ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ การสื่อสารผ่าน Social Media กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคใช้เวลาบน Social Media มากขึ้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับจากเพื่อน คนรู้จัก หรือ Influencer มากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ การตัดสินใจซื้อจึงมักได้รับอิทธิพลจากความคิดเห็นของคนรอบข้าง และผู้บริโภคคาดหวังว่าแบรนด์จะเข้าถึงพวกเขาในแบบที่เป็นส่วนตัวและมีความหมาย
ด้วยความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่าน Social Media นำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์และปรับปรุงแผนการสื่อสารให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไดกิ้นสามารถคว้ารางวัล 2024 Thailand’s Social Power Brand ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศมาครองได้สำเร็จ

“พฤติกรรมของผู้บริโภคบน Social Media ได้เปลี่ยนแปลงไปในหลายด้าน เน้นการสื่อสารที่รวดเร็ว และต้องการข้อมูลที่ทันทีทันใด ผู้บริโภคคาดหวังว่าแบรนด์จะสามารถสื่อสารในแบบที่เฉพาะเจาะจงหรือ Personalized ให้ตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น” คุณไดสุเกะ มุราคามิ ประธาน บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าว

แคมเปญ “Express Your Love to Daikin” จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Social Media มาใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ผ่านโฆษณาจากแอร์ไดกิ้นเล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตมาถึง 3 รุ่น ซึ่งไม่ว่าจะผ่านมากี่รุ่น แอร์ไดกิ้นก็อยู่เคียงข้างกับครอบครัวนี้มาโดยตลอดทุกช่วงเวลา ความน่าสนใจของโฆษณาชิ้นนี้ คือหลายซีนเล่าผ่านสายตาของแอร์ในภาพมุมสูง ให้ความรู้สึกเหมือนแบรนด์คอยอยู่เคียงข้างครอบครัวนี้เสมอมา เพื่อสื่อว่านี่คือแบรนด์ที่อยู่มานานทุกยุคทุกสมัย สร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคผ่านการแบ่งปันเรื่องราวและความทรงจำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไดกิ้น
แคมเปญนี้ ไดกิ้นได้ใช้กลยุทธ์ O2O (Online-to-Offline) สร้างประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ราบรื่นระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เชิญชวนลูกค้าให้เข้าร่วมกิจกรรมโดยการโพสต์รูปภาพและเรื่องราวความทรงจำที่มีต่อเครื่องปรับอากาศของแบรนด์ ผ่านช่องทาง Social Media อย่าง Facebook, Instagram และ Twitter พร้อมติดแฮชแท็ก #Daikin100Years ความเรียบง่ายของกิจกรรมนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการแชร์ประสบการณ์และความประทับใจที่มีกับสินค้าที่พวกเขาใช้งานมาอย่างยาวนาน
กลยุทธ์นี้สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ต้องการปฏิสัมพันธ์ที่รวดเร็วและตรงประเด็น สร้างการเชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านเนื้อหาที่มีความหมาย และสนับสนุนให้ผู้บริโภคเป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ด้วยตัวเอง ส่งผลให้แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี สามารถสร้าง Engagement และสร้าง Brand Awareness ได้ในเวลาเดียวกัน

“เราได้ติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการปรับปรุงแผนการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ช่วยให้การทำคอนเทนต์มีความเกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย” คุณไดสุเกะ มุราคามิ กล่าว
อีกหนึ่งความสำเร็จที่เห็นได้กับแคมเปญ “Perfecting the Air for All” ส่งมอบอากาศที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมวางแผนทำตลาดออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ ทั้งเครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัย เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ทั้ง Sky Air และ VRV สำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์จะมุ่งนำเสนอโซลูชั่นการบริการต่างๆ แบบครบวงจร ดึงดูดกลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรมให้เข้ามาใช้บริการ
ด้านสีสันการตลาด มีการเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์รุ่นใหม่อย่าง บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ มายืนเคียงคู่กับ ณเดชน์ คูกิมิยะ พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนของไดกิ้นมาอย่างยาวนาน เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้แคมเปญนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทำให้แบรนด์สามารถครองใจทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่เคยรู้จักแบรนด์อยู่แล้ว และผู้บริโภครุ่นใหม่ที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ของไดกิ้นมาก่อน
แคมเปญ “Perfecting the Air for All” ได้รับการโปรโมทผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยมีการสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในแบบที่สุขภาพดีขึ้นด้วยอากาศที่สะอาดและมีคุณภาพสูง สิ่งนี้เป็นที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่หันมาใส่ใจในสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากยิ่งขึ้น ไดกิ้นสามารถนำเสนอแบรนด์ในแบบที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาคุณค่าจากแบรนด์ที่พวกเขาเลือกใช้
นอกจากการใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่าน Social Media แล้วไดกิ้นยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Sport Marketing สร้างการจดจำแบรนด์ในวงกว้าง โดยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลหรือการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ทำให้โลโก้และภาพลักษณ์ของไดกิ้นปรากฏอยู่ในสนามกีฬา สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ที่ถ่ายทอดการแข่งขันเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในแบบที่สนุกสนานน่าจดจำ สร้างแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของไดกิ้นได้มากยิ่งขึ้น
การสื่อสารผ่าน Social Media ของไดกิ้นในปีนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การทำคอนเทนต์เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์เพิ่มยอดขาย หรือสร้างสีสันให้กับตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไดกิ้นได้ตั้งเป้าหมายสร้างยอดขายจากผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 250,000 ตัน CO2(eq) เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหม่ 10 ล้านต้นต่อปี และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

“เราต้องการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน และสื่อสารผ่านทาง Social Media เพื่อแสดงจุดยืนของไดกิ้น ที่ไม่ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพียงแค่ฉาบฉวย ให้เห็นถึงการวางรากฐานอันมั่นคงในประเทศไทย ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางระบบปรับอากาศ และการร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในประเทศไทย สร้างคอนเทนต์โดยมุ่งเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์อันยาวนานกับลูกค้า นอกจากนี้ในการประชาสัมพันธ์สินค้า เราจะไม่พูดถึงแค่ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่จะเน้นให้เห็นถึงการลดการใช้พลังงาน การใช้เทคโนโลยีที่ลดการปล่อยมลพิษ และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด” คุณไดสุเกะ มุราคามิ กล่าว
ท้ายที่สุด การที่แบรนด์สื่อสารถึงประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มีความสม่ำเสมอของคอนเทนต์ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความจริงใจของไดกิ้นที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไดกิ้นสามารถสร้างเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของไดกิ้นไม่เพียงแค่ช่วยให้บ้านของพวกเขาเย็นสบาย แต่ยังช่วยให้โลกเป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย