อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความสะอาดอีกด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งพันธ์รบเคยเล่าเคล็ดลับให้ฟังว่า ตอนที่เขาทำร้านเอง มีการซื้อผ้าขี้ริ้วมาร่วม 10 ผืน ก่อนนำมาแยกสี แยกเช็ด สีนี้สำหรับเช็ดโต๊ะ สีนี้สำหรับเช็ดชาม โดยเขาไม่ได้อยากสื่อว่าร้านของชายสี่อร่อยกว่าร้านอื่นอย่างไร แต่อยากสื่อว่าร้านชายสี่ มีผ้าขี้ริ้วสะอาดที่สุดในโลก โดยเอาผ้าขี้ริ้วเป็นอาวุธประจำตัวในการขายชายสี่ ขายไปเช็ดไป เช็ดแล้วซัก ซักแล้วเช็ด ถูถู เช็ดเช็ด ช่วงไหนไม่มีลูกค้า เขาจะนำผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะ พอมีลูกค้าเดินผ่าน จะใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดตู้ให้มีเสียงดัง จนลูกค้าหันมามอง เห็นกำลังเช็ดทำความสะอาดตู้ ย่อมเกิดความประทับใจ ว่าเป็นร้านที่ใส่ใจความสะอาดมากเหลือเกิน
เป็นเคล็ดลับง่ายๆ แต่สร้าง Perception ที่ฝังหัวลูกค้าในย่านนั้นว่า ร้านนี้เรื่องของความสะอาดไม่ได้เป็นรองใคร ซึ่งการมีประสบการณ์จริงจากการเป็นผู้ขายเองทำให้สามารถค้นคิดกลยุทธ์การทำตลาดที่ไม่มีอยู่ในตำรา แต่สามารถใช้ได้จริงในสนามแข่งขัน
เผชิญหน้าคู่แข่ง
ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนพันธ์รบเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงมุมมองของการแข่งขันในตลาดนี้ว่า “การแข่งขันแข่งกันที่ความคิด ขายบะหมี่ ขายลูกชิ้น ใครก็ทำได้ มันจึงต้องแข่งกันที่เจ้าของบริษัท แข่งที่มุมความคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร จะไปทิศทางไหน วิธีในการดำเนินงานคืออะไร โปรโมชั่นเป็นอย่างไร ราคาเป็นอย่างไร และคุณภาพเป็นอย่างไร”
มุมมองดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการทำตลาดของชายสี่ที่เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วต้องเผชิญกับการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างซีพีเอฟที่เข้ามาในตลาดนี้ด้วยการเปิดตัวบะหมี่เกี๊ยวห้าดาวเข้ามาในตลาดนี้
การต่อยอดธุรกิจจากที่เคยเป็นแค่ร้านขายไก่ย่างและไก่ทอดธรรมดา มาสู่ร้านที่ขายอาหารที่มีความหลากหลายมากขึ้นแต่ยังคงจุดแข็งในแง่ของการนำผลิตภัณฑ์จากไก่เข้ามาเป็นส่วนประกอบหลัก
ห้าดาว มีการขยายไลน์ ร้านบะหมี่ ข้าวมันไก่ รวมถึงร้านไฟว์สตาร์ฟู้ดที่เป็นร้านที่ขายอาหารประเภทข้าว อย่างเช่น ข้าวผัดปูและกะเพราไก่ เป็นต้น โดยการขยายไลน์ทั้งหมดยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของวัตถุดิบที่ทางซีพีเอฟมีการผลิตขึ้นมา
ในช่วงที่ผ่านมา ซีพีเอฟ มีการวางแนวทางการดำเนินธุรกิจไว้อย่างชัดเจน หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักก็คือในอนาคต สินค้าที่ซีพีเอฟนำเสนอให้กับผู้บริโภคนั้น จะเน้นในเรื่องของแบรนด์มากกว่า ตัวคอมมอดิตี้ โปรดักต์ ซีพีเอฟจึงให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างแบรนด์ ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในตัวสินค้าที่เป็นตัวพร้อมรับประทาน เครื่องมือในการสร้างแบรนด์ รูปแบบต่างๆ จึงถูกระดมใส่เข้าไป ไม่เว้นแม้แต่ กิจกรรมเพื่อสังคมอย่างซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ซีพีเอฟยึดถือปฏิบัติมาช้านาน ยังถูกนำมาทำให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
การให้ความสำคัญกับสินค้าพร้อมรับประทาน กลายเป็นแนวทางที่ซีพีเอฟเน้นหนักในการทำตลาดรวมถึงตัวไก่ย่างห้าดาวที่ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของซีพีเอฟ
สำหรับร้านบะหมี่เกี๊ยว ห้าดาว ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ตัวใหม่ที่เปิดตัวในช่วงนั้น ห้าดาวลงตลาดด้วยความมั่นใจถึงแนวโน้มของการขยายตัวว่าจะมีไม่แพ้แฟรนไชส์ตัวอื่นๆของห้าดาว เพราะหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจคนไทยเริ่มมีการปรับตัวและต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองมากขึ้น และร้านอาหารก็เป็นแนวทางการทำธุรกิจที่ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อนมากนัก โดยในรายละเอียดของร้านนั้น จะมีเมนูบะหมี่อยู่ 6 รายการหลัก อาทิ หมูแดง ไก่ เกี๊ยวกุ้ง มีราคาขายตั้งแต่ 35 บาทต่อชามขึ้นไป งบลงทุนต่อสาขาประมาณ 20,000 บาท ใช้เวลา 3 – 4 เดือนในการคุ้มทุน
แม้จะเข้าตลาดทีหลังผู้นำตลาดแฟรนไชส์ร้านบะหมี่อย่าง ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว แต่ด้วยความเป็นยักษ์ใหญ่ของซีพีเอฟ ที่มีหน่วยสนับสนุนอย่างดีเป็นกองทัพ ทำให้ร้านบะหมี่ห้าดาว ถูกจับตามองอย่างมากว่าจะเข้ามาเขย่าบัลลังก์ที่องค์ชาย 4 ครองอยู่
โดยเฉพาะถ้ามองในเรื่องของความหลากหลายด้านรายการอาหารที่มีการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านทางตัวอาหารพร้อมรับประทานของค่ายซีพีเอฟ ที่สามารถนำมาต่อยอดผ่านร้านบะหมี่ของตัวเองได้ตลอดเวลาซึ่งนั่นถือเป็นแต้มต่ออย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเปิดร้านอาหาร คงหนีไม่พ้นในเรื่องของรสชาติและทำเลที่ตั้ง ซึ่งในส่วนหลังนี้ การมีเครือข่ายร้านค้าปลีกอย่าง 7 – อีเลฟเว่น และซีพีเฟรชมาร์ทหนุนหลัง น่าจะทำให้การขยายสาขาของร้านบะหมี่ห้าดาวทำได้เร็วขึ้น
ขณะที่ แฟรนไชส์ตัวอื่นๆ ของห้าดาว น่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำให้ผู้บริโภครู้จักและคุ้นเคยกับแบรนด์บะหมี่ห้าดาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนั่นน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับคู่แข่งขันอย่างชายสี่ในการรับมือกับการรุกของห้าดาวในครั้งนี้
จุดแข็งของร้านบะหมี่ห้าดาวก็คือ การไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงนักในช่วงเวลานั้น คือลงทุนเฉลี่ยแค่ 20,000 บาท เทียบกับแฟรนไชส์ของรายอื่นๆ ที่มีประมาณ 40,000 – 50,000 บาท ถือว่าใช้เงินลงทุนต่ำกว่ากันถึงครึ่งต่อครึ่ง นอกจากนี้ การทำการตลาดเชิงรุกของห้าดาวยังมีส่วนช่วยในการสนับสนุนการขายให้กับร้านแฟรนไชส์ โดยห้าดาวมีการใช้งบการตลาดสูงถึง 130 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์โดยเฉพาะฃ
เชื่อว่า การแข่งขันในตลาด จะเป็นแรงผลักดันให้เจ้าตลาดอย่างชายสี่มีการปรับตัว ซึ่งสิ่งที่เห็นชัดเจนสุดในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การขยายไลน์ธุรกิจของตัวเองไปสู่แฟรนไชส์อาหารประเภทอื่นๆ มากขึ้น อย่างตัวอาหารสำหรับมุสลิม หรือตัวแฟรนไชส์ขนมจีบซาลาเปา ซึ่งในส่วนแรกน่าจะเป็นการรองรับตลาดที่ไม่มีพรมแดน โดยมองว่าถึงเวลาแล้วที่ราชันข้างถนนอย่างชายสี่จะขยับตัวเองออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น หลังจากที่เริ่มมีการขายแฟรนไชส์เข้าไปในประเทศเขมรและลาวในช่วงที่ผ่านมา
ถือเป็นแรงส่งที่เกิดจากการแข่งขัน และกลายเป็นอีกสีสันของการตลาดข้างทางของบ้านเรา......