สินค้าหมุนเร็ว
ช่องทางต้องพร้อม
สำหรับการขายผ่านยี่ปั๊วที่เป็น Strategic Partners ทั้งกว่า 100 ราย จะมีสัดส่วนของยอดขายประมาณ 23% จากการขายในทุกช่องทาง หากวัดเฉพาะช่องทางที่เป็นเทรดิชั่นนัล เทรด หรือร้านค้าดั้งเดิมแล้ว จะมีสัดส่วนการขายถึง 60% เลยทีเดียว เนื่องจากสินค้าประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาช่องทางขายผ่านร้านค้าแบบดั้งเดิม
เมื่อมองมาที่ตัวมาม่าเอง จะพบว่า เป็นแบรนด์พี่ใหญ่ที่ทำรายได้การขายให้กับสหพัฒน์มากที่สุดถึงเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายรวม โดยในปีที่ผ่านมายอดขายรวมของสหพัฒน์มีตัวเลขอยู่ที่ 31,360 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4% มีกำไร 1,444 ล้านบาท และหากคิดเฉพาะแบรนด์มาม่า เมื่อปีที่ผ่านมามียอดขายรวมอยู่ที่ 10,300 ล้านบาท
การเป็นสินค้าที่หมุนเวียนค่อนข้างเร็ว และมีช่องทางการขายผ่านร้านค้าในรูปแบบเดิมเป็นหลักของมาม่า จำเป็นต้องมีรูปแบบการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงร้านค้าในความถี่ค่อนข้างเร็ว ทำให้ระบบการจัดจำหน่ายของสหพัฒน์มีการพัฒนาลูกเล่นเพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเข้าถึงร้านค้าอย่างต่อเนื่อง
สหพัฒน์จะมีระบบสต๊อกกีส ที่เรียกว่า “สร.” ซึ่งเป็นการหาตัวแทนยี่ปั๊วในพื้นที่เพื่อเข้ามารับผิดชอบในการบริหารสต๊อก และคลังสินค้า โดยสหพัฒน์จะเข้าไปดูแลในเรื่องของหน่วยรถและการขายสินค้า ซึ่ง สร. ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 60 แห่งทั่วประเทศ จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงร้านค้าได้เป็นอย่างดี
ขณะที่สหพัฒน์เองก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของลอจิสติกส์ด้วยการลงทุนสร้างคลังสินค้าในพื้นที่ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเปิดคลังสินค้าที่ลำพูน เพื่อเป็นจุดพักสินค้าก่อนกระจายเข้าไปในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานบางส่วน ในปีนี้จะมีการลงทุนเพิ่มอีกที่ ที่ศรีราชา ชลบุรี
การลงทุนสร้างคลังสินค้าในพื้นที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการขนส่ง และมีส่วนทำให้สามารถสร้างการเติบโตของกำไรในปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นถึง 25.4% ส่วนในปีนี้ สหพัฒน์ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 34,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และมีกำไรอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
แน่นอนว่า จะมีแบรนด์มาม่า เป็น 1 ในพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ......