ปัจจุบัน ธุรกิจประกันชีวิต ในประเทศไทยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากปัจจัยหลายเรื่อง อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินในระยะยาว การเกิดสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ผ่านมา ยังส่งผลให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองด้านสุขภาพ รวมไปจนถึงเรื่องพัฒนาการของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่มีความหลากหลาย และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
“เมืองไทยประกันชีวิต” หรือ MTL เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของธุรกิจประกันชีวิต ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี และจากผลการจัดอันดับ 2024 Thailand's Social Power Brand ครั้งล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม "ประกันชีวิต" ซึ่งสะท้อนภาพความสำเร็จของการวางแผนการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งสำคัญ คือ MTL มีการนำเทคโนโลยีใหม่ มาช่วยขับเคลื่อนองค์กร และยกระดับความสามารถของบุคลากรในด้านต่างๆ รวมถึงการพัฒนาช่องทางการขายใหม่อย่างช่องทางดิจิทัล ควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสารยุคใหม่ เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางบนโซเชียลมีเดียที่ปัจจุบันมีให้เลือกใช้งานอยู่หลายแพลตฟอร์ม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนผลักดันให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจและเข้าถึงการประกันชีวิตกันมากขึ้นด้วย

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวถึงนโยบายด้านการสื่อสารในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงคอนเทนต์ได้ง่ายและมากขึ้น โดย MTL ได้มีการปรับกลยุทธ์การสื่อสาร โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการประกันชีวิตสร้างรูปแบบการสื่อสารที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมแทรกความห่วงใยและเข้าถึงได้ ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่เปรียบเสมือนเป็น Lifetime Partner ที่คอยแนะนำ และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตของไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นได้เช่นกัน
รวมถึงการนำเสนอแบบประกันที่เป็น Solution พร้อมปรับรูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องไปกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายและแต่ละแพลตฟอร์ม โดยสื่อสารผ่าน Content Creators / Influencers ที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราว และบอกข้อดีของประกันแบบต่างๆ ด้วยรูปแบบภาษาที่เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละ Community ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีแพลตฟอร์มที่หลากหลาย MTL จึงได้ปรับกลยุทธ์การใช้โซเชียลมีเดียให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Meta ใช้สื่อสารเนื้อหาที่หลากหลายอย่างบทความเพื่อสุขภาพ หรือการให้ความรู้เกี่ยวกับประกัน การตอบคำถาม การให้ข้อมูลกับผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงการโปรโมทแคมเปญและ Product Key Feature ต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มกว้าง เราใช้ IG สำหรับการสื่อสารด้วยภาพ หรือเป็นวิดีโอที่เน้นความสุขความห่วงใยและการดูแลตนเอง เพื่อเชื่อมโยงกับแบรนด์ที่มีความใกล้ชิดและห่วงใย”
MTL ยังใช้ TikTok ทำหน้าที่ในการสร้างคอนเทนต์สั้นๆ แบบ Short VDO ที่มีความสนุกสนานและทันสมัย เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเน้นคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่มีความเสี่ยง และประกันเข้ามาเป็นตัวช่วยได้อย่างไรในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ส่วน YouTube เน้นการเผยแพร่วิดีโอที่มีเนื้อหาหรือให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำเสนอ Storytelling ผ่านประสบการณและมุมมองจากผู้ใช้จริง และแพลตฟอร์ม X เพื่ออัปเดตข่าวสารและโปรโมชันอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสร้างบทสนทนาและการมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์กับผู้ติดตาม
