การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของแบรนด์ร้านอาหาร “นักล่าหมูกระทะ” ของบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัดเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างชินคันเซ็น ซูชิ ที่มีบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “ซีอาร์จี” ถือหุ้นอยู่ 51%นั้น กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เล่นรายนี้หันมาเทน้ำหนักในการรุกตลาดของร้านอาหารในเครือแบรนด์นี้มากขึ้นในปี 2568 นี้ โดยมีแผนที่จะลงทุนขยายสาขาเพิ่มขึ้น 10 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 12 สาขา
นั่นจะทำให้ นักล่าหมูกระทะ กลายเป็น “สตาร์” ของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ที่จะถูกปั้นขึ้นมาเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในช่วง 3 ปีถัดจากนี้ไป โดยในปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของนักล่าหมูกระทะจะมีประมาณ 17% ของรายได้รวมบริษัท และน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปีนี้ จากเหตุผลในเรื่องของการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ย้อนไปเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด มองเห็นโอกาสทางการตลาดของร้านอาหารประเภทหมูกระทะที่ยังไม่มีผู้เล่นรายไหนนำมาเปิดในห้างหรือในศูนย์การค้า โดยมองเห็น Pain Point ของลูกค้าที่เวลาใช้บริการร้านหมูกระทะข้างทาง มักจะพบกับปัญหาความร้อนและกลิ่นควันติดตัว จึงเปิดให้บริการในรูปแบบของร้านหมูกระทะติดแอร์ และฮู้ดดูดควัน แม้จะไม่ได้นำรูปแบบบุฟเฟต์มาเป็นตัวขาย แต่ก็มีการนำเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคาเข้ามาเป็นจุดขายหนึ่ง โดยมีบริการฟรีบาร์ผักและน้ำจิ้มที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกทานได้ไม่อั้น

ต้องบอกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นที่มาของการเดินหน้าลงทุนขยายสาขาเพิ่มขึ้นถึง 10 สาขาในปีนี้ มาจากการมองเห็นไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคน Gen Z ที่เปลี่ยนไป โดยในปัจจุบันนี้มีการรับประทานอาหารมากกว่า 3 มื้อ บางคนบริโภคถึง 5 มื้อต่อวัน
การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ส่งผลให้ร้านอาหารที่เปิดให้บริการจนถึงตี 5 ต่างก็มีการเติบโตของยอดขายค่อน ข้างดี ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการประสบความสำเร็จของสุกี้ตี๋น้อย ที่เป็นเชนร้านอาหารประเภทสุกี้แบรนด์แรกๆ ที่มองเห็น โอกาสทางการตลาดตรงนั้น และปรับเกมหันมาเปิดให้บริการตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงตี 5 ในหลายสาขา
เป็นการมองเห็น Pain Point ของคนทำงานกลางคืน ที่ส่วนใหญ่หลังเลิกงานแล้ว ไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการ มากนัก การเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยแก้ Pain Point ให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ทำให้สุกี้ตี๋น้อยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
แต่การเข้ามาเล่นกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าตรงนี้ ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถเข้ามาตอบโจทย์พวกเขาได้ ซึ่งนักล่าหมูกระทะเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวนี้ เริ่มตั้งแต่การนำเสนอความคุ้มค่าคุ้มราคา ที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนกินจากร้านหมูกระทะข้างทางมาสู่ร้านติดแอร์ในห้าง

ทำให้ปัจจุบันการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อบิลของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจากการให้ข้อมูลของ ชนวีร์ หอมเตย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ที่บอกว่า ปัจจุบันตัวเลขต่อบิลจะอยู่ที่ 269 บาท มีค่าเฉลี่ยในการใช้บริการประมาณ 0.8 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกับร้านชินคันเซ็น ซูชิ แบรนด์หลักในเครือ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการเลือกพื้นที่ในการเปิดสาขานักล่าหมูกระทะ มีการเลือกเปิดสาขาส่วนใหญ่ในศูนย์การค้าประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีการเปิดให้บริการทั้งวัน เพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการหลัง 22.00 น. ได้ โดย ชนวีร์ บอกว่า ค่าเฉลี่ยในการรอคิวของลูกค้าที่มาหลัง 4 ทุ่ม มีสูงถึง 70% เลยทีเดียว
จำนวนสาขาทั้งหมด 12 สาขาที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีเพียงสาขาเดียวคือสาขาฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ที่เปิดปิดตามเวลาห้าง ส่วนที่เหลือจะเป็นสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ และสาขาในศูนย์การค้า MBK ที่เปิดได้ถึงตี 3 โดยมี 2 สาขาที่เปิดในเชียงใหม่ และขอนแก่น ซึ่งเป็นเสมือนการทดสอบตลาดว่าไปได้หรือไม่
โดยเป้าหมายส่วนหนึ่งของการเปิดสาขาใหม่มีการมองที่ต่างจังหวัดด้วย ซึ่งผู้บริหารของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป บอกว่า การออกไปต่างจังหวัดจะไปพร้อมกับแบรนด์ชินคันเซ็น ซูชิ เพราะสามารถใช้การสนับสนุนในเรื่องของการบริหาร ซัพพลายเชน โดยเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ด้วยกันได้ โดยส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการขยายสาขาเข้าไปในโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในกลุ่มเซ็นทรัลด้วยกัน

ยอดขาย 2,100 ล้านบาทที่เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ทำได้ในปี 2567 ที่ผ่านมานั้น มาจากแบรนด์ชินคันเซ็น ในสัดส่วน 75% นักล่าหมูกระทะ 17% นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ 5.5% และอีก 1% มาจากคัตสึมิโดริ ซูชิ ส่วนในปีนี้ที่การรุกตลาดจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาของนักล่าหมูกระทะเพิ่มมากขึ้นถึง 12 สาขา ทำให้สัดส่วนรายได้จาก แบรนด์นี้จะเพิ่มเป็น 20% ชินคันเซ็น 65% นามะ 5% และคัตสึมิโดริ ซูชิอีก 10%
ส่วนในปีนี้ มีการวางเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 30% ทำให้จะปิดปีด้วยยอดขายรวม 2,800 ล้านบาท ในจำนวนนั้น จะเป็นสัดส่วนของแบรนด์ชินคันเซ็น ซูชิ 65% นักล่าหมูกระทะ 20% นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ 5% และ คัตสึมิโดริ ซูชิอีก 10%
นักล่าหมูกระทะ ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างแบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ดาวรุ่งที่มีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับการเป็นแบรนด์ที่สามารถขยายสาขาออกไปในต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างอย่างหมูกระทะก็เป็นประเภทอาหารที่สามารถเปิดให้บริการในช่วงเวลาหลัง 3 ทุ่มได้ ซึ่งจะทำให้มีช่วงเวลาการขายที่ยาวนานขี้น
นั่นคือเหตุผลสนับสนุนชั้นดีว่า ทำไมจึงมีการเดินหน้าลงทุนเปิดสาขาใหม่ถึง 10 สาขาภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นการลงทุนขยายสาขาที่มากที่สุดตลอดช่วงเวลากว่า 2 ปีที่แบรนด์นี้ก่อกำเนิดมา....