หากมองย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ที่เซ็นทรัลพัฒนาลงทุนเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้าในปี 2018 แล้วจะพบว่า เป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับการ Repositing ภูเก็ตให้ก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมกับวางหมุดหมายให้ก้าวขึ้นไปเป็น Top Destination for Global Jetsetter เทียบชั้นเมืองตากอากาศหรูระดับโลกอย่างฮาวาย, โมนาโก, ซานโตรินี, ไมอามี
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมืองท่องเที่ยวสุดหรูเหล่านี้มีองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับภูเก็ต อาทิ ความสวยงามของชายหาด, World-class Infrastructure เพื่อการท่องเที่ยว, สิ่งอำนวยความสะดวก, โรงแรมและรีสอร์ตระดับอัลตร้า ลักชัวรี่, กิจกรรมไลฟ์สไตล์หรู และที่สำคัญที่สุดคือการช้อปปิ้งแบรนด์หรูและประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก
ภูเก็ตยังเติบโตต่อเนื่องทั้งในด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว คาดการณ์รายได้ภาคการท่องเที่ยวปี 67 แตะ 5 แสนล้านบาท “New high” โตจากปี 66 ที่ 28% โดยในปี 66 มีรายได้จากภาคท่องเที่ยว 388,017 ล้านบาท
ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวมีเพิ่ม +16% (YoY) เป็นจังหวัดที่มี High Season ตลอดทั้งปี มีค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว 34,336 บาทต่อคน มากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากภูเก็ตถือว่าเป็นตลาดท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ที่นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายต่อหัวสูง มีจุดขายที่สำคัญคือทะเลอันดามันที่สวยติดอันดับโลกของประเทศ และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GPP Per capita) อันดับ 1 ของภาคใต้ อันดับ 12 ของประเทศ คาดว่า GDP ของจังหวัดภูเก็ตในปี 2024 จะเติบโตในระดับเกือบ 20% โดยถือว่าขยายตัวได้ดีกว่าภาพรวมของทั้งประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนา เจ้าของศูนย์การค้าแห่งนี้มองเห็นเทรนด์การเติบโตของตลาด รวมถึงช่องว่างที่ยังไม่มีรายใดเข้ามาทำตลาด จึงได้มีการลงทุนเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้าเมื่อปี 2018 ผ่านไป 6 ปีก็สามารถปักธงและกลายเป็นเดสทิเนชั่นของนักช้อปกระเป๋าหนัก
ความต่อเนื่องในการรุกตลาดนั้น ล่าสุดมีการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมและเติมเต็มลักชัวรี่แบรนด์ใหม่ๆ เข้าไป โดยขยายพื้นที่ในส่วนที่เป็นสินค้าลักชัวรี่เพิ่มขึ้น 20,000 ตร.ม. ซึ่งจะทำให้ศูนย์การค้าแห่งนี้ มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 180,000 ตร.ม. เป็น 200,000 ตร.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
การปรับโฉมทั้งหมดเริ่มลงตัว ทำให้ปัจจุบันเซ็นทรัล ภูเก็ตมีลักชัวรี่แบรนด์ทั้งหมด 15 แบรนด์ และภายในปี 67 จะเพิ่มเป็น 16 แบรนด์ ได้แก่ BALENCIAGA, BOTTEGA VENETA, BURBERRY, BVLGARI, CELINE, DIOR, GUCCI, HERMÈS, LOUIS VUITTON, OMEGA, PMT THE HOUR GLASS, PRADA, SAINT LAURENT, TIFFANY & CO., VERSACE, ZEGNA
โดยในปีนี้มีอัปเดตความเคลื่อนไหวของแบรนด์หรูต่างๆ ไล่ตั้งแต่ LOUIS VUITTON บูติกส่วนต่อขยายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ แบรนด์ PRADA เปิดบูติกใหม่ ขนาด 597 ตารางเมตร ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้น TIFFANY & CO. เข้ามาเปิดแฟลกชิพสโตร์
ส่วนแบรนด์ดังอย่าง BVLGARI ยังมาเปิดป๊อปอัพที่เผยโฉมครั้งแรกนอกกรุงเทพฯ รวมถึง CELINE เตรียมเปิดเดือนธันวาคมนี้ และยังมีแบรนด์ที่ Relocate อย่าง BOTTEGA VENETA, BALENCIAGA, YSL เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มแบรนด์สตรีทระดับโลก อย่าง Lululemon สาขาแรกนอกกรุงเทพฯ และ ZARA Flagship Store คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด ใหญ่ที่สุดใน South East Asia บนพื้นที่กว่า 1,800 ตารางเมตร มียอดขายเปิดร้านวันแรก (1 Nov) อันดับ 1 ในเอเชีย และปัจจุบันมียอดขายติดอันดับ 3 ของไทย รองจากกรุงเทพฯ สะท้อนศักยภาพเมืองเป็นศูนย์การค้าที่แบรนด์โลกเลือกปักหมุด
การเติมแบรนด์ใหม่ๆ เข้าไปในศูนย์ ช่วยเพิ่มตัวเลขคนหมุนเวียในสูงได้ค่อนข้างดี โดยทราฟฟิกปัจจุบันเฉลี่ย 80,000 คน/วัน คาดหลังขยายโซนนี้แล้วเสร็จจะเพิ่ม 25% เป็น 100,000 คน /วัน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 70% และคนไทย 30%
ขณะที่นักท่องเที่ยว 5 อันดับแรกที่เข้าใช้บริการศูนย์การค้า: Russia, China, USA, Singapore, Hong Kong โดยข้อมูลจาก The 1 พบว่า Spending per Visit ของ The 1 Member สูงกว่าศูนย์อื่น 5 เท่า และ Spending per visit ของ The 1 Exclusive สูงกว่าศูนย์อื่น 6 เท่า โดยสิ่งที่ดึงดูดให้คนมาช้อปแบรนด์เนมที่เซ็นทรัล ภูเก็ต คือมีสินค้า Rare Items ที่หาไม่ได้ที่อื่น

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกว่า เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟอเรสต้า เป็นตัวช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับภูเก็ต หลังจากที่มองย้อนไปมากกว่า 6 ปีที่แล้ว เมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ยังขาดในเรื่องของสถานที่ช้อปปิ้งระดับเวิลด์ คลาส ลักชัวรี่ เหมือนที่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกหลายๆ เมือง
เขาบอกว่า หลังจากเปิดมา 6 ปีเต็ม และมองเห็นทิศทางการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จึงได้ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง โดยได้ขยายพื้นที่ฝั่งฟลอเรสต้า จากเดิม GFA 180,000 ตร.ม. เป็น 200,000 ตร.ม. เพิ่มขึ้น 20,000 ตร.ม. แบ่งเป็น Ultra Luxury Brands and Bridge Line รวมทั้งสิ้น 25 แบรนด์ โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้น 16 แบรนด์ถือเป็น Luxury Mall ที่รวมแบรนด์หรูมากที่สุด หนึ่งเดียวนอกกรุงเทพฯ
เขาบอกอีกว่า เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้าจะเข้ามาช่วยส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของตลาด Luxury ไทยเติบโตที่มีมูลค่ากว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดการณ์การเติบโตเฉลี่ย 6.15% ต่อปี จนถึงปี 2028 ซึ่งสูงกว่าตลาดในสิงคโปร์ โดย สินค้า Luxury ในไทยเน้นกลุ่มแฟชั่นเป็นหลัก เติบโตจากความต้องการในประเทศและอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย
“แม้ตลาดสินค้าหรูทั่วโลกชะลอตัว แต่ไทยกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง วัดได้จากเม็ดเงินโฆษณาแบรนด์หรูต่างๆ ที่ Target ในไทยโตถึง 214% ในครึ่งปีแรกของปี 67 สูงที่สุดในเอเชีย ซึ่งแบรนด์หรูระดับโลกหลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้ KOLs ไทยในฐานะ Brand Ambassador สะท้อนอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะกับกลุ่ม Young Gen ที่เริ่มยกระดับการช้อปปิ้งของตัวเองมาสู่การช้อปสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น”

ส่วนการทำตลาด Luxury ในจังหวัดภูเก็ตนั้น ดร.ณัฐกิตติ์ บอกว่า นอกจากการปรับเพิ่มพื้นที่และเพิ่มแบรนด์แล้ว สิ่งที่จะทำควบคู่กันก็คือการทำตลาดร่วมกับ Luxury Brand ทั้งในแง่ของการทำ CRM และการจัดกิจกรรมการตลาด โดยเฉพาะในส่วนหลังนี้จะมีการร่วมมือกับ Luxury Brand ทำกิจกรรมที่รวมถึงการเชิญลูกค้าเข้ามาร่วมในปาร์ตี้ หรืองานเปิดตัวคอลเลค ชั่นใหม่ๆ ที่จัดขึ้นในศูนย์ โดยเขามองว่า สินค้ากลุ่ม Luxury เป็นเรื่องของการตอบสนองด้านอารมณ์ของลูกค้า การตัดสินใจซื้อ จะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกับ Emotional ซึ่งการทำกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าว จะเข้ามาช่วยกระตุ้น
เช่นเดียวกับเรื่องของการทำ CRM ที่ต้องมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าในรูปแบบที่แตกต่างและไม่สามารถหาได้จากที่อื่น โดยลูกค้าที่เป็น Top Spender อย่างการช้อป 8 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิ์ในการไปทัวร์ชมแสงเหนือ หรือลูกค้าที่ช้อป 2 ล้านบาทต่อปี จะมีรถลีมูซีนรับส่งตลอดทริปที่มาภูเก็ต เป็นต้น โดยเฉลี่ยแล้ว ลูกค้าที่มี The 1 จะมีการช้อปเฉลี่ยต่อปีประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งเซ็นทรัล ฟลอเรสต้า ภูเก็ตถือเป็นศูนย์ที่สมาชิก The 1 มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดของศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนาทั้งหมด
นอกจากนี้ เซ็นทรัล ภูเก็ตยังมีการฉลอง 6 ปี ในฐานะลักชัวรี่เดสทิเนชั่นระดับโลก ด้วยการทำแฟชั่นฟิล์มพิเศษที่ถ่ายทำในสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วภูเก็ต โปรโมทการท่องเที่ยวของจังหวัด ด้วยคอนเซ็ปต์ “LIVE. LUXE. LOVE.” ไล่เลียงตั้งแต่ LIVE: เพราะภูเก็ตมีชายหาดที่สวยติดอันดับโลก มี Facilities ครบสำหรับ Expat มีอากาศดีตลอดทั้งปี เปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของ Long Stay Tourist LUXE: มี Infrastructure รองรับลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ อาทิ สนามบินนานาชาติ, ท่าเรือยอชท์, โรงแรมหรู, Dining Experience ระดับโลก และ LOVE: เป็นเมืองที่โรแมนติกของคู่รักทั่วโลก Dream Destination ที่ต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต โดยจะเป็นหนังโฆษณาที่ถูกโปรโมตไปยังสื่อต่างๆ ภายในสนามบิน และสื่อระดับโลก เพื่อช่วยจุดกระแสอีกทางหนึ่ง
“ตลาดสินค้า Luxury ในภูเก็ต ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขการเติบโตที่ประมาณ 10 – 15% ถือว่าเติบโตมากกว่การเติบโตในภาพรวมของตลาดที่เติบโตเฉลี่ย 6.15% เราวางเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 2 ปีหลังจากการรีโนเวท เพิ่มแบรนด์ เพิ่มพื้นที่ขายแล้ว เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้าจะก้าวขึ้นไปเป็น Super Luxury Mall แข่งกับทั่วโลก หลังจากที่ตลาด Luxury ของบ้านเราสามารถแซงหน้าฮ่องกง และสิงคโปร์ได้สำเร็จมาแล้ว” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวสรุป ทิ้งท้าย