ปัจจุบัน สถานการณ์ของธุรกิจ “ศูนย์การค้า” ในประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมี Disruption เกิดขึ้นในหลากหลายมิติ ส่งผลให้ผู้พัฒนาศูนย์การค้าต้องมีการปรับตัวอย่างมาก เพื่อหาแม่เหล็กใหม่ๆ มาดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการในครั้งต่อๆ ไป วันนี้ศูนย์การค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำเสนอสินค้าและบริการ แต่ยังรวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับตัวเองอีกด้วย
เดอะมอลล์ กรุ๊ป (The Mall Group) เป็นตัวอย่างของศูนย์การค้าที่ทำการตลาดเชิงรุก พร้อมการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรุงเทพฯ จากการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคมของรถไฟฟ้า และการขยายตัวของชุมชนย่านชานเมือง ที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เดอะมอลล์ จึงมุ่งเน้นในการสร้างจุดขายใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีให้กับผู้บริโภค
โดยกลยุทธ์ล่าสุดคือการทรานส์ฟอร์มเดอะมอลล์ไปสู่การเป็น “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์” พร้อมมีการสื่อสารที่สร้างความน่าสนใจบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ชื่อของเดอะมอลล์ถูกพูดถึงในวงกว้าง การันตีด้วยผลการสำรวจและวิจัย 2024 Thailand's Social Power Brand ที่ “เดอะมอลล์” มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม "ศูนย์การค้า"
จากผลการสำรวจและวิจัย 2024 Thailand's Social Power Brand ครั้งนี้ ยังมองเห็นภาพสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดีย ในแง่ของการเป็นช่องทางการสื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจหรือแบรนด์กับลูกค้ากลุ่ม เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์มหลากหลายรูปแบบที่แบรนด์สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสมของคอนเทนต์ ในขณะเดียวผู้บริโภคก็สามารถเลือกเสพสื่อได้ตามไลฟ์สไตล์ หรือความต้องการในแต่ละช่วงเวลา
คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ปเล็งเห็นความสำคัญของโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมการช้อปปิ้ง ส่งผลให้ทางศูนย์การค้าต้องมีการปรับตัวด้านการใช้สื่ออย่างมากเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมาย แต่ละแพลตฟอร์มมีแนวทางการนำเสนอคอนเทนต์ที่แตกต่างกันไม่สามารถทำได้แบบ One Size Fits All เพราะผู้บริโภคมีความชอบที่แตกต่างกัน บางคนชอบ Short Form แบบ TikTok ในขณะที่บางคนชอบ Long Form แบบ YouTube เป็นต้น

“เดอะมอลล์ กรุ๊ปเราใช้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม เพราะมองว่า Facebook เป็น Informative ที่กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็น Gen X เป็นกลุ่มแมสที่ต้องการรายละเอียด ไม่รีบปัดหน้าจอผ่านแบบเร็วๆ แบบกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบดูแบบ Short Form บน TikTok ดังนั้นคอนเทนต์จึงต้องมีความน่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรกก่อนที่เขาจะปัดผ่าน ส่วน YouTube เป็น Story ที่เน้นการเล่าเรื่องแบบ Long-Form Content หรือให้ความรู้เรื่องแบรนด์ในรูปแบบ SHOPPERTAINMENT และยังมี IG ที่เน้นการใช้ภาพเป็นหลัก จะใช้ภาพสวยที่สามารถขายตัวเองได้ หรืออาจเป็นเรื่องราวของอีเวนท์ที่กําลังจะเกิดขึ้น เนื้อหาไม่ต้องมาก”
เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดจะพบว่า ปัจจัยสําคัญที่ทําให้ชื่อของเดอะมอลล์ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากเดอะมอลล์มีการ Rebranding ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรอบ 30 ปี ด้วยการทรานส์ฟอร์มไปสู่ “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์” เป็นรีเทลโมเดลรูปแบบใหม่ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนถึงกว่า 30,000 ล้านบาท โดยล่าสุดได้เผยโฉมใหม่อีก 2 สาขา คือเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค เป็นย่านที่เดอะมอลล์ กรุ๊ปมองว่ามีศักยภาพการเติบโตที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เดอะมอลล์ไม่ใช่แค่พื้นที่ช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่เพื่อการใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่ม

“จุดเด่นของเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ คือการเติมแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามา ทั้งในกลุ่มสปอร์ต ไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร รวมถึงเอนเตอร์เทนเม้นท์ พร้อมการจัดโซนนิ่งสินค้าในกลุ่มต่างๆ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายของเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแคจะเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีกำลังซื้อ เพราะเป็นย่านที่มีหมู่บ้านราคาแพงและลูกค้าก็คือเจ้าของโรงงานในแถบนั้น ขณะที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ครอบครัวคนรุ่นใหม่ และนักศึกษา เนื่องจากเป็นย่านที่มีสถาบันการศึกษาหลายแห่ง จึงเป็นสาขาที่มีตัวเลขทราฟฟิกหรือคนเข้ามาเดินในศูนย์ค่อนข้างมาก เมื่อรวมทั้งสาขาบางแคและบางกะปิ คาดว่าจะมีทราฟฟิกสูงถึง 50 ล้านคนต่อปี”
คุณวรลักษณ์ กล่าวเสริมว่า เดอะมอลล์ กรุ๊ปยังให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์แบบ Retailtainment ให้กับลูกค้าในทุกมิติทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง โดยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในรูปแบบ VDO Content ทั้งใน YouTube The Mall Group และ TikTok โดยทำเป็นรายการต่างๆ ที่มีความหลากหลาย อาทิ รายการ Make A List ที่จัดทำตั้งแต่ปี 2563 ยอดวิวรวมมากกว่า 15 ล้านวิว ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบ Make A List : Eat with Alek ที่ได้ “อาเล็ก- ธีรเดช เมธาวรายุทธ” ดารานักแสดงที่เป็นฟู้ดเลิฟเวอร์ตัวจริงมาดำเนินรายการ โดยการรีวิวเมนูอร่อยเด็ด และเจาะลึกความอร่อยของร้านอาหารต่างๆ ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์

นอกจากนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ปยังได้จัดทำแคมเปญให้กับห้างฯ และศูนย์การค้าในเครือ โดยร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย วันสยาม และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมจัดสรรงบ 250 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็น NO.1 SHOPPING DESTINATION ด้วยแคมเปญ “BANGKOK NO.1 SHOPPING FESTIVAL 2024” มหกรรมเซลเหนือเซล สร้างปรากฏการณ์ช้อปครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี โดยมี บัวขาว บัญชาเมฆ เป็นพรีเซ็นเตอร์ สร้างกิมมิกด้วยพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทยสร้างสีสันในการช้อปปิ้ง กระตุ้นกำลังซื้อของนักช้อปไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ลดราคาสินค้าทั้งห้างฯและศูนย์การค้าสูงสุดถึง 80% หรือช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ M CHAT & SHOP และบริการ CALL TO ORDER โดยแคมเปญนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มทราฟฟิกกว่า 20% ให้กับเดอะมอลล์ กรุ๊ป
คุณวรลักษณ์ ย้ำว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีบทบาทสําคัญค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่เรื่องการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ โดยนโยบายของเดอะมอลล์ กรุ๊ปจะมีทีมทำงานที่คอยมอนิเตอร์เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Engagement หรือสิ่งที่จะเป็นเทรนด์ใหม่ๆ ที่กำลังมา เช่น เรื่อง Influencer ถือเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ปให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่มักจะฟังแนวความคิดจาก Third Party มากกว่าการเชื่อคำโฆษณา โดยจะเชื่อในสิ่งที่เพื่อน หรือ Kols แนะนำมากกว่า จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่ง Marketing Tool ที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบัน เดอะมอลล์ กรุ๊ปมีการใช้ Influencer ค่อนข้างมากทั้งในระดับนาโน และแมคโคร ไปจนถึงระดับเซเลบริตี้ และพรีเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก
สำหรับนโยบายการทำธุรกิจในส่วนของตลาดออนไลน์ ปัจจุบันทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปยังไม่ได้ให้น้ำหนักถึงขั้นว่าแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งหน่วยธุรกิจ เพราะในที่สุดแล้วทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปยังมั่นใจว่า ธุรกิจในฟากของตลาดออฟไลน์จะไม่ตาย เพราะประเทศไทยเป็น Socialization (การเข้าสังคม การออกนอกบ้าน) ต้องการ Experience และสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทําให้คนรู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตนอกมากกว่าการเก็บตัวอยู่ในบ้าน
“แม้ว่าจะมีสถานการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้นและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้เราต้องปรับตัวตามในระดับหนึ่ง ซึ่งเดอะมอลล์ กรุ๊ปมองว่า ตลาดออนไลน์ยังไม่ใช่ Core Business แต่เป็นกลยุทธ์เสริมที่จะช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่มีลอยัลตี้เป็นหลัก เราจึงเลือกทําในสเกลที่เหมาะสม โดยนำเรื่องการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียมาช่วยสร้างความสนุกสนาน หรือสร้าง Engagement เพื่อเชื่อมต่อและทำให้ลูกค้ามีเราอยู่ในใจตลอดไป” คุณวรลักษณ์ กล่าว