ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจ Community Mall หรือศูนย์การค้าขนาดย่อม กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อยู่อาศัยที่มีการขยายตัวสูง Community Mall เรียกได้ว่าไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เพราะพฤติกรรมของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายและมีเวลาจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ Community Mall ที่มีขนาดเล็กกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า และตั้งอยู่ในทำเลใกล้ชุมชนจึงตอบโจทย์กลุ่มคนเมือง
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ที่นอกจากจะเป็นเจ้าของศูนย์การค้า 42 โครงการ ที่อยู่อาศัย 43 โครงการ โรงแรม 10 โครงการ และออฟฟิศ 10 โครงการแล้ว ยังมีแบรนด์ Community Mallของตัวเองภายใต้ชื่อ “Market Place” อีก 15 แห่ง
ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining better futures for all เชื่อมโยงทุกธุรกิจทั้ง Retail-Residence-Hotel-Office สร้างความแข็งแกร่งใน The Ecosystem for All เดินหน้าพัฒนาธุรกิจ พร้อมเผยกลยุทธ์พลิกโฉม Community Mall Landscape ทั่วกรุงเทพฯ ด้วยการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ “Market Place” ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 5 นับจากนี้พัฒนาและปรับโฉมโครงการรวม 15 สาขา ต่อไปทุกโครงการจะขึ้นชื่อ Market Place ตามด้วยชื่อโลเคชั่น เช่น Market Place J-Avanue, Market Place Krungthep Kreetha, Market Place Nang Linchee, Market Place Phahonyothin, Market Place La villa, Market Place Pracha Uthit เป็นต้น

วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ Chief Operating Officer & Head of Community Mall Business บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวถึงการพัฒนาธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ว่า ในยุคปัจจุบันที่ความต้องการของลูกค้ามีความFragmented มากขึ้น Community Mall จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญของ CPN ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการเชิงลึกและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด สามารถนำเสนอร้านค้าบริการต่างๆ ที่ทันสมัย สดใหม่ และเข้าถึงชีวิตประจำวันทุกวันได้
ทั้งนี้เรามีแผนลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี เพื่อพัฒนาและปรับปรุงโครงการ Community Mall ทั้งหมด 15 แห่งที่เรามีอยู่ในพอร์ตตอนนี้ ซึ่งโครงการ “Market Place” ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเสนอรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ที่แตกต่างจากที่อื่น ด้วยการใช้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของทั้งผู้ใช้บริการและผู้เช่าพื้นที่ พร้อมเครือข่ายคู่ค้าของบริษัท รวมถึงการมีข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น จึงต้องการนำความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาต่อยอดพัฒนาพื้นที่ เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
เซ็นทรัลพัฒนาได้กำหนดกลยุทธ์หลัก Life Connecting Hub เพื่อพลิกโฉม Community Mall Landscape ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ดังนี้

1. Future-Fluent Development
พัฒนาคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์กิจกรรมของคนทุกวัย ทุกกลุ่ม เพื่อเป็น “Centre of the Neighbourhood” หรือศูนย์กลางของย่านนั้นๆ พร้อมพัฒนาโมเดลใหม่ที่ผสมผสาน Community Mall เข้ากับ Urban Fresh Market แหล่งรวมสินค้าสดที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมือง
2. Neighbourhood-Centric
เพื่อตอบโจทย์ Fragmented Demand ในแต่ละย่านที่แตกต่างกัน โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
- “ทุกความสะดวกสบาย” ด้วย Flexible Hours, ตอบโจทย์ Everyday Lifestyle ของทั้งลูกค้าชาวไทย และลูกค้า Expat ร้านค้า ร้านอาหารหลากหลาย ทั้งแบบ Dine-in, Grab & Go, Take Home มีร้านให้ Hang out นัดสังสรรค์หลังเลิกงาน
- โมเดลใหม่ Urban Fresh Market ที่ทันสมัย มีไลฟ์สไตล์ มีคุณภาพ สะอาด และปลอดภัย
- จัดงาน Event ที่ engage ชุมชน เช่น เปิดพื้นที่ outdoor / weekend market ให้ร้านค้าชุมชน พื้นที่จัดกิจกรรม Happening Events ต่างๆ กิจกรรมสำหรับ Pet-friendly community
3. Sustainable Community
ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีการพัฒนาพื้นที่ Community Mall อย่างยั่งยืน ดังนี้
- Green Community Mall Development มุ่งเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน การใช้ Solar Cell และหลอดไฟ LED
- Hub สำหรับ Sustainable Lifestyle ส่งเสริมการแยกขยะ การจัดการ Food Waste ของร้านค้า และมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger Station) เป็นต้น
วุฒิเกียรติ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการพัฒนา Market Place ว่าเป็นฟอร์แมตใหม่ของ Community Mall ที่เน้นความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละชุมชนในย่านนั้นๆ โดยฟอร์แมตใหม่นี้ออกแบบภายใต้แนวคิด 3C ประกอบด้วย
Complex ผสมผสานการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการออกแบบให้พื้นที่มีฟังก์ชันครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร หรือพื้นที่กิจกรรมต่างๆ สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายของคนในชุมชนได้
Curated การคัดสรรร้านค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของคนแต่ละชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละโครงการจะมีเอกลักษณ์ที่เข้ากับลูกค้าของพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง
Convenient สร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและครบวงจร ทั้งการปรับเวลาทำการที่ยืดหยุ่น บางแห่งอาจเปิดเช้ากว่าและปิดดึกกว่าเดิม เพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ของแต่ละชุมชน
“การพัฒนาคอมมูนิตี้มอลในปัจจุบันไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ต้องสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ช่วยให้คนในชุมชนมีพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายด้าน พร้อมทั้งยกระดับความยั่งยืนอย่างแท้จริง”
ในปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนามีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในชื่อ Market Place เทพรักษ์ ซึ่งใช้โมเดล Community Mall ผนวกกับ Urban Fresh Market เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งและการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในย่านเทพรักษ์-วัชรพล โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โครงการนี้จะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2568 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

