หากถามถึงชื่อร้านแว่นตาที่รู้จัก เชื่อว่าคำตอบจากหลาย ๆ คน คือ “ แว่นท็อปเจริญ ” ออกมาเป็นชื่อแรก ๆ เพราะนอกจากอายุของแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานาน 77 ปี อีกหนึ่งจุดเด่นของร้านแว่นนี้คือสาขาที่ตั้งอย่างแพร่หลายถึงกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ ผลักดันให้แว่นท็อปเจริญเป็นร้านแว่นตาที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทยและอาเซียน
จากธุรกิจรถเร่ขายแว่นตาเมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้ว กลายมาเป็นร้านแว่นตาที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้น มีเบื้องหลังความสำเร็จมาจากการดำเนินงานของผู้กล้าคิดนอกกรอบ กล้าทำในสิ่งใหม่ สร้างความแตกต่างได้อย่างชาญฉลาด จนนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจหลาย ๆ ด้าน

คน ๆ นั้นคือ คุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือเจ้าของร้านแว่นท็อปเจริญนั่นเอง
โดยแรกเริ่มคุณนพศักดิ์เป็นเพียงลูกชายเจ้าของร้านแว่นตาที่ต้องเข้ามารับช่วงต่อการทำธุรกิจ เนื่องด้วยการจากไปของคุณพ่อคุณแม่อย่างกะทันหันในวัยเพียง 17 ปี
แต่แล้วก็สามารถสร้างความสำเร็จที่เห็นกันอย่างทุกวันนี้ได้ในที่สุดจะด้วยวิธีการใด หรือเคล็ดลับอะไร BrandAge Online จะพาทุกคนไปค้นคำตอบ ผ่านการพูดคุยกับคุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์

ก้าวเริ่มต้น ยุครถเร่ขายแว่นตา
ย้อนกลับไปยุคแรกก่อนจะมาเป็นแว่นท็อปเจริญ ผู้บุกเบิกธุรกิจนี้ คือ คุณพ่อเจริญ ตรีพรชัยศักดิ์ คุณพ่อของคุณนพศักดิ์ ใช้ชื่อร้านว่าเจริญการแว่น เป็นร้านแว่นที่มีรถเร่ขายแว่นตานอกสถานที่ สามารถให้บริการถึงบ้าน ลูกค้านั่งรอที่บ้านและรับแว่นได้เลย
ด้วยความที่เป็นธุรกิจของที่บ้านตั้งแต่อายุ 14-15 คุณนพศักดิ์ก็ได้มีโอกาสช่วยคุณพ่อทำงานด้านนี้ควบคู่กับการเป็นนักเรียนมาโดยตลอด จนกระทั่งอายุ 17 ที่ต้องขึ้นมาดูแลธุรกิจทั้งหมดอย่างเต็มตัว จากการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นในชีวิต
“ คุณพ่ออยากให้ผมเรียนหนังสือ เพราะว่าแต่ก่อนผมเรียนหนังสือได้ค่อนข้างดี ทางบ้านอยากให้เป็นหมอ เราก็ไม่คิดว่าจะทำเกี่ยวกับแว่นตาเป็นอาชีพ เพียงไปช่วยแบ่งเบาภาระงานคุณพ่อเฉย ๆ แต่พออายุประมาณสัก 16-17 ปี คุณพ่อและคุณแม่เสียชีวิต ผมเลยจําเป็นต้องออกจากโรงเรียนมารับช่วงธุรกิจต่อจากคุณพ่อ ”
สร้างความแตกต่าง เปลี่ยนมุมมองธุรกิจสายเลือด สู่ความพร้อมก่อนสร้างแบรนด์
คุณนพศักดิ์ เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนมีชุดความคิดที่ว่าร้านแว่นตาเป็นธุรกิจแบบสายเลือด สังเกตว่าธุรกิจร้านแว่นตาไม่ค่อยเอาคนนอกเข้ามาทำ กล่าวคือ ถ้าที่บ้านมีธุรกิจร้านแว่นตาและมีลูก 2 คน มักจะเปิดร้าน 2 สาขา ให้ลูกดูแลคนละสาขา จะไม่มีแผนเปิดสาขาที่ 3 และให้พนักงานมาช่วยดู
คุณนพศักดิ์กลับไม่คิดอย่างนั้น และมีวิสัยทัศน์ในเรื่องการขยายสาขา โดยริเริ่มจากการสร้างระบบให้กับธุรกิจจนมาค้นพบอุปสรรคของการสร้างระบบในธุรกิจร้านแว่น คือบุคลากร
“ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ผมฝึกฝนพนักงานและหาอาจารย์เก่ง ๆ ในการทําแว่น จัดตั้งแผนกฝึกอบรมและถ่ายทอดวิชาให้กับพนักงานใหม่ที่ไม่มีความรู้มาก่อนจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยรวมคนที่มีความสามารถในหน้าที่ต่าง ๆ เช่น คนที่ 1 ผู้ที่มีความสามารถในการวัดสายตา, คนที่ 2 ผู้ที่มีความสามารถในการเจียระไนเลนส์, หรือคนที่ 3 ผู้ที่มีความสามารถในงานขาย จากนั้นแต่ละคนจะส่งต่อทักษะ ช่วยสร้างผู้ที่มีความสามารถในตำแหน่งนั้น ๆ เมื่อถึงคราวต้องการเปิดสาขาใหม่ ผมก็จะมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสามารถไปดูแลสาขาใหม่ได้ ”
ความตั้งใจในเรื่องการขยายสาขาของคุณนพศักดิ์ ถูกมองเป็นเรื่องเพ้อฝันในสมัยนั้น เพราะอย่างที่บอกร้านแว่นตาเป็นธุรกิจสายเลือด คนมักมองว่าถ้าจะเปิดร้านต้องมีคนในครอบครัวเท่านั้นมาดูแล เปิดสาขาเพิ่มไปแต่ไม่มีคนที่บ้านมาดูเดี๋ยวก็เจ๊งไม่เป็นท่า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความตั้งใจหายไปได้ คุณนพศักดิ์มุ่งหน้าสร้างความแตกต่างพัฒนาหน้าร้านเจริญการแว่นต่อไป

“ ตอนนั้นเราต้องปรับลุคร้าน เราจึงตัดสินใจจ้างสถาปนิกให้มาออกแบบหน้าร้าน ในทางหลังบ้านก็จ้างผู้ที่มีความสามารถทางด้านบัญชีมาช่วยวางระบบ และที่สำคัญผมเปลี่ยนให้พนักงานแต่งชุดยูนิฟอร์มเหมือนกันหมด เพื่อใช้เป็นต้นแบบในสาขาใหม่ ๆ รวมถึงมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเสริมความต่าง คือการนำเครื่องมือวัดสายตาโดยใช้คอมพิวเตอร์จากต่างประเทศเข้ามาตรวจวัดสายตาให้กับลูกค้าอย่างแม่นยำ ”
ปัจจุบัน ร้านแว่นท็อปเจริญได้ขยายสาขา Flagship ที่เป็นศูนย์รวมแว่นตาขนาดใหญ่ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างครบครัน และที่สำคัญมีสินค้าทุกแบบทุกสไตล์ เนื่องจากมีพื้นที่สามารถบรรจุแว่นตาได้นับหมื่น มีทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 60 แห่ง จุดเด่นอีกข้อของ Flagship ร้านแว่นท็อปเจริญ คือทั้ง Building ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม จนเป็นอีกหนึ่งคอมเพล็กซ์ในพื้นที่นั้น ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ไปเยี่ยมเยียนจังหวัดที่มี Flagship ร้านแว่นท็อปเจริญ ผู้คนต้องไปถ่ายรูปเช็กอินอยู่เสมอ ๆ เนื่องจากตัวอาคารสวยเด่น มีแสงสีสะดุดตา
คุณนพศักดิ์ยังเผยถึงเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ร้านแว่นท็อปเจริญสามารถขยายสาขาจนทั่วถึงได้อย่างทุกวันนี้ คือ “ การอาศัยระบบเช่า ”
“ ผมขยายสาขาแบบที่ไม่ต้องใช้เงินทุนอะไรมากมาย เพราะผมใช้ระบบเช่าทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ตั้งแต่อดีตตอนที่ร้านยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างปัจจุบัน ยังไม่มีทุนมากพอ ผมเลยไปเสนอทฤษฎีใหม่กับเจ้าของตึกซึ่งถือเป็นเจ้าแรก ๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ที่คิดค้นระบบการเช่า ว่าไม่ต้องให้ผมเซ้งหรือซื้อตึกหรอก ให้เจ้าของตึกเก็บไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลานดีกว่า โดยให้ผมเช่า จ่ายค่าเช่าทุกเดือน มีเงินเข้าทุกเดือนและยังได้เป็นเจ้าของตึกต่อไปอีก
ผมใช้วิธีการเดียวกันกับเช่าอะพาร์ตเมนต์จ่ายประกัน 3 เดือน แล้วจ่ายค่าเช่ารายเดือนทุกเดือน ตรงเวลาเสมอ จนทำให้เกิดเครดิตในตัวเรา สามารถเช่าตึกได้ง่ายขึ้น พอคนเห็นผมเปิดสาขาเยอะ ๆ เลยมีการเข้าใจผิดไปต่าง ๆ นานา ว่าผมซื้อตึกมาเก็งกำไรบ้าง ทำธุรกิจสีเทารึเปล่า แต่แท้จริงแล้วผมเพียงแค่เช่าตึกมาขายแว่นแทนการซื้อ ”

บริการด้วยหัวใจ ใส่ใจ เข้าใจ
ภายในสาขาของร้านแว่นท็อปเจริญมีบริการที่เข้าใจหัวอกคนใส่แว่นเป็นอย่างมาก คือ Experience Zone เป็นพื้นที่จำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปได้มาลองใช้ชีวิตกับแว่นใหม่ ลองใช้งานเวลาเดิน เวลาขึ้นลงบันได หรือแม้กระทั่งลองตีกอล์ฟ ลองทำอาหาร ลองอ่านหนังสือ เพื่อให้รับรู้ว่าแว่นนั้นพอดีกับลูกค้ามากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ลูกค้าได้แว่นตาเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ใส่แว่นโปรเกรสซีฟ

คุณนพศักดิ์ เล่าให้ฟังถึงนโยบายที่ย้ำกับพนักงานอยู่เสมอว่า “ ร้านแว่นเราเปิดมาเนี่ยเราต้องรับใช้ประชาชน รับใช้สังคม ถึงไม่ใช่ลูกค้าเราเราก็รับใช้ แม้คนไม่ได้ซื้อแว่นจากเรา เราจะต้องบริการให้ฟรีด้วยนะ เมื่อเขามีปัญหาแล้วมาหาเรา เช่น นอตหลุดมา แว่นเสียทรงมา ซ่อมแซม ทำความสะอาดให้ฟรีถึงไม่ซื้อแว่นจากเรา เพราะสำหรับคนที่ต้องใช้งานแว่นตาเมื่อไม่สามารถใช้งานได้ทำให้การดำเนินชีวิตมีปัญหาทันที ถ้าวันนั้นทั้งวันเขาไม่มีแว่นใส่ เขาก็จะมองไม่เห็นเลย
เราถือคติ เราต้องให้ก่อนถึงจะได้รับ
แม้ในวันนี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นลูกค้าเรา แต่ในวันข้างหน้าเขาอาจจะกลับมาเป็นลูกค้าเราอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ”
ไม่เพียงเท่านั้น หัวใจแห่งผู้ให้ยังเล็งเห็นคุณค่าของการดำเนินโครงการตอบแทนสังคม ส่งต่อการมองเห็นที่ชัดเจนให้กับผู้คนที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร และผู้ยากไร้ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ โครงการแว่นตาเพื่อน้องร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย หรือโครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น
“ ผมลงพื้นที่ในการทำโครงการเหล่านี้จนได้ไปพบว่า เด็กนักเรียนในต่างจังหวัดที่ตอนแรกเรียนไม่เก่งนั่งอยู่หลังห้อง แท้ที่จริงแล้วเขาสายตาสั้น มองกระดานไม่เห็น ผู้ปกครองหรือครูไม่รู้ว่ามีปัญหาสายตา จนกระทั่งได้ตรวจวัดสายตาและตัดแว่นใหม่ให้น้องนักเรียน
เขาบอกกับผมว่า “ หนูไม่เคยคิดว่าโลกจะสว่างและชัดเจนขนาดนี้ ” ผมประทับใจเป็นอย่างมากเหมือนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้เขา ”
ต่อยอดสิ่งที่มี สู่สิ่งใหม่
คุณนพศักดิ์เผยถึงแผนการดำเนินงานในอนาคตว่า “ เรากําลังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อจัดตั้งคณะทัศนมาตรศาสตร์ ที่สร้างหมอสายตาให้ประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ ”
มากไปกว่านั้น การดำเนินงานจนมาถึงปีที่ 77 ร้านแว่นท็อปเจริญก็ได้เข้าสู่บริษัทมหาชนเป็นที่เรียบร้อย คุณนพศักดิ์ ย้ำถึงความพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างเต็มที่ และความต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ให้เป็นแบบแผนที่ดี มีมืออาชีพเข้ามาร่วมงานเยอะขึ้น มีระบบจัดการที่ดี ที่สําคัญ มีธรรมาภิบาล โปร่งใสตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตไปสู่อาเซียน
การดำเนินงานขยายสาขาสู่อาเซียนจะยังคงใช้ชื่อแบรนด์แว่นท็อปเจริญ เพราะจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลพบว่า ประชากรในแถบอาเซียนรู้จักแว่นท็อปเจริญ จากการเคยเดินทางมาท่องเที่ยวหรือทำงานในประเทศไทย และเกิดการบอกเล่าแบบปากต่อปากกันภายในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคในต่างแดนรู้จักแว่นท็อปเจริญไปโดยปริยาย โดยแม้ยังไม่มีการทำการสื่อสารการตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คุณนพศักดิ์มั่นใจว่าจะสร้างแบรนด์ให้โด่งดังในตลาดอาเซียนได้
“ การดำเนินงานครั้งนี้มาจากความใฝ่ฝันที่ต้องการเป็นร้านแว่นตาของคนอาเซียน โดยเราจะใช้แผนการดำเนินงานแบบเมืองไทยแพลตฟอร์มในการบุกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการเปิดบริษัทแล้วใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเวียดนาม โดยคาดว่าในอนาคตจะเปิดทั่วอาเซียนได้สำเร็จ ” คุณนพศักดิ์ ทิ้งท้าย