ความน่าสนใจของตลาดร้านอาหารประเภทปิ้งย่าง ไม่ได้อยู่แค่การมีขนาดของตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ คือมีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
แต่สิ่งที่เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามองก็คือการเติบโตของแบรนด์ร้านปิ้งย่างหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเสียบในช่องว่างของตลาดได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะในมุมของการเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ การใช้บริการร้านอาหารประเภทหมูกระทะหลัง 4 ทุ่มของคนเจนซี ที่กำลังมีทิศทางการขยายตัวค่อนข้างดี โดยแบรนด์น้องใหม่อย่าง “นักล่าหมูกระทะ” ของบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างชินคันเซ็น ซูชิ ที่มีบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “ซีอาร์จี” ถือหุ้นอยู่ 51% รวมถึงแบรนด์ “หมูสองชั้น” จากค่าย “ชายสี่ คอร์ปอเรชั่น” ที่รุกเข้ามาร่วมแชร์ตลาดด้วยการเปิดร้านหมูกระทะติดแอร์ในศูนย์การค้าแนวคอมมูนิตี้มอลล์
สิ่งน่าสนใจก็คือการขยายไลน์ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างในรูปแบบของ “บาร์บีคิว” ของ 2 แบรนด์สุกี้น้องใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย” และ “ลัคกี้ สุกี้” ที่เข้ามาเล่นในตลาดนี้ด้วยรูปแบบการขายแบบบุฟเฟ่ต์ในราคาต่อหัวเริ่มต้นที่ 299 บาท ทำให้ถูกมองว่า จะสามารถเข้ามาเขย่าตลาดนี้ได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ทำได้ค่อนข้างดีในตลาดสุกี้ จนทำให้แบรนด์ใหญ่อย่าง เอ็มเค ต้องเปิดตำรารับมือแทบไม่ทัน
หมูกระทะติดแอร์ มาแรง
ทำไม ตลาดนี้จึงน่าสนใจ
คำตอบก็คือ “หมูกระทะ” ถือเป็นประเภทของร้านอาหารที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย ถึงขนาดมีคำเปรียบเปรยว่า “หมูกระทะ จะเยียวยาทุกสิ่ง” ซึ่งที่ผ่านมา คนไทยคุ้นเคยกับร้านอาหารประเภทนี้ จากการเปิดให้บริการนอกห้างเป็นหลัก
แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด มองเห็นโอกาสทางการตลาดของร้านอาหารประเภทหมูกระทะที่ยังไม่มีผู้เล่นรายไหนนำมาเปิดในห้างหรือในศูนย์การค้า จึงเปิดตัวแบรนด์ “นักล่าหมูกระทะ” ขึ้นมา จากการมองเห็น Pain Point ของลูกค้าที่เวลาใช้บริการร้านหมูกระทะข้างทาง มักจะพบกับปัญหาความร้อนและกลิ่นควันติดตัว

ร้านหมูกระทะให้บริการในรูปแบบของร้านหมูกระทะติดแอร์ และฮู้ดดูดควันภายใต้แบรนด์ นักล่าหมูกระทะ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้จะไม่ได้นำรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาเป็นตัวขาย แต่ก็มีการนำเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคาเข้ามาเป็นจุดขายหนึ่ง โดยมีบริการฟรีบาร์ผักและน้ำจิ้มที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกทานได้ไม่อั้น
ที่สำคัญ การเลือกทำเลในการเปิดส่วนใหญ่ในศูนย์การค้าประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีช่วงเวลาเปิด - ปิด ยาวนานกว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่ทั่วไป โดยคอมมูนิตี้มอลล์ส่วนใหญ่ เปิดให้บริการถึงตี 3 ทำให้สามารถเข้ามารองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้บริการหลัง 4 ทุ่มได้เป็นอย่างดี
ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้มักจะมีรูปแบบการรับประทานอาหารมากกว่า 3 มื้อต่อวัน โดยเฉพาะการรับประทานมื้อดึก ถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เมื่อนักล่าหมูกระทะมีการขยับเข้ามาเปิดสาขาในเมือง คือศูนย์การค้า MBK ที่เปิดให้บริการถึงตี 3 จึงได้รับการตอบรับค่อนข้างดี และกลายเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขาย
การเข้ามาเล่นกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าตรงนี้ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถเข้ามาตอบโจทย์พวกเขาได้ ซึ่ง นักล่าหมูกระทะเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวนี้ เริ่มตั้งแต่การนำเสนอความคุ้มค่าคุ้มราคา ที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนกินจากร้านหมูกระทะข้างทางมาสู่ร้านติดแอร์ในห้าง
ทำให้ปัจจุบันการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อบิลของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจากการให้ข้อมูลของ คุณชนวีร์ หอมเตย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ที่บอกว่า ปัจจุบันตัวเลขต่อบิลจะอยู่ที่ 269 บาท มีค่าเฉลี่ยในการใช้บริการประมาณ 0.8 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกับร้านชินคันเซ็น ซูชิ แบรนด์หลักในเครือ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการเลือกพื้นที่ในการเปิดสาขานักล่าหมูกระทะ มีการเลือกเปิดสาขาส่วนใหญ่ในศูนย์การค้าประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีการเปิดให้บริการทั้งวัน เพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการหลัง 22.00 น. ได้ โดยชนวีร์บอกว่าค่าเฉลี่ยในการรอคิวของลูกค้าที่มาหลัง 4 ทุ่ม มีสูงถึง 70% เลยทีเดียว
จำนวนสาขาทั้งหมด 12 สาขาที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น มีเพียงสาขาเดียวคือสาขาฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ที่เปิดปิดตามเวลาห้าง ส่วนที่เหลือจะเป็นสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ และสาขาในศูนย์การค้า MBK ที่เปิดได้ถึงตี 3 โดยมี 2 สาขาที่เปิดในเชียงใหม่ และขอนแก่น ซึ่งเป็นเสมือนการทดสอบตลาดว่าไปได้หรือไม่
การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของแบรนด์ร้านอาหาร “นักล่าหมูกระทะ” ของบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัดเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างชินคันเซ็น ซูชิ ที่มีบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “ซีอาร์จี” ถือหุ้นอยู่ 51%นั้น กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เล่นรายนี้หันมาเทน้ำหนักในการรุกตลาดของร้านอาหารในเครือแบรนด์นี้มากขึ้นในปี 2568 นี้ โดยมีแผนที่จะลงทุนขยายสาขาเพิ่มขึ้น 10 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 12 สาขา
นั่นจะทำให้นักล่าหมูกระทะกลายเป็น “สตาร์” ของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ที่จะถูกปั้นขึ้นมาเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ในช่วง 3 ปีถัดจากนี้ไป โดยในปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของนักล่าหมูกระทะจะมีประมาณ 17% ของรายได้รวมบริษัท และน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปีนี้ จากเหตุผลในเรื่องของการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
เป้าหมายส่วนหนึ่งของการเปิดสาขาใหม่มีการมองที่ต่างจังหวัดด้วย ซึ่งผู้บริหารของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ปบอกว่า การออกไปต่างจังหวัดจะไปพร้อมกับแบรนด์ชินคันเซ็น ซูชิ เพราะสามารถใช้การสนับสนุนในเรื่องของการบริหารซัพพลายเชน โดยเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ด้วยกันได้ โดยส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการขยายสาขาเข้าไปในโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในกลุ่มเซ็นทรัลด้วยกัน
ยอดขาย 2,100 ล้านบาทที่เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ปทำได้ในปี 2567 ที่ผ่านมานั้น มาจากแบรนด์ชินคันเซ็นในสัดส่วน 75% นักล่าหมูกระทะ 17% นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ 5.5% และอีก 1% มาจากคัตสึมิโดริ ซูชิ ส่วนในปีนี้ที่การรุกตลาดจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาของนักล่าหมูกระทะเพิ่มมากขึ้นถึง 12 สาขา ทำให้สัดส่วนรายได้จากแบรนด์นี้ จะเพิ่มเป็น 20% ชินคันเซ็น 65% นามะ 5% และคัตสึมิโดริ ซูชิอีก 10%

ส่วนในปีนี้ มีการวางเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 30% ทำให้จะปิดปีด้วยยอดขายรวม 2,800 ล้านบาท ในจำนวนนั้นจะเป็นสัดส่วนของแบรนด์ชินคันเซ็น ซูชิ 65% นักล่าหมูกระทะ 20% นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ 5% และคัตสึมิโดริ ซูชิอีก 10%
นักล่าหมูกระทะ ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างแบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ดาวรุ่งที่มีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับการเป็นแบรนด์ที่สามารถขยายสาขาออกไปในต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างอย่างหมูกระทะก็เป็นประเภทอาหารที่สามารถเปิดให้บริการในช่วงเวลาหลัง 3 ทุ่มได้ ซึ่งจะทำให้มีช่วงเวลาการขายที่ยาวนานขี้น
เทรนด์การเติบโตที่ดีของร้านหมูกระทะในห้าง กลายเป็นอีกแม่เหล็กดึงดูดให้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาร่วมชิงชัยในตลาดนี้ อย่างในรายของร้านหมูสองชั้น ที่ชายสี่ คอร์ปอเรชั่นเข้าไปร่วมถือหุ้น โดยแบรนด์ร้านหมูกระทะรายนี้ มีจุดกำเนิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนขยายเข้ามาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา
หมูสองชั้น หมูกระทะ เปิดตัวสาขาแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2011 หลังจากนั้นได้ขยายสาขาเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่ห้าง I’m Park ซึ่งเป็น Lifestyle Mall ใจกลางสามย่าน สร้างความแตกต่างจากหมูกระทะทั่วไปในท้องตลาด ด้วยการนำเสนอหมูกระทะบุฟเฟ่ต์ห้องแอร์ราคาย่อมเยา เพียง 219 บาท รับประทานได้ไม่อั้น 2 ชั่วโมงเต็ม ส่วนสาขาที่ 2 เปิดที่ศูนย์การค้าเดอะพร้อม ดินแดง
อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารประเภทนี้ มักจะมีคิวรอค่อนข้างนาน ทำให้หมูสองชั้นมีการอำนวยความสะดวกและสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าระหว่างรอคิว ทางร้านได้จัดเตรียมเก้าอี้นวดไฟฟ้าและเครื่องเกม Nintendo เพื่อให้ลูกค้าได้ผ่อนคลายและเล่นสนุกก่อนจัดหนักกับของอร่อยอีกด้วย
เช่นเดียวกับการขยายไลน์เข้ามาเล่นในตลาดปิ้งย่างของทั้งสุกี้ตี๋น้อย และลัคกี้ สุกี้ ถือเป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจ ไม่น้อย แน่นอนว่า นอกจากนี้ร้านอาหารประเภทปิ้งย่างยังสามารถใช้ซัพพลายเชนร่วมกันกับร้านสุกี้ ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ต่ำลงแล้ว การขยายไลน์ในครั้งนี้ยังสามารถอาศัยแบรนด์หลักที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในเจนใหม่ๆ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น โดยสุกี้ตี้น้อยเปิดร้านบาร์บีคิว ตี๋น้อยไปแล้ว 2 สาขา คือสาขาเลียบด่วนราม และสาขาแจ๊ส กรีน วิลเลจ คู้บอน คอมมูนิตี้มอลล์ของกลุ่มเจมาร์ท ที่ถือหุ้นในสุกี้ตี๋น้อยด้วย ทำให้เข้ามาเป็นอีกแรงผลักดันในเรื่องของการขยายสาขาได้ไม่มากก็น้อย
ขณะที่ลัคกี้ บาร์บีคิว ปัจจุบัน เปิดไปแล้ว 5 สาขาคือ 1. ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ชั้น G Paradise Park ศรีนครินทร์ ใกล้กับ Villa Market 2. ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ชั้น 1 โลตัส บางใหญ่ 3. ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ชั้น 2 เอ็มที คูคต ไลฟ์สไตล์มอลล์ 4. ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ชั้น 1 อยุธยา ซิตี้ พาร์ค 5. ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ชั้น 1 ท็อปส์ สาธุประดิษฐ์ 49
โดยในปีนี้ นอกจากจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั้งร้านสุกี้และบาร์บีคิวอีก 16-20 สาขา ทั้งรูปแบบบุฟเฟ่ต์สุกี้และ บาร์บีคิวที่เปิด 2 แบรนด์ในร้านเดียวกัน หรือเปิดแยกร้านแต่อยู่ในทำเลเดียวกัน บนโลเคชันที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และขยายไปยังหัวเมืองที่มีศักยภาพ เช่น ในเดือนมีนาคมเปิดสาขาแรกในต่างจังหวัด ที่สระบุรี ก่อนที่จะขยายไปยังโคราชและขอนแก่น
ทั้งหมดนั้นจะเป็นอีกการจุดกระแสการแขงขันในตลาดปิ้งย่างที่น่าจะเข้ามาช่วยเขย่าแบรนด์เดิมๆ ในตลาดนี้ได้ ไม่มากก็น้อย....