คุณสาระ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสื่อสาร และสร้างการรับรู้ในวงกว้างบนโซเชียลมีเดีย เป็นผลมาจากสิ่งต่างๆ ที่ MTL ได้ทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การสื่อสารที่สะท้อนแบรนด์ ผ่านคอนเทนต์การให้ความรู้และเข้าถึงง่าย การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของแต่ละกลุ่ม การสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะกับแพลตฟอร์ม สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละโซเชียลมีเดีย การใช้ Influencers และ Creators บอกต่อด้วยภาษาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การมีส่วนร่วมและตอบสนองเร็ว ด้วยการตอบแบบเรียลไทม์ และคอนเทนต์ที่ให้คุณค่า มีประโยชน์ น่าเชื่อถือ และเข้าใจง่าย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการทำแคมเปญด้านการสื่อสารของ MTL ผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา ล้วนเป็นแคมเปญที่มีความน่าสนใจ และส่งผลต่อความสำเร็จด้าน Brand Engagement อยู่หลายแคมเปญ อาทิ

แคมเปญ ShieldLife เป็นแคมเปญที่มีการสื่อสารในทุกแพลตฟอร์ม โดย คุณสาระ ล่ำซำ ซีอีโอเมืองไทยประกันชีวิต เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในมุมมองของลูกค้าที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประกันชีวิตในการสร้างความมั่นใจและความมั่นคง พร้อมตอกย้ำความน่าเชื่อถือของ MTL ที่มุ่งมั่นดูแลลูกค้าด้วยความห่วงใย ทำให้รู้สึกได้รับการใส่ใจอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการทำคอนเทนต์ A True Story ที่เน้นสื่อสารผ่าน Influencers จากกลุ่ม Personas ต่างๆ เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ตรงกับ ShieldLife แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการมีประกันชีวิตที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว และทำให้พวกเขาใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยง รวมถึงการนำเสนอรายการ “เมืองไทยมีอะไรจะบอก” และ Podcast ที่เน้นการพูดคุยสบายๆ กับ Influencers เพื่อสื่อสารถึงเรื่องประกันชีวิต ShieldLife ในแบบง่ายๆ และเข้าถึงได้
แคมเปญ D Health Plus ที่มี “บิวกิ้น-พีพี” เป็นพรีเซนเตอร์ เป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรคที่อยู่ใกล้ตัว และเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองสุขภาพที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่อาจสูงเกินกว่าจะรับมือได้เองโดยเลือกใช้ X, Meta และ IG เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับผู้ที่สนใจ ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับแพลตฟอร์ม รวมทั้งการสร้างกิจกรรมบน TikTok เช่น UCG และ AR Filter และแคมเปญ True Story เรื่องจริงของคนในสังคมในแง่มุมต่างๆ ที่เป็นตัวแทนสะท้อนถึงความสำคัญของประกันสุขภาพของคนเจนใหม่ การเปิด LINE Open Chat สร้างพื้นที่สำหรับการแชร์ประสบการณ์ เป็นต้น
จากการทำแคมเปญการสื่อสารที่ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองไทยมี Share of Voice ในส่วนของ Product Category ที่มากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด
คุณสาระ ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือเมื่อการสื่อสารประสบความสำเร็จจนสามารถสร้าง Engagement ให้กับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาแบรนด์ต้องสามารถเปลี่ยน Engagement ไปสู่การซื้อจริงให้ได้ โดยเน้นการทำคอนเทนต์กระตุ้นการตัดสินใจด้วยการใช้เรื่องราวจากลูกค้าจริงที่แสดงถึงประโยชน์ของประกัน และ Pain Points ของแต่ละเซ็กเมนต์ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ รวมถึงการทำแคมเปญเจาะกลุ่มผู้ที่มี Engagement เพื่อเสนอข้อเสนอเพิ่มเติม และต้องมีความรวดเร็วและตอบกลับผู้ที่สนใจและให้ข้อมูลทันที
ขณะเดียวกัน การจะเชื่อมโยงไปสู่การสร้าง Brand Loyalty และ Brand Love ในอนาคต ยังต้องมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น การใช้ Emotional Branding สื่อสารด้วยความใส่ใจและห่วงใยผ่านทุกช่องทาง ควบคู่ไปกับการใช้ Influencers หรือ KOL ที่สามารถเล่าเรื่องราวที่มีต่อแบรนด์ จะช่วยให้ลูกค้าเชื่อมโยงและสร้างความผูกพันมากขึ้น รวมถึงการพัฒนา Community ของลูกค้า เพื่อสร้างความเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ และทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
“ที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย คือการสื่อสารที่มีความจริงใจ และการใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างความเชื่อถือได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อผ่าน KOL ที่เป็นลูกค้าจริงและถ่ายทอดประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่แบรนด์เมืองไทยประกันชีวิตจะ Collab กับ KOL เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในยุคนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะวันนี้ผู้บริโภคมักจะฟังและตัดสินใจซื้อตามผู้ใช้งานจริง หรือผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับแบรนด์นั้นๆ อย่างแท้จริง” คุณสาระ กล่าว