สุรางค์ จิรัฐิติกาลโชติ Executive Project Director บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวถึงโครงการ Market Place เทพรักษ์ ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในย่านเทพรักษ์ โดยมีจุดเด่นสำคัญดังนี้
- ทำเลที่ตั้งดีที่สุด ตั้งอยู่บนถนนเทพรักษ์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้คนจะผ่านขณะขับรถกลับบ้านจากในเมือง ตอบโจทย์การเข้าถึงของผู้ที่อาศัยในย่านเทพรักษ์และใกล้เคียง
- ย่านที่อยู่อาศัยเติบโตสูง ทำเลนี้มีโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 174,000 ยูนิต ซึ่งมีอัตราการเติบโตถึง 2.4% ต่อปี และมีประชากรราว 400,000 คน กลุ่มเป้าหมายหลักคือครอบครัวและผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เมืองและต้องการความสะดวกสบาย
- ครบครันและดีที่สุดในย่าน ประกอบด้วย Community Mall ขนาด 5,800 ตร.ม. มี 60 ร้านค้าและพื้นที่ Urban Fresh Market ขนาด 1,500 ตร.ม. ที่มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน
- Food Destination ร้านอาหารที่หลากหลายตั้งแต่ร้านแนวเทรนดี้ ร้านอาหารครอบครัว ร้านนั่งชิลหลังเลิกงาน รวมถึง street food ชื่อดังที่เป็นที่นิยม
- Urban Fresh Market ตลาดสดรุ่นใหม่ ใส่ใจคุณภาพ สะอาดปลอดภัย รวบรวมของสด อาหารทะเล อาหารออร์แกนิก และวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วโลก พร้อมกับร้าน Ready to Eat, Grab & Go และ Take Home
- Family & Co-creation Space พื้นที่สำหรับการผ่อนคลายและทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว มี Kid Playground และโซน Pet-Friendly ให้พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นได้
- Health & Beauty Zone รวมร้านค้าและบริการด้านสุขภาพและความงาม
- พื้นที่จัดงาน Event รองรับกิจกรรมหลากหลาย เช่น Tourism Event, Food Fair และ Health Fair
- การออกแบบอาคาร Low-Rise ในสไตล์ Tropical ที่ให้บรรยากาศร่มรื่น มีพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว โซน Pet-Friendly และที่จอดรถรองรับได้มากกว่า 200 คัน
- การเดินทางสะดวก ทั้งทางรถยนต์ ใช้เวลาเพียง 5 นาทีจากถนนพหลโยธิน และเพียง 10-15 นาทีจากถนนวิภาวดี รวมถึงทางด่วนฉลองรัช และสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ใช้เวลาเพียง 7 นาทีจากสถานีสายหยุด
เมื่อถามถึงความท้าทายหลักในการพัฒนา Community Mall วุฒิเกียรติ กล่าวว่า อยู่ที่การเลือกโลเคชันในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมองว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับคู่แข่ง แต่กลับเป็นการต้องทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

และในวันนี้ลูกค้าให้ความสำคัญกับสิ่งที่ธุรกิจทำให้กับชุมชน ไม่ใช่แค่เพียงสินค้าและบริการที่ตัวเองได้รับ แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าภายใต้เจตจำนงค์ของแบรนด์ Imagining better futures for all ด้วยการสร้างและพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและชุมชน รวมถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินกลยุทธ์ The Ecosystem for All เป็นระบบที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อเติบโตไปกับทุกฝ่ายควบคู่ไปกับการเป็นพลังขับเคลื่อนหลักที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจและประเทศ นำแนวคิดนี้มาผสานในทุกโครงการ Community Mall โดยไม่เพียงแค่มุ่งสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย