การออกมาประกาศอัดงบลงทุน 15,000 ล้านบาทของเซ็นทรัลพัฒนา ที่จะทำผ่าน 5 โครงการสำคัญ แบ่งออกเป็น โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่คือเซ็นทรัล กระบี่ ซึ่งจะใช้งบลงทุนทั้งโครงการ 4,500 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือจะเป็นการเดินหน้ารีโนเวท 4 ศูนย์การค้า ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาบอกว่าจะเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่แบบ Total Transformation กับ 4 ศูนย์การค้าในเครือ คือเซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ผ่านงานแถลงข่าวของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะกับการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ 4 ศูนย์การค้าที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญเพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดค้าปลีกของบ้านเรา
การรีโนเวทใหญ่ครั้งนี้ นอกจากแลนด์สเคปใหม่ของเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แรงผลักดันสำคัญอีกอย่างจะมาจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการเกิดขึ้นของงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ที่เรียกร้องการช้อปปิ้งที่ไม่แตกต่างหรือมีแบรนด์สินค้าและบริการในระดับที่ใกล้เคียงกับศูนย์การค้าใหญ่ในเมือง ซึ่งศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา หลายศูนย์มีการเปิดให้ บริการมานาน

ตัวอย่างที่สะท้อนภาพในเรื่องนี้ได้ดีก็คือการรีโนเวทศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาที่เปิดให้บริการมานานถึง 29 ปี ซึ่ง ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน) ให้เหตุผลถึงการที่ต้องมีการปรับโฉมเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าครั้งใหญ่ว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแลนด์สเคปในย่านปิ่นเกล้า ที่ชุมชนในย่านนี้มีการขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงเกิดที่อยู่อาศัยแนวใหม่ อาทิ คอนโดมิเนียมขึ้นมากมายหลายโครงการ และกลายเป็นคนในเจนที่ 2 ต่อจากรุ่นแรกที่ย้ายเข้ามาในย่านนี้ ทำให้ต้องมีการปรับโฉมครั้งใหญ่ด้วยการเติมเต็มแมกเน็ตใหม่ๆ เข้าไปให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในย่านนี้
“ปิ่นเกล้าถือเป็นแลนด์มาร์คและเมืองหลวงของฝั่งธนบุรี และ Meeting Point ของฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวมีกำลังซื้อ นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำ ปัจจุบันใน Catchment Area มีประชากรหนาแน่นถึง 3,000,000 คน ราคาที่ดินเติบโตสูง และใกล้โครงข่าย Skytrain Major Interchange ที่ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อไปย่านสำคัญอื่นๆ อย่างสีลม, สาทร และเยาวราชได้ง่าย การพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่จึงยกระดับสู่การสร้างสรรค์ Complete Destination”
หากมองเข้ามาที่การขยายสาขาของศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนาแล้วจะพบว่า กลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ในการ “ปักหมุด” การลงทุนศูนย์การค้าใหม่ๆ ของเซ็นทรัลพัฒนานั้นจะเลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Ring of Fire” ซึ่งเป็นการขีดวงกลมเพื่อกำหนดพื้นที่ในการขยายสาขา
โดยในวงแรกจะเป็นเขตตัวเมืองที่เป็นโลเคชั่นสำคัญ ส่วนวงกลมที่ 2 และวงที่ 3 จะเป็นการตีเส้นตามการขยายตัวหรือการเติบโตของเมืองหรือจังหวัดนั้นๆ
การขยายสาขาด้วยการขีดวงกลมเพื่อดูเทรนด์การเติบโตหรือการขยายตัวของเมืองนั้น เซ็นทรัลพัฒนาถือเป็นผู้พัฒนาศูนย์การค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องดังกล่าวนี้ก็คือการขยายศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ที่วงกลมวงแรกจะเป็นเขต CBD มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายศูนย์อยู่แทบจะเต็มพื้นที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ หรือเซ็นทรัล พระราม 9 รวมถึงโครงการมิกซ์ยูสดุสิต เซ็นทรัล ที่เซ็นทรัลพัฒนาร่วมกับกลุ่มโรงแรมดุสิตลงทุนในโครงการดังกล่าวที่จะเปิดตามมา

นอกจากนี้ยังมีศูนย์การค้าของกลุ่มเดอะมอลล์ที่มีทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และโครงการใหม่คือเอ็มสเฟียร์ ศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ ในกลุ่ม “วันสยาม” อย่างสยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน รวมถึงศูนย์การค้าเอ็มบีเค
ส่วนในรอบวงที่ 2 ที่เกิดขึ้นจากการขยายเมืองของกรุงเทพฯ เมื่อ 30 – 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนามีศูนย์การค้าอย่างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล รามอินทรา เซ็นทรัล พระราม 3 เซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ และเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ซึ่งเซ็นทรัล ลาดพร้าว คือตัวอย่างที่ดีของการขยายเมืองในช่วงเวลานั้นที่รองรับกับการเติบโตในย่านทางเหนือของกรุงเทพฯ
ส่วนเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าในอดีตนั้น การเกิดขึ้นของศูนย์การค้าแห่งนี้จะเกิดขึ้นตามการขยายตัวของกรุงเทพฯ โซนตะวันตก ที่นอกจากจะรองรับกำลังซื้อย่านปิ่นเกล้าแล้ว ยังครอบคลุมพื้นที่ในย่านพุทธมณฑลอีกด้วย
แต่เมื่อเมืองมีการขยายตัวจึงเกิดรอบวงที่ 3 จะเป็นรอบวงล่าสุดที่เกิดจากการขยายเมืองกรุงเทพฯ ทำให้ย่านต่างๆ อย่างศาลายา บางบัวทอง ราชพฤกษ์ พระราม 2 มหาชัย ศาลายา และนครปฐม เป็นต้น ซึ่งเป็นย่านที่ถือเป็นโอกาสทางการ ตลาดของการขยายสาขาเข้าไปเปิดเพื่อรองรับกับการเติบโตของเมือง
เมื่อย่านปิ่นเกล้าเปลี่ยแปลงไป เซ็นทรัลพัฒนาจึงต้องมีการปรับเพื่อเติมสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยน แปลงของย่านปิ่นเกล้าที่คนในเจน 2 ซึ่งเป็นครอบครัวรุ่นใหม่มีการเติบโตและขยายตัวมากขึ้น โดยในครั้งนี้จะมีการนำร้าน อาหารกว่า 200 แบรนด์ อาทิ Tops Food Hall และ New Variety ตั้งแต่ Premium, Casual Lifestyle, Grab & Go, Street Food, Family Food Destination พร้อมด้วยพื้นที่แฮงก์เอาท์เข้าไป เพื่อรับกับไลฟ์สไตล์การกินข้าวนอกบ้านของคนเจนนี้
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับที่อัพเกรดแบรนด์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เป็นการ Uplifted Shopping Experience: โดยมีการเติม Key Anchor ที่แข็งแรงหลายแบรนด์ทั้ง Fashion & Sport พร้อมเพิ่ม Affordable Luxury Brands รวมมถึงการปรับโฉมห้างเซ็นทรัลใหม่ให้เป็น Flagship Standard
ขณะที่การรองรับกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่นั้นจะมีการปรับด้วยการเพิ่มโรงภาพยนตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ และพื้นที่ Education and Family Destination ศูนย์กลางการเรียนรู้ และพัฒนา Multi-Intelligence Skills มากกว่า 50 สถาบัน สำหรับเด็กและเยาวชนครบทุกด้าน ดีที่สุดในย่านธนบุรี ซึ่งมีทราฟิกกลุ่มครอบครัวที่แข็งแกร่งมาก เพื่อตอบโตโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ที่นิยมเข้ามาใช้เวลากับครอบครัว โดยเฉพาะลูกๆ ที่ครอบครัวของคนเจนนี้จะมีลูกไม่มาก จึงต้องการให้เวลาคุณภาพกับลูก การปรับโฉมในครั้งนี้ จึงเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวด้วย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าโฉมใหม่จะมีการอัพเกรด หรือยกระดับแบรนด์ให้สูงขึ้นกว่าเดิม อย่างกลุ่มแฟชั่น ที่แม้จะไม่ใช่ลักชัวรี่แบรนด์ระดับบน แต่ก็มีการเพิ่มแบรนด์ที่เป็น Affordable Luxury Brands เข้าไป เพื่อรับกับไลฟ์สไตล์การ ช้อปที่เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับตัวซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีการอัพเกรดจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต มาเป็นท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นการอัพเกรดที่น่าจะตอบโจทย์กำลังซื้อของคนในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเซ็นทรัลพัฒนา จะใช้เวลาในการปรับใหญ่ในครั้งนี้ประมาณ 2 ปี
ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว กลุ่มเดอะมอลล์ก็มีการเปิดตัวเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ที่เป็นการรีโนเวทเดอะมอลล์ บางแค ใหม่แบบยกชุด โดยลูกค้าหลักของสาขาบางแคจะเป็นกลุ่มครอบครัวที่ค่อนข้างมีรายได้ดี หมู่บ้านย่านนั้นจะมีเจ้าของโรงงานเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวเลขการใช้จ่ายต่อบิลจึงออกมาค่อนข้างสูง
การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ กลุ่มเดอะมอลล์ค่อนข้างที่จะให้เปอร์เซ็นต์ของมิกซ์ที่เป็นร้านอาหารหรือ Dining ค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนถึง 35% ของร้านค้าทั้งหมด เป็นการรองรับกับเทรนด์ของการทานข้าวนอกบ้านยังคงมาแรงอยู่ และจะเป็นตัวช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของการทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตมากกว่าแค่การช้อปปิ้งเหมือนในอดีต โดยจะมีการเติมเต็มแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ โดยเฉพาะกับการนำแบรนด์ที่เปิดให้บริการในย่าน CBD ไปเปิดในสาขาบางแค อาทิ ร้านเป็ดย่างโฟร์ซีซั่น เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนภาพของแนวรบค้าปลีกที่เปลี่ยนไปในย่านตะวักตกของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี...