ด้วยบทบาทและภารกิจในการดึงงานและสนับสนุนการจัดงานไมซ์ หรือการจัดประชุมสัมมนา การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมสมาคม และการจัดงานแสดงสินค้า รวมถึงงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ เพื่อสร้างงานใหม่และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ทำให้ “ทีเส็บ” ใช้กลยุทธ์ Differentiate สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง โดยดึงจุดต่างมาสร้างเป็นจุดแข็งของ อุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีไมซ์ทั่วโลกที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้ทีเส็บสามารถนำประเทศไทยไต่ขึ้นอันดับที่ 2 ในอาเซียน และอันดับที่ 6 ในเอเชียแปซิฟิกในฐานะประเทศและเมืองเจ้าภาพการจัดประชุมนานาชาติ ตามรายงานสถิติของสมาคมการประชุมนานาชาติ (ICCA) ล่าสุดในปี 2566 และในส่วนของงานแสดงสินค้านานาชาติ จากรายงานของสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) พบว่า ในปี 2565 ประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับที่ 4 ของเอเชียในด้านพื้นที่การจัดงานแสดงสินค้า
คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวถึงโมเดลการแข่งขันสำหรับสร้างแบรนด์ไมซ์ไทยว่า จากการศึกษาและวิจัยศักยภาพความโดดเด่นของประเทศ ทำให้ทีเส็บมุ่งวางตำแหน่งไทยเป็น Authentic Prosperity ตั้งแต่แรก เพื่อสร้างความได้เปรียบจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเอเชีย
โดยที่ผ่านมา ไมซ์ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะประเทศที่คุ้มค่า หรือ Value for Money มานานแล้ว หลายปีมานี้ทีเส็บจึงมุ่งหน้าสร้างความแตกต่างไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับไมซ์ไทยสู่ High Value-Added Destination ที่นอกจากสร้าง Economic Impact แล้วยังสร้าง Social Impact ฉีกหนีคู่แข่งขันไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานไมซ์ที่จัดขึ้นที่นี่จึงไม่ใช่การเปลี่ยนสถานที่จัดประชุมสัมมนาอย่างเดียว แต่เป็นการมอบประสบการณ์ที่นักเดินทางไมซ์เกิดความประทับใจ และสร้างคุณค่าทางความทรงจำ

“หลังเหตุการณ์ COVID-19 เป็นต้นมา ลักษณะการทำอีเวนต์และงานสัมมนาเปลี่ยนไปเยอะ เนื่องจากการเดินทางมีความยากขึ้น ดังนั้นนักเดินทางไมซ์จึงมองหาความคุ้มค่า จุดขาย Sea Sand Sun จึงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมอบประสบการณ์ด้วย นอกจากนี้ยังต้องตอบโจทย์ความต้องการกลุ่ม Gen Y และ Gen Z และให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การจัดงานโดยคำนึงถึงผลกระทบทางด้านทรัพยากร ความเท่าเทียม และการกระจายรายได้ไปสู่คนด้อยโอกาส”
สำหรับแนวทางการสร้างจุดต่างนั้น ทีเส็บผลักดันพัฒนา Cultural Product ในทุกภูมิภาคทั่วไทยให้เป็นแรงดึงดูดใจดึงนักเดินทางไมซ์จากต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางไมซ์โดยเฉพาะในกลุ่มการประชุมสัมมนาและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรือ Meetings and Incentives ในปัจจุบันที่แสวงหา Authentic Experience หรือ Localized Experience ในประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางการจัดงาน เนื่องจากไทยมีจุดแข็งและจุดขายเชิงวัฒนธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่นํามาพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ให้เป็นจุดขายใหม่ๆ ตอบสนองตลาดไมซ์มากขึ้น
ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของ Creativity ในแง่ของการจัดงานไมซ์ โดยทีเส็บได้เข้าไปผลักดันพัฒนาทั้งพื้นที่ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงสร้างสรรค์เส้นทางการจัดกิจกรรมไมซ์ในจังหวัดต่างๆ เพื่อกระจายงานและรายได้ไปสู่ภูมิภาค อาทิ เส้นทางกิจกรรมเชิง Wellness ในภาคตะวันออกจากพัทยาไปยังจันทบุรีและตราด โดยส่งเสริมการบําบัดด้วยศาสตร์อัญมณีในจังหวัดจันทบุรีที่มีภูมิปัญญาในเรื่องการค้าและองค์ความรู้ด้านอัญมณี ทั้งเพื่อสร้างจุดเด่นจุดขายให้กับกลุ่มไมซ์ที่เข้ามาจัดงานหรือร่วมงานในพัทยา

ล่าสุดร่วมกับบริษัท มงคลชัยพัฒนา จำกัด ส่งเสริมให้โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดชุมพร เป็นสถานที่รองรับกิจกรรมไมซ์ให้สอดคล้องกับการเดินทางท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ธรรมชาติ ความเป็นส่วนตัว และกิจกรรมพิเศษ โดยภายในโครงการนอกจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การสกัดน้ำมันมะพร้าว การทำฟาร์มเลี้ยงอีเห็นและชะมดเพื่อผลิตกาแฟขี้ชะมด หนึ่งในแหล่งสมุนไพรรากปลาไหลเผือกมากที่สุดของประเทศ และแปลงปลูกดอกหน้าวัวพันธุ์ชมพูชุมพรแห่งเดียวในประเทศไทย รวมทั้งนำสินค้าพื้นเมือง เช่น อาหารทะเลแปรรูป งานหัตถกรรมไม้กวาด และสินค้าทางการเกษตรของคนในชุมชนมาทำเป็นไมซ์พรีเมียมได้ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์ และความภาคภูมิใจของคนชุมชน

ตัวอย่างทั้งหมดทำให้เห็นภาพชัดถึงความพยายามของทีเส็บในการใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาประเทศ เป็นอีโคซิสเต็มเชื่อมโยงให้พันธมิตรในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาเป็นไทยทีม หรือทีมไทยแลนด์ให้เกิดความร่วมมือในการจัดงานไมซ์ และจะเป็นโมเดลในการขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป
“เราคิดว่าโมเดลการพัฒนาดังกล่าวมีความยั่งยืน เพราะทีเส็บทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยง Stakeholder ทั้งจากหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ และคนในชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาให้เกิด High Value-Added Destination ซึ่งระหว่างทางเราจะสอดแทรกความรู้ด้านไมซ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน รวมถึงแนวทางการทำคอนเทนต์ เพื่อให้ Stakeholder เหล่านี้เกิดการเรียนรู้และเข้มแข็งพอที่จะดึงงานไมซ์เข้ามาจัดในพื้นที่ต่อไป”
อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษา MICE Foresight ของทีเส็บยังได้นำเสนอความสำคัญของ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต ซึ่งประกอบด้วย ความมั่นคงทางอาหาร ธุรกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรมทางด้านสุขภาพ และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมที่จะนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมาก พร้อมขยายผลต่อยอดเรื่องความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย รวมทั้งการทำคาร์บอนเครดิตขยายผลไปสู่ผู้จัดงานให้มากขึ้น โดยพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเครื่องมือวัดค่าที่สะดวกในการใช้งาน
สุดท้ายนี้ คุณจิรุตถ์มีความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมไมซ์ไทยยังคงสดใส สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานอุตสาหกรรมไมซ์ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 - มิถุนายน 2567) พบว่า มีจำนวนนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศ 894,584 คน ทำรายได้ 52,980 ล้านบาท ประมาณการว่าสิ้นปี 2567 จะมีนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 950,000 คน ทำรายได้ 63,000 ล้านบาท และคาดว่า 1-2 ปีข้างหน้านี้จะกลับมาเทียบเท่าก่อนสถานการณ์ COVID-19 หรือคิดเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศมูลค่า 2 แสนล้านบาท