ภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อพุ่งสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลกระทบกับหลายธุรกิจ เพื่อแก้ Pain Point แบรนด์จำนวนมากหันไปใช้วิธีเพิ่มอำนาจซื้อแก่ผู้บริโภค ออกแคมเปญเสนอสินค้าแตกต่างจากเดิม ควบคู่ไปกับการตั้งระดับราคาที่ต่ำลงเพื่อดึงลูกค้ากลับมา ไม่ว่าจะเป็น McDonald’s-Burger King ในธุรกิจ QSR Walmart-Target ธุรกิจ Retail รวมถึง Shein-Temu 2 ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาด Fast Fashion
การใช้ Ultra Low Price Strategy ไม่ใช่เข้าตาจน คิดอะไรไม่ออก แต่เป็นวิธีให้ผลเร็วที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการ และกำลังซื้อตรงจุด ทั้งสามารถรักษา รวมถึงแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ในเวลาอันรวดเร็ว
Fast Fashion : Shein vs Temu
Shein ก่อตั้งปี 2008 เป็น Marketplace จากจีน ก้าวขึ้นเป็น Global Brand โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการออกสินค้าใหม่ ส่วนการพัฒนาสินค้าเดิม เน้นใฃ้รีวิวจากโซเชียลมีเดีย กระบวนการผลิตสั้นมาก ผสานกับการกระจายโรงงานผลิตไปอยู่ในหลายประเทศ ช่วยให้ผลิตและส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้ภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์
Temu ก่อตั้งปี 2022 เป็นธุรกิจแบบ M2C (Manufacturing to Consumer) ลูกค้าได้รับสินค้าจากผู้ผลิตของจีนโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง มีสินค้าหลากหลายประมาณ 250 หมวดหมู่ ใช้ Data Analytic เพิ่มประสิทธิภาพสิ่งที่นำเสนอช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรวดเร็ว ลงทุนสูงกับการตลาดดิจิทัล ผ่านโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ
ทั้ง Shein กับ Temuใช้กลยุทธ์เดียวกัน คือเสนอราคาต่ำเป็นพิเศษ (Ultra-Low Price) มีสินค้าตอบโจทย์ทุกความต้องการไม่มีขีดจำกัด เป็น Aggressive Pricing Strategy ดึงดูดลูกค้าหลายล้านคนอย่างรวดเร็ว มีการทำ Flash Sale เสนอส่วนลดอัตราสูงมากสำหรับการซื้อเป็นกลุ่ม
ความสำเร็จจากแสดงจากการใช้จริง หลังเปิดตัวเพียง 2 ปี Temu มี Monthly Active Users ทั่วโลกอยู่ที่ 167 ล้านราย ในสหรัฐมีผู้ใช้อย่างน้อยเดือนละครั้ง 50.4 ล้านราย แต่ละรายใช้แอปเฉลี่ยวันละ 18 นาทีต่อวัน ประมาณการยอดขายปี 2024 อยู่ที่ 37,130 ล้านดอลลาร์ (1.26 ล้านล้านบาท) ปี 2025 ประมาณ 50,670 ล้านดอลลาร์ (1.72 ล้านล้านบาท)
มองมุมคู่แข่ง ข้อมูลระบุว่า เว็บไซต์ shein.com มีผู้เข้าชมเฉลี่ย 230 ล้านคนต่อเดือน แต่ละคนใช้เวลาอยู่บนเว็บเฉลี่ย 7 นาที 24 วินาที เปิดดู 8 เพจต่อครั้ง คำสั่งซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ ขายเฉลี่ย 880,000ชิ้นต่อเดือน เสนอสินค้าใหม่ปีละ 300,000 ชิ้น
QSR : แบรนด์ใหญ่แข่งด้วย Best Value For Money
มิถุนายน 2024 McDonald's แบรนด์ใหญ่ของธุรกิจ QSR สหรัฐ เปิดตัวชุด Value Meal ราคา 5 ดอลลาร์ หลังจากพบว่า ลูกค้าเดินเข้าร้านลดลง ช่วงแรกระยะเวลา 1 เดือน ประสบความสำเร็จน่าพอใจ ขยายเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน รวมถึงเสนอแพ็กสินค้าใหม่ ขายดับเบิ้ลชีสเบอร์เกอร์ ราคา 145 บาท (4.29ดอลลาร์) บิ๊กแม็คราคา 179 บาท (5.29 ดอลลาร์) อาหารรายการอื่นๆ เริ่มต้นที่ 34 บาท (1 ดอลลาร์) มีทางเลือกแบบ Budget-friendly แก่ลูกค้ามากขึ้น
ส่วน Burger King รุกตลาดด้วยชุด Your Way Menu ราคา 170 บาท (5 ดอลลาร์) มีวอปเปอร์กับไก่ชิ้นเล็ก เฟรนช์ ฟรายส์ และเครื่องดื่ม ประสบความสำเร็จอย่างสูงไม่แพ้กัน
ภาพรวมไตรมาส 2/2024 ยอดขายธุรกิจ QSR เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ Traffic ของลูกค้าลดลง แต่ก็ชดเชยด้วยยอดสั่งซื้อแบบ Delivery เพิ่มขึ้น
Retail : ลดราคาทุกรายการซื้อประจำ
ในสหรัฐ ผู้บริโภคซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าและอัตราดอกเบี้ยสูงหลายปี กำลังเปลี่ยนรูปแบบการจับจ่ายใช้สอย โดยซื้อของจากร้านค้าลดราคา เช่น Target และ Walmart มากขึ้น
Target เป็น Discount Department Store และ Hypermarket อยู่อันดับ 37 ใน Fortune 500 ปัจจุบันมี 1,963 สาขา คลังสินค้า 62 แห่ง Rick Gomez รองประธานบริหาร Target กล่าวว่า ใช้กลยุทธ์ลดราคาเพราะ "ผู้บริโภครู้สึกเครียด อยากใช้เงินที่มีในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ก่อนหน้านี้ ชนชั้นกลางซึ่งเป็นลูกค้าหลักได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น สิ่งที่ตามมา คือลดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ของแต่งบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็น เพื่อหันไปซื้อของชำและสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันแทน
ไตรมาส 1/2024 Target จัดแคมเปญลดราคาสินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อยในร้าน 5,000 รายการได้ผล ยอดขายร้านที่เปิดดำเนินการอย่างน้อย 1 ปี เพิ่มขึ้น 2% ไตรมาส 2 ลูกค้าเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้น 3% คาดว่าทั้งปี ยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้น 2%
ด้าน Walmart หลังแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาแข็งแกร่ง Doug McMillon ซีอีโอ ให้รายละเอียดว่า รายได้เติบโตจากยูนิตขายมากขึ้น ไม่ใช่ราคาที่สูงขึ้น เป็นเครื่องย้ำว่าผู้บริโภคยังคงเข้าร้านค้าปลีกเพื่อซื้อหาสิ่งจําเป็นในชีวิตประจําวัน รวมถึงเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนลดราคาสินค้ามากกว่า 7,200 รายการ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ บรรดานักช้อปยังจับจ่ายที่ Walmart ต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่แล้วยอดขายร้านในสหรัฐฯ ที่เปิดมาอย่างน้อย 1 ปี เพิ่มขึ้น 4.2%
ข้อสังเกตที่ต้องจับตามอง คือ Ultra Low Price Strategy จะกลายเป็นกติกาของการแข่งขันรอบใหม่ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ฟื้นตัวไปอีกนานหรือไม่ ?!