BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
2,173
VIEWS

THE SUPREMACY พลังยืนหนึ่งในสนามการแข่งขัน

ส.ค. 05, 2567 P.Narata
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จาก Disruption ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน (COMPETITIVE ADVANTAGE) กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรและแบรนด์ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดที่เต็มไปด้วยพละกำลังและอำนาจแห่งการต่อรอง
 
เป็นอำนาจในแบบฉบับที่ BrandAge ขอเรียกว่า "THE SUPREMACY" อำนาจที่ส่งให้แบรนด์ยืนหนึ่งในสนามการแข่งขัน และเป็นพลังขับเคลื่อนที่โดดเด่นทำให้ทุกคนได้เห็น และคิดถึงแบรนด์ของคุณก่อนใคร
 
เมื่อการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นเรื่องสำคัญ ภารกิจหลักของเหล่านักรบการตลาดไม่ว่าจะยุคนี้ หรือยุคไหนๆ จึงอยู่ที่การคิดค้นและพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้เกิดขึ้นกับแบรนด์และองค์กรของตน
 
สิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตและก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง จากความสามารถในการปรับตัวและการตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ และยังเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการทำงานไปสู่รูปแบบใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก Disruption ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ควบคู่ไปกับการค้นหา New S-Curve สร้างเป็นแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
 
สำหรับ THE SUPREMACY ในมุมมองของ BrandAge เป็นการรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการสร้างแบรนด์ที่เกิดขึ้นบนโลกธุรกิจขอไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ถือเป็นกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเกมการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอด้วยโครงสร้างของเนื้อหา 4 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.ONENESS 2.SUSTAINABLE 3.GOODNESS และ 4.GOAT (Great of All Time) ซึ่งในช่วงท้ายของเนื้อหาจะกลับมาลงลึกในรายละเอียดกันอีกครั้ง
 
เทคโนโลยียังเป็นผู้ช่วยสำคัญ
 
หลายทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อธุรกิจประสบปัญหาด้านการทำตลาดจนทำให้ผู้บริหาร หรือนักการตลาดต้องหันกลับมาปรับกระบวนทัพกันใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจของตน หนึ่งในทฤษฎีคลาสสิกที่มักถูกหยิบขึ้นมาเป็นกลยุทธ์หลักในการแก้ไขสถานการณ์ คือทฤษฎี การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของ Michael E. Porter ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 1980หรือเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว
 
โดย Michael E. Porter เป็นศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการธุรกิจของ Harvard Business School     ผู้คิดค้นทฤษฎีการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) นับเป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อแวดวงธุรกิจในมิติของการจัดวางกลยุทธ์องค์กร ที่นักการตลาดให้ความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำมาประยุกต์ใช้กับการวางกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในปัจจุบัน เนื่องจากความครอบคลุมและความยืดหยุ่นในการ    ปรับใช้กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
 
ทฤษฎีของ Porter โดยหลักๆ จะเน้นการเพิ่มขีดความสามารถเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านกระบวนการจัดการใน 3 เรื่อง คือ 1.การเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) 2. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) และ 3. การทำตลาดแบบมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่ม (Focus) ปัจจุบัน ทฤษฎีดังกล่าวยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ต้องปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของโลกธุรกิจยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมี Disruption เกิดขึ้นตลอดเวลา การผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างและรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น
 
คุณเมธี จารุมณีโรจน์ Chief Marketing Officer, Card X Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และแบรนด์กล่าวว่า กลยุทธ์หลักของการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในยุคปัจจุบัน คือการนำ Databaseของลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้อย่างโดดเด่นเพื่อสร้างความได้เปรียบ บางแบรนด์อาจเป็นแบรนด์ใหม่ยังไม่มีความได้เปรียบใดๆ แต่สิ่งสําคัญ คือการมีฐานลูกค้า หรือมีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า นั่นคือสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อสร้างจุดเด่น เพื่อตอบโจทย์ในมุมของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคได้ดีขึ้น
 
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการตลาดที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีจะเป็นผู้ช่วยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรธุรกิจและแบรนด์ก้าวไปข้างหน้าได้แบบไม่สะดุด โดยเทคโนโลยีช่วยทําให้ผลผลิตทางการตลาด (Marketing Productivity) มาเร็วขึ้น และเกิดรูปแบบการปฏิบัติการ (Operating Model) เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในยุคที่ผู้บริโภคมีความอดทนรอ (Tolerant Level) ที่ลดต่ำลง และในอนาคตลูกค้าจะมีความคาดหวังในเรื่องต่างๆ ที่มากยิ่งขึ้น เช่น การตอบรับที่รวดเร็วทันใจแบบอัตโนมัติของระบบคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงต้องพยายามทำความเข้าใจตัวตนของลูกค้าให้มากขึ้นอีกด้วย
 
“เทคโนโลยีในอนาคตตจะมุ่งสู่การทํา Marketing Architecture ที่เป็นไปในลักษณะของการให้บริการที่ฉับไวมากขึ้น เรียลไทม์มากขึ้น และสามารถตอบโจทย์ในมิติที่ลูกค้าคาดหวังได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำความเข้าใจลูกค้าไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อก่อนเราใช้ Marketing Research เข้ามาช่วยในการทําความเข้าใจลูกค้า และวันนี้เทคโนโลยีก็เอื้อให้มี Data Point ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกมิติของลูกค้า ตั้งแต่การรับรู้ การพิจารณาสินค้า การตัดสินใจซื้อ การซื้อซ้ำไม่ซื้อซ้ำ เป็นข้อมูลที่มีความสําคัญมากกว่าการทํารีเสิร์ชแบบในอดีต และเครื่องมือในการทำความเข้าใจลูกค้าก็ช่วยให้เห็นในมิติที่ซับซ้อนมากขึ้น ทําให้ลูกค้าเกิดความคาดหวังที่มีต่อแบรนด์ว่าแบรนด์ต้องเข้าใจเขาเพราะมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว”
 
วันนี้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสูงมาก ในอนาคตดิจิทัลจะเป็นทักษะที่นักการตลาดทุกคนต้องมี  เพื่อเข้าใจมิติต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ที่สําคัญมิติของดิจิทัลมีเดียไม่นิ่งเหมือนสื่อยุคก่อนอย่างทีวี หรือเรดิโอสปอต ตัวอย่าง เช่น โซเชียลมีเดียยังต้องมีการเปลี่ยนอัลกอริทึมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นความสำเร็จในการใช้สื่อที่เกิดจากองค์ความรู้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อาจใช้ไม่ได้กับโซเชียลมีเดียในวันนี้
 
หากองค์กรและแบรนด์ยังคงยึดติดกับความสำเร็จในครั้งก่อน โดยไม่ปรับเปลี่ยนไปตามแพลตฟอร์มใหม่ๆ องค์กรและแบรนด์นั้นๆ อาจจะตายไปพร้อมกับสื่อยุคเดิมของแพลตฟอร์มเดิมๆ เหล่านั้นก็เป็นได้
 
Disruption ยังมา New S-Curve ยังมี
 
นอกจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในแง่ของการใช้ Marketing Tool ก็ยังมีตัวใหม่ๆ ออกมาให้เห็นตลอดเวลา ทำให้ในปัจจุบันนักการตลาดจะมีเครื่องมือมาช่วยงานมากมาย วันนี้จึงมีธุรกิจที่เรียกว่า MarTech เข้ามาช่วยในการแยกแยะเครื่องมือทางการตลาดมาใช้สำหรับการวิเคราะห์
 
“สิ่งเหล่านี้มีความจําเป็น เพราะเรากําลังทําเรื่องของ Holistic Experience ให้กับผู้บริโภค โดยมี Marketing Tech เป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์ว่า ความต้องการของผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนแปลงไปทางไหน โดยนำข้อมูลที่มีทั้งหมดมาช่วยตัดสินใจว่าจะทําหรือไม่ทําอะไร จึงทำให้เครื่องมือเหล่านี้ไปสร้างพัฒนาการให้กับตลาดอยู่ด้วย”
 
วันนี้แม้แต่การทำ Social Listening ก็ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะนักการตลาดอยากรู้แม้กระทั่งมิติของSentiment หรือ Preventive Crisis หรือมิติในการโต้ตอบกับลูกค้าได้ทันที รวมถึงมิติในการมองไปในอนาคตว่าจะมีบอทมาช่วยในการดูแลลูกค้าในแง่ของการสร้างประสบการณ์ต่างๆ ได้อย่างครบเครื่อง ดังนั้นเครื่องมือต่างๆ จะถูกพัฒนาไปตามความคาดหวัง และความจำเป็นที่จะต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ทันท่วงทีเพราะความอดทนรอที่กำลังต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับองค์กรที่ต้องหา New S-Curve เพื่อสร้างโมเดลจากแหล่งรายได้ใหม่ และเพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่การจะสร้าง New S-Curve ให้เกิดขึ้นได้นั้น มีปัจจัยหลักอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. Capability ของพนักงานในองค์กรที่ต้องวิ่งให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า ขณะเดียวกันองค์กรต้องสร้าง Employee Engagement เพื่อรักษาบุคลากรที่มีความสามารถเหล่านั้นไว้ 2. ต้องมี Adaptive Innovation Mindset ที่ไม่ได้มองแค่เรื่องการสร้างนวัตกรรม แต่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องไปกับทิศทางของ Consumer Centric เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด และ 3. ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มีความเด็ดขาด และมีมุมมองที่ไกลกว่าเดิม
 
“ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร คือความไม่พร้อมในเรื่องของ Workplace ที่เปลี่ยนแปลงไป การเอนเกจกับผู้คน การเพิ่มขีดความสามารถของคนในองค์กรให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไป เช่น AI กําลังเข้ามา อาจมีการพูดว่า AI จะเข้ามาแทนที่ แต่ความจริงคนที่นำ AI มาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จะเป็นคนที่อยู่รอด แล้วองค์กรในวันนี้ได้สร้าง Capability ในส่วนนี้ให้กับพนักงานมากน้อยขนาดไหน ดังนั้นวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรที่ต้องมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ต้องเคาะว่า แนวทางขององค์กรจะไปในทิศทางไหน ถ้าเลือกเกมนี้แล้วจะไปต่ออย่างไร จะสร้าง Adaptive Innovation ที่มีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงกัน New S-Curve ก็จะเกิดขึ้นได้”
 
คุณเมธี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน Disruption ยังเกิดขึ้นตลอดเวลา ธุรกิจไม่สามารถวิ่งหนีคลื่นของDisruption ได้ แต่สามารถเรียนรู้ได้ว่า ในแต่ละคลื่นของ Disruption เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือกับลูกค้าอย่างไร ดังนั้นเมื่อ Disruption ต่างๆ เข้ามา สิ่งแรกต้องตระหนักก่อนว่า Disruption นั้นมีผลกับธุรกิจในมิติใดบ้าง มีผลในเชิงบวกหรือลบ จะต่อยอดหรือจะป้องกันอย่างไร จากนั้นมาดูว่า Adoption Rate ของ Disruption จะส่งผลต่อกลุ่มลูกค้าอย่างไร ถ้าส่งผลแน่ๆ และมาอย่างรวดเร็ว สปีดในการรับมือกับต้องรวดเร็วด้วยเช่นกัน 
 
“สถานการณ์โควิด-19 ที่กลายเป็นตัวเร่งให้องค์กรธุรกิจร่นระยะเวลาในการทำโครงการต่างๆ ให้เกิดเร็วขึ้นจากแผนการเดิมที่วางไว้ เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ภายใน 1 เดือน หรือใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการสร้างแพลตฟอร์ม ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในการเข้าถึงข้อมูลของสินค้าและบริการ ถือเป็นการปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์และวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
 
“เป็นบทเรียนว่าในทุก Disruption ถ้าใส่ใจและให้ความสำคัญในการมองให้ทะลุมิติว่าจะส่งผลกระทบกับธุรกิจอย่างไร จะมีผลในเชิง Adoption Rate กับลูกค้าในทิศทางไหน ถ้ามาเร็ว จําเป็นที่ต้องลงทุนให้เร็ว ทุกวันนี้ถ้าเห็นอะไรใหม่ๆ ต้องทําความเข้าใจว่า บริษัทได้ประโยชน์อะไรจากตรงนั้นและต้องกลัวสิ่งเหล่านั้นมากน้อยขนาดไหน สิ่งสำคัญคือ ลูกค้าจะ Adopt ได้เร็วหรือช้า สิ่งเหล่านี้จะทําให้มองเห็นมิติที่ว่า เราจะสามารถอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร”
 
หลากกลยุทธ์สร้างความได้เปรียบ
 
ท่ามกลางกระแสการแข่งขันบนโลกธุรกิจที่ไม่เคยเบาลง ความคาดหวังที่มีต่อการกำหนดกลยุทธ์ของ Marketing Strategy และ Corporate Strategy ทั้งในระดับ Macro Strategies และ Micro Tactics ของกลุ่มแบรนด์ดั้งเดิม และ       แบรนด์เกิดใหม่ ล้วนหวังผลต่อการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยกันทั้งสิ้น
 
มาดูกันว่า THE SUPREMACY เพื่อการยืนหนึ่งในสนามการแข่งขันในมุมมองของ BrandAge ที่ได้เกริ่นไว้ในช่วงต้นจะเกี่ยวโยงกับ Marketing Tool ในเรื่องใดบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ในสนามธุรกิจที่เต็มไปด้วยกระแสการแข่งขันเพื่อช่วงชิงพื้นที่ความเป็นผู้นำนั้น ย่อมต้องมีกลยุทธ์ทางเลือกอยู่มากมาย และมากกว่าหัวข้อที่ถูกนำเสนอไว้ในที่นี้ 
 
สำหรับ Cover Stories ฉบับนี้ BrandAge ได้แบ่งกลยุทธ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ THE SUPREMACY ออกเป็น 4 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.ONENESS 2.SUSTAINABLE 3.GOODNESS และ 4.GOAT (Great of All Time) ซึ่งแต่ละส่วนยังมีเนื้อหาที่ยิบย่อยออกไปอีก ดังนี้
 
PART I: ONENESS ความเป็นหนึ่งเดียว
 
DIFFERENTIATE เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งขันทางการตลาด และต้องการยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค ถ้าไม่ทำให้ดีกว่า (Better) ก็ต้อง สร้างสิ่งที่แตกต่าง (Differentiate) เพื่อให้ลอยอยู่เหนือความท้าทายของคู่แข่งขัน และต้องบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกว่า ตัวอย่างแบรนด์ในกลุ่มนี้ อาทิ 
 
Major Cineplex เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ทำตลาดโดยยึดหลัก Customer Happiness คือทำในสิ่งที่ทำให้ลูกค้ามีความสุข เริ่มจากการขยายสาขาไปต่างจังหวัด ควบคู่กับพัฒนาหนังไทยโปรดักชั่นคุณภาพ การจับมือพันธมิตรเป็น Naming Sponsor ทำโรงหนังพิเศษเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม รวมถึงการเป็น More than Cinema ยกระดับสู่ World Best ที่แตกต่างให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์
 
ขณะที่ MR.D.I.Y. เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของร้านขายสินค้าจิปาถะที่มีการเติบโตและขยายจำนวนสาขาในไทยอย่างรวดเร็ว ผ่าน Value Proposition 3 ตัวหลัก คือความสะดวกสบาย, ความหลากหลายของสินค้าและราคา ผนวกกับการครีเอทไอเดียในการสื่อสารการตลาดที่ทำให้แบรนด์มีความต่างอย่างสร้างสรรค์
 
INNOVATION การนำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างความได้เปรียบผ่านนวัตกรรมต่างๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่นำมาปรับใช้ได้หลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ การสร้างรูปแบบการทำงานไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ตัวอย่าง Amway เป็นแบรนด์ที่มุ่งพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี เพื่อก้าวสู่ผู้นำตลาด Health & Well-being 
 
ส่วน Samsung ทุ่มเทให้กับการคิดค้นและพัฒนา AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Home และ IT Gadgets ภายใต้นามสกุล Galaxy ที่มาพร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัย กระตุ้นให้คู่แข่งในตลาดเดียวกันเร่งสินค้าที่มี AI ตามออกมาเช่นกัน
 
CREATIVITY กระบวนการสร้างความคิดใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ หรือการแสดงออกทางศิลปะใหม่ๆ เป็นการคิด    นอกกรอบ คิดสิ่งที่เป็นต้นแบบ จุดประกายได้ด้วยแรงบันดาลใจ จินตนาการ และความตั้งใจทดลองหาสิ่งใหม่ โดย    เบอร์เกอร์คิง เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วย Creativity ในฐานะผู้ท้าชิงที่ต้องการฉีกหนีร่มเงาของผู้นำตลาด เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับตัวเองในตลาด QSRโดยเลือกทำการตลาดแบบ "เรียลไทม์ มาร์เก็ตติ้ง" บนโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างสีสันให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี สะท้อนถึง Brand Character ในความที่เป็นคนขี้เล่น สนุกสนาน แต่ไม่ก้าวร้าว 
 
SEGMENTATION การเลือก FOCUS ตลาดหรือจับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่ม เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์      ที่นำไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ดี ซึ่งปัจจุบันมีเทรนด์ใหม่ๆ ที่นักการตลาดให้ความสนใจ เช่น Zalpha            เจนเนอเรชั่นของกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่ผสมผสานระหว่าง Gen Z และ Alpha และ Silver Gen กลุ่มอายุ 50+ ที่มี             คาแร็กเตอร์และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นตรงข้ามกับอายุ เป็นต้น โดย “โซนี่” เป็นผู้ผลิตกล้องที่แจ้งเกิดในตลาดกล้องดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์ Segmentation หลังจากทุ่มเทพัฒนากล้อง Full-frame Mirrorless อย่างจริงจัง ในยุคที่เซ็กเม้นต์นี้        ยังมีขนาดเล็กมากๆ ความมุ่งมั่นในวันนั้นทำให้โซนี่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดกล้อง Full-frame Mirrorless ในไทยมาจนปัจจุบัน 
 
PART II: SUSTAINABLE BRAND บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
 
SDG เป็นแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักการตามเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ข้อ ขององค์การสหประชาชาติใน 5 มิติ ได้แก่ 1. มิติสังคม (People) 2. มิติเศรษฐกิจ (Prosperity) 3. มิติสิ่งแวดล้อม (Planet) 4. มิติสันติภาพและสถาบัน (Peace) 5. มิติหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) โดย กสิกรไทย หรือ KBank เป็นสถาบันการเงินที่มีความชัดเจนกับแนวคิด ESG มุ่งสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจควบคู่กับการไม่ก่อผลกระทบเชิงลบให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการเป็นบรรษัทธรรมาภิบาล เพราะ KBank มองว่า ธุรกิจทุกสายกำลังมุ่งสู่วิถีแห่งความยั่งยืน ใครสามารถปรับตัวได้ทัน จะซื้อใจผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และเป็นโอกาสแก่ธุรกิจของตัวเองด้วย
 
PART III: GOODNESS BRAND แบรนด์ดีเพื่อสังคม
 
GOOD BRAND แบรนด์ที่ทำเพื่อสังคม โดยไม่ได้คิดแค่สร้างอิมเมจ หรือกำไรเพียงอย่างเดียว นำไปสู่การเป็น Good Brand ไม่ใช่แค่ Profitable Brand ตัวอย่างเช่น ธนาคารออมสิน รถจักรยายนต์ฮอนด้า เอ็กซอนโมบิล IP One เป็นต้น โดย ฮอนด้า คือผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย ในแต่ละปีจึงมีรถของ     ฮอนด้าวิ่งสู่ถนนเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ฮอนด้าจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนผ่าน “โครงการฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย” ที่ทำมานานกว่า 35 ปี เพื่อสร้างสังคมและชุมชนที่ปลอดอุบัติเหตุ โดยการยกระดับความรู้และทักษะการขับขี่ปลอดภัยที่ถูกต้องให้กับผู้ใช้รถบนท้องถนนทั้งหมด
 
GREEN BRAND แบรนด์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตอบสนองกับเทรนด์รักษ์โลกที่แบรนด์และผู้บริโภคต่างให้ความสนใจ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสินค้าบริการ Eco-Friendly การขนส่งการจัดจำหน่ายสินค้า และในทุกด้านของการทำธุรกิจ โดย MQDC ถือเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่มีหัวใจสีเขียวมากที่สุดในเวลานี้ เพราะมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจนในด้านความยั่งยืน โดยพยายามนำนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนมาพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกสรรพสิ่ง หรือ For All Well-Being ชี้ให้เห็นว่าไม่เพียงสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังคิดเผื่อไปถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้มีแหล่งพักผิงภายในโครงการอีกด้วย
 
BRAND LOVE ขั้นเทพของ Brand Loyalty คือการสร้างแบรนด์ในระดับ Consumer Emotion เพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกว่า ลึกซึ้งกว่า จนเกิดเป็นความรัก ความผูกพัน และมีความหมายต่อผู้บริโภคมากจนไม่อาจหันไปมองแบรนด์ที่เป็นคู่แข่งขันในตลาดได้อีกเลย โดย “โค้ก” (Coke) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในฐานะของเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โค้กไม่ได้สร้างแค่ Brand Loyalty ให้เกิดขึ้นระหว่างแบรนด์กับลูกค้า แต่ยังก้าวข้ามไปสู่การเป็น Brand Love ของคนทั่วโลก โดยมีรากฐานจาก “ความเชื่อมั่น” ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ พร้อมสร้างแบรนด์ด้วยคอนเซ็ปต์ “ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ”หรือ Passion ที่ช่วยทำให้ผู้บริโภคนึกถึงโค้กมากกว่าการเป็นน้ำอัดลมเหมือนแบรนด์อื่นๆ  
 
LUXU BRAND แบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์แบบ Exclusive ให้กับลูกค้าได้ ส่วนใหญ่นอกจาก LUXU Brand จะมีคุณภาพที่เหนือกว่าทั่วไปแล้ว อาจเป็นแบรนด์ที่มีเรื่องราว หรือความเป็นมาที่ยาวนาน มีภาพที่ชัดเจนและสะท้อนตัวตนบางอย่างให้กับคนที่เป็นสาวกของแบรนด์ โดยธนาคารทีเอ็มบีธนชาต เป็นธนาคารที่มองเห็นเทรนด์ของตลาด Wealth หรือกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงกำลังเติบโต จึงเปิดตัว ttb reserve เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Young Wealth โดยการพัฒนาโปรดักต์ที่แตกต่าง เพื่อตอกย้ำความเป็น Total Wealth Solution ด้านการเงินและการลงทุน 
 
PART IV: GOAT (GREAT OF ALL TIME) ที่สุดในทุกเรื่องราว
 
MANAGEMENT REPUTATION ด้วยจุดเด่นของ CEO หรือทีมผู้บริหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ ลงมือปฏิบัติงานด้วยประสบการณ์ และ Passion บริหารจัดการธุรกิจจนสร้างชื่อเสียงนำพาพนักงาน และองค์กรเติบโตไปข้างหน้า โดย AP Thailand เป็นตัวอย่างขององค์กรที่มีความโดดเด่นหลายด้านทั้งเรื่องของ MANAGEMENT REPUTATION และ BRAND REPUTATION ส่งผลให้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่การตลาดและการสร้างแบรนด์  มีกระบวนการสร้างการรับรู้ ทั้งในแง่ตัวองค์กรและแบรนด์ และได้รับการยอมรับในแง่การบริหารจัดการองค์กรภายใต้วัสัยทัศน์อันกว้างไกลของ คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ซีอีโอผู้ที่รักการสร้างทัศนคติเชิงบวกเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้กับบุคลากรในองค์กร
 
CORPORATE REPUTATION เป็นเรื่องที่อยู่ใน DNA ของบรรษัทหรือแบรนด์ ผ่านการสั่งสมมายาวนานจนเกิดเป็น Reputation ที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนและส่งต่อไบถึงแบรนด์ โดย ปตท. (PTT) เป็นตัวอย่างองค์กรที่ยึดมั่นพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่การเติบโตระดับโลก สร้างธุรกิจให้มีกำไรที่เหมาะสมและยั่งยืน ธุรกิจต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ช่วยสังคมไทย SME และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม พัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตไปร่วมกับองค์กรอย่างยั่งยืน
 
BRAND REPUTATION ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคสามารถจดจำได้ เป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งคุณภาพและคุณค่าของแบรนด์ โดย เมืองไทยประกันชีวิต เป็นตัวอย่างของธุรกิจประกันชีวิตที่มี Brand Image แข็งแกร่งในความเป็น “แบรนด์แห่งความสุข”  ที่มุ่งตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยทุกไลฟ์สไตล์บน 2 แนวทางหลัก คือการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณอย่างแท้จริง และ การสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตของผู้คนทุกกลุ่ม 
 
BrandAge ยังได้ PLUS+ เรื่องราวดีๆ ที่น่าศึกษาของการเป็น THE SUPREMACY ที่ส่งผลให้แบรนด์ยืนหนึ่ง ด้วยกลยุทธ์ NETWORK + COLLABORATION
 
NETWORK + COLLABORATION การสร้างเครือข่าย-สร้างพลังผนึก (SYNERGY) เพื่อขยายBrand Exposure ขยายฐานลูกค้า และรักษา Momentum ของแบรนด์ เป็นการร่วมด้วยช่วยกันผลักดันเป้าหมายและ Common Purpose ที่ดีงามต่อผู้บริโภคและสังคมไปพร้อมกัน ตัวอย่าง เช่น SUBWAYต่อยอดภารกิจในบ้านหลังใหม่ร่วมกับ PTG ที่ได้สิทธิ์การเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ ทำให้ SUBWAY จะได้เข้าไปอยู่ใต้ชายคาของบ้านหลังใหม่ที่เป็นเน็ตเวิร์คสถานีบริการน้ำมัน PT มากกว่า 2,000 สถานี สามารถใช้ประโยชน์จากฐานสมาชิก Max Card ที่มีสมาชิกอยู่ถึง 21.5 ล้านคน 
 
นอกจากแบรนด์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมา ในฉบับนี้ยังมีแบรนด์อีกมากมายจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ถูกหยิบยกมาเป็น Case Studies ให้กับธีมปกฉบับนี้ สามารถติดตามอ่านได้จากเนื้อหาในส่วนต่อไป ซึ่งทีมงาน BrandAge ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้วถึงกว่า 50 แบรนด์
 

อลิอันซ์ อยุธยา เดินหน้าตอกย้ำสร้าง Brand Love สื่อสารอย่างจริงใจ ให้คนไทยตระหนักรู้ พร้อมรับมือทุกความไม่แน่นอน

“บัตรเครดิต กรุงศรี” มุ่งมั่นยกระดับผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าทุกเซ็กเม้นต์ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้สังคม

เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ ผู้นำสายพันธุ์พืชยอดนิยมในไทยและเอเชีย นวัตกรรมสายพันธุ์คุณภาพ ผลักดันเกษตรไทยแข็งแกร่งในตลาดโลก

“เอ็กซอนโมบิลร่วมใจ เติมรอยยิ้มให้น้อง” ภารกิจขับเคลื่อนความสุขของเด็กไทยจากบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย

Unlock! กลยุทธ์การตลาดที่คาดไม่ถึง กับหัวเรือใหญ่แว่นท็อปเจริญ ผู้พาร้านแว่นตาในชุมชน เติบโตสู่บริษัทมหาชน

“ไอ.พี. วัน” บริษัทคนไทยยึดคุณภาพสินค้าอันดับหนึ่ง สร้าง Goodness Brand พร้อมดัน 6 แบรนด์พอร์ตโฟลิโอต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact