บทบาทสำคัญของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ในฐานะเป็นกลไกของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม
จาก Trend โลก ที่มุ่งสู่ Carbon Neutrality ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy : RE โดยเฉพาะ Solar และ Wind ที่เป็น RE ที่ยังไม่เสถียร จำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่กันไปจนกว่าประเทศจะสามารถเปลี่ยนผ่าน (Transition to Green and Clean) สู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น
กระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้กำกับดูแล ได้มีการกำหนด นโยบาย 4D1E ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางพลังงานไทย ประกอบไปด้วย Digitalization การพัฒนาเทคโนโลยี Decentralization การกระจายการผลิตไฟฟ้า De-Regulation การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ Decarbonization ลดการปล่อย CO2 และ Electrification การเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
คุณเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขยายความว่า “กฟผ. ในฐานะองค์กรที่มุ่งสู่ภารกิจแห่งความยั่งยืน เน้นเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม เล็งเห็นถึงความสำคัญในการตอบสนองนโยบายดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค กฟผ. จึงต้องหาจุดสมดุลที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างลงตัว โดยมองหาแหล่งพลังงานใหม่ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างเหมาะสม”

กฟผ. ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนการดำเนินการหลากหลายด้าน ให้สอดคล้องตามทิศทางและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ออกแบบและพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน โดยให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ด้วยการพัฒนา Grid Modernization ทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center : DRCC) โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant : VPP) การนำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเข้ามาเสริมความมั่นคง (Energy Storage System : ESS) และพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับคาดการณ์พลังงานหมุนเวียนล่วงหน้า (RE Forecast Center : REFC) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) รวมถึงการพัฒนาด้านพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม ทั้งโครงการ Hydro-Floating Solar Hybrid ที่ผสมผสานพลังน้ำและพลังแสงอาทิตย์เข้าด้วยกัน เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการศึกษาแนวทางการใช้ Hydrogen และ Small Modular Reactor (SMR) เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกแห่งใหม่

“สิ่งที่ กฟผ. ภาคภูมิใจ คือ REFC ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ด้วยระบบ AI สามารถทำหน้าที่พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างแม่นยำ และ DRCC ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด ช่วยบริหารจัดการลด Load ลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งทั้ง 2 สิ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะพัฒนาไปสู่ VPP ของ Grid Modernization” คุณเทพรัตน์ กล่าวย้ำ
นอกจากนี้ คุณเทพรัตน์ ยังให้ทรรศนะว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles : EV) ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหัวค่ำ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้ EV เดินทางกลับที่พักอาศัยและชาร์จไฟฟ้า ดังนั้นจึงต้องมีการปรับแผนการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว โดยไม่กระทบกับการใช้ไฟฟ้าในภาพรวม
“โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในทุกด้าน แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องอาศัยองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งเป็นรากฐาน ต่อยอดไปสู่นวัตกรรม ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้รอบด้านและครบถ้วนทุกมิติ การตัดสินใจที่ฉาบฉวยหรือขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ อาจทำให้ไปได้ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ทักษะที่จำเป็นอีกอย่างคือการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับปัญหา พิจารณาทางเลือกในหลายๆ มุมมอง เพื่อหา Solution ที่เป็นที่ยอมรับ นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ให้เหมาะสม ซึ่ง AI ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น”
ตอนท้าย คุณเทพรัตน์ ฝากแง่คิดในการทำงานว่า ผมใช้หลัก “Do the best for good enough outcome” ทำให้ดีที่สุดให้ผลงานดีพอสำหรับนำไปใช้งานต่อได้ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละคนอาจไม่เท่ากันและเวลาในการทำงานบางครั้งก็อาจไม่เพียงพอสำหรับสิ่งที่ดีที่สุด แต่ กฟผ. จะมุ่งมั่นหาจุดสมดุล ทำหน้าที่กลไกของรัฐและเป็นที่ยอมรับของประชาชนต่อไป เพื่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน