สรุป Session IDEA Talk จากแบรนด์เล็กสู่แบรนด์ดัง ปังไม่ธรรมดา แบรนด์ Moshi Moshi โดยคุณอชิระ บุญสงเคราะห์ แบรนด์ ยืดเปล่า โดยคุณทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว และแบรนด์ SOS โดยคุณอริยะ จิรวรา จากงาน Empowering Thai SMEs Rethink, Reskill, Reinvent เสริมพลัง SMEs ไทย คิดใหม่ อัปสกิล ปรับตัว

จุดเริ่มต้นของ Moshi Moshi
คุณอชิระ บุญสงเคราะห์ เป็น Gen 3 แรกเริ่มธุรกิจครอบครัวเป็นธุรกิจค้าส่ง ซึ่งตอนนั้นเทรนด์สินค้าไลฟสไตล์มีการเปลี่ยนแปลง Gen 3 จึงได้โจทย์ว่าจะทำยังไง ไอเดียตอนแรกคือการทำเป็นร้าน 20บาท ที่มีการอัพเกรดเพิ่มขึ้นมาหน่อย แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้
จุดเริ่มต้นของ Moshi Moshi เกิดขึ้นจากความพยายามปรับตัวของธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจค้าส่งดั้งเดิม โดยคุณ อชิระ บุญสงเคราะห์ ซึ่งเป็นผู้บริหาร Gen 3 ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ในตลาด
ช่วงแรก ได้พยายามนำเสนอไอเดียร้านสินค้าราคาประหยัดในรูปแบบร้าน 20 บาท ที่มีการอัปเกรดคุณภาพสินค้า แต่แนวคิดนี้ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคนั้นได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด Moshi Moshi
พัฒนาสู่การเป็นร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีการออกแบบสินค้าที่ทันสมัย คุณภาพดี และราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยใช้แนวคิดและแรงบันดาลใจจากร้านค้าสไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น
จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ยืดเปล่า
เกิดจากความมุ่งมั่นของคุณทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยเงินลงทุนเพียง 8,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายส่งเสื้อผ้าที่ตลาดนัดจตุจักร แม้จะขายดี แต่มองว่านั่นไม่ใช่แบรนด์ ทำให้ขาดความแตกต่างในตลาด
คุณทนงค์ศักดิ์จึงตัดสินใจ สร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยเน้นเสื้อยืดที่มีจุดเด่นและมีคุณภาพ โดยมีสโลแกนแรกเริ่มว่า “ยังง๊ายก็ไม่ย้วย” ที่ต้องการสื่อถึงความทนทานและคุณภาพของผ้า จึงใช้สโลแกนที่เข้าใจง่าย ทำให้สินค้าถูกจดจำได้รวดเร็ว ต่อมาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น สโลแกนถูกปรับให้กระชับและทันสมัยยิ่งขึ้น “ยืดแต่ไม่ย้วย” สื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความทนทาน เสื้อที่ยืดหยุ่น แต่ไม่เสียรูปทรง
จุดเริ่มต้นของ SOS
SOS ก่อตั้งโดย คุณอริยะ จิรวรา โดยเริ่มต้นจากในช่วงเวลานั้นที่หลายๆ คนอยากจะมีร้านขายเสื้อผ้าหรือธุรกิจของตัวเอง แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุน และไม่มีหน้าร้านให้ลูกค้าได้ลองสินค้า ทำให้คุณอริยะเห็นช่องทางการทำธุรกิจ ช่วยเจ้าของแบรนด์ลดต้นทุนในการเปิดร้านและบริหารสินค้า
โมเดลธุรกิจ คือให้เจ้าของแบรนด์ส่งสินค้ามายัง SOS ซึ่งทาง SOS จะเป็นผู้ดูแลสินค้า, การขาย และการจัดการต่างๆ โดยเจ้าของแบรนด์ไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนและการมีหน้าร้าน ลูกค้าสามารถมาลองสินค้าจริงได้ที่ร้าน SOS

ความท้าทายเริ่มต้นของการทำธุรกิจ
คุณอชิระ เล่าว่า ความท้าทาย ของ Moshi Moshi คือด้านการส่งต่อธุรกิจครอบครัว มักจะเกี่ยวข้องกับการปรับตัวระหว่างความคาดหวังจากรุ่นก่อนและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดในยุคปัจจุบัน ซึ่งในกรณีของคุณอชิระ บุญสงเคราะห์ การเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- แรงผลักดันจากรุ่นก่อน ที่ผู้ใหญ่จะปลูกฝังแนวคิดการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม เช่น คุณอชิระได้รับโจทย์จากครอบครัวในรูปแบบคำถาม อย่างอะไรคือข้อดีและข้อเสียของร้านเรา ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้เขาคิดค้นแนวทางใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความกดดันในการหาคำตอบที่จะต้องตอบโจทย์ทั้งตลาดและครอบครัว
- ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าต้องมีเอกลักษณ์และโดดเด่น อีกทั้งการแข่งขันในตลาดสูงขึ้นจากทั้งผู้เล่นใหม่และแบรนด์ต่างประเทศ ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้ารุ่นใหม่เป็นสิ่งจำเป็น เช่น การมองหาสินค้าที่มีคุณภาพ สไตล์ที่ทันสมัย และราคาที่จับต้องได้
- ต้องหาสมดุลระหว่างการเคารพวิสัยทัศน์ของรุ่นก่อน และการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากครอบครัวและทีมงานเป็นเรื่องสำคัญ
คุณทะนงศักดิ์ เล่าว่า ความท้าทายของยืดเปล่าคือการเป็นนักธุรกิจโดยไม่สามารถพึ่งพาที่บ้านได้ คือต้องพึ่งพาตัวเองในทุกด้าน ทั้งในเรื่องของทุน แรงสนับสนุน และการตัดสินใจ นี่จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับคุณทนงค์ศักดิ์
มุมมองต่อความท้าทาย คุณทนงค์ศักดิ์มองว่า การที่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในขณะที่คนอื่นยังไม่ได้เริ่ม เป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ทำให้มีประสบการณ์และบทเรียนมากกว่าคนอื่น
คุณอริยะ มองว่าความท้าทายเริ่มต้นของการทำธุรกิจคือวิธีการเลือกสินค้าและแบรนด์ในแต่ละสาขา เพราะ SOS มีแบรนด์ไทยกว่า 500 แบรนด์ที่ดูแล ซึ่งแต่ละสาขาจะเลือกสินค้าที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ โดยสามารถเลือกได้ประมาณ 80-100 แบรนด์ต่อสาขา

DNA ของแบรนด์
Moshi Moshi
“You Got To Be Young At Heart คือห้ามแก่” ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่สดใส ทันสมัย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เสมอ Moshi Moshi เริ่มต้นจากการเป็นร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ แต่ตอนนี้เพื่อเพิ่มความหลากหลายและดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ จึงได้เพิ่มแบรนด์ Fast Fashion เข้าไป เช่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีดีไซน์น่ารักและเหมาะกับทุกโอกาส เพราะอยากถูกจดจำว่า Moshi Moshi เป็นร้านที่ “น่ารักเสมอ” และเข้าถึงได้ง่าย
DNA ของแบรนด์ยืดเปล่าประกอบด้วย 3 คำ คือ
- Quality ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า
- Friendly เป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นและสะดวกสบายเมื่อเข้ามาในร้าน
- Creativity มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่แบรนด์ยืดเปล่า ยึดถือในการออกแบบและการพัฒนาสินค้า
สิ่งที่ทำให้ SOS เติบโตและประสบความสำเร็จในธุรกิจ คือความหลากหลายของสินค้า ที่มีให้เลือกมากมาย โดย SOS มุ่งมั่นที่จะนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลายๆ กลุ่ม เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ
Key success ที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ
Moshi Moshi
การบริหารจัดการแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จในแบบของ Moshi Moshi เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนในหลายมิติ ตั้งแต่การสร้างทีมงาน การขยายสาขา และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ปัจจุบันมีมากกว่า 160 สาขา ทั่วประเทศ และมีสินค้ามากกว่า 20,000 SKU
Key success ที่ทำให้แบรนด์ยืดเปล่าประสบความสำเร็จ
1. มีสินค้าที่ดี ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้
2. บริการที่ต้องเป็นมาตรฐาน
3. เข้าใจเครื่องมือการตลาด
“ตั้ง Goal และเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น”
คุณทะนงศักดิ์บอกว่านั่นคือแนวทางที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพราะกรณีของคุณทนงค์ศักดิ์ ที่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์และต้องใช้ครูพักลักจำ ในการเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเช่น การขยายสาขาให้ได้ 100 สาขาภายใน 5 ปี การเป็นแบรนด์มหาชน อีกทั้งต้องเรียนรู้จากร้านที่ประสบความสำเร็จ โดยการสังเกตสิ่งที่พวกเขาทำ เค้าทำยังไงและสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าในร้านอย่างไร
การบริหารแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ มีความกดดันไม่ต่างกัน แต่ต้องทำยังไงให้มันมีความยั่งยืน
เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับ Gen Z คุณทะนงศักดิ์เผยว่ามีความยากแต่ก็มีวิธีการรับมือ เราปรับวิธีการสื่อสาร มีพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น
คุณอริยะ เล่าว่าในมุมของแบรนด์ที่ SOS ดูแลและบริหาร ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้มาจากการทำการตลาดหรือการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกสินค้า ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า
การใส่ใจของ SOS หมายถึงการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและการตอบสนองอย่างตรงจุด ไม่ว่าในอดีตจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงต้องใส่ใจในคุณภาพของสินค้าและการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

Challenge ในการทำแบรนด์นับจากนี้
คุณอชิระ มองว่าตลาดคงหนีไม่พ้นเรื่องของการแข่งขัน ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในวิธีการรับมือคือการกลับไปสำรวจและปรับปรุงองค์ประกอบ 4P (Product, Price, Place, Promotion) เพื่อให้แบรนด์ยังคงเติบโตและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณทะนงศักดิ์ มองว่าคงเป็นเรื่องของออนไลน์และอัลกอริธึมที่เปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลต่อการมองเห็นของแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้า เราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริธึมอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสม อีกทั้งมีเรื่องของ ค่า GP ที่สูงขึ้น เราต้องทำยังไงให้สินค้าสามารถตอบโจทย์ได้อยู่เรื่อยๆ มีมาตรฐาน
คุณอริยะ มองว่าคงเป็นเรื่องของผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้กำลังซื้อของคนลดลง ลูกค้าต้องใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อสินค้านานขึ้นกว่าเมื่อก่อน อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบราคาหรือเลือกซื้อสินค้าลดราคามากขึ้น จึงต้องเน้นคุณค่าในสินค้า เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการ และสร้างประสบการณ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ธุรกิจจะยังคงสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนแม้ในยุคเศรษฐกิจที่ผันผวน