลุ่ม Baby Boom ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีการใช้งาน Internet น้อยสุด คิดเป็นสัดส่วนเพียง 61% แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นมาก จากในปี 2563 ที่มีสัดส่วนอยู่เพียง 33% เท่านั้น
