“เมืองไทยประกันชีวิต” เป็นหนึ่งในองค์กรระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่มีการดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอดกว่า 7 ทศวรรษ และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่กำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยก่อนหน้านี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นแนวคิดแบบ Inside-out มาสู่การขับเคลื่อนแบบ Outside-in โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลาย (Diversity) ของลูกค้าเป็นหลัก
โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลากว่า 21 ปีที่ผ่านมา หลังจากการ Rebranding ครั้งใหญ่พร้อมการปรับภาพลักษณ์ใหม่ผ่าน Color Strategy ด้วยสัญลักษณ์สีบานเย็นกับการนำเสนอแนวคิดในเรื่องการบริหารความสุข (Happiness Means Everything) ที่เมืองไทยประกันชีวิตตั้งเป้าหมายจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของลูกค้าให้มีความสุข ช่วยบริหารความเสี่ยง สร้างโอกาสในการออมเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และสนับสนุนในทุกๆ เรื่องของการดูแลที่เป็นต้นทุนในเรื่องการดูแลสุขภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดแบบ Outside-in ที่ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง โดย Outside-in มาจากลูกค้า ส่วน Inside-out คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สอดคล้องไปกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ในปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีหนึ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้ม เพื่อตอบโจทย์ทุกความเป็นคุณในทุกช่วงของชีวิตอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากความสำเร็จด้านเบี้ยประกันภัยรับรวมกว่า 71,800 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับใหม่เติบโต 13% จากกลุ่มสินค้าหลัก อาทิ Shield Life (ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตแบบภายในระยะเวลาและประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์) เติบโต 42% และแบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง (รายเดี่ยว) เติบโต 24% เป็นต้น
เมืองไทยประกันชีวิต ยังมี Brand Image ที่แข็งแกร่งในด้านความน่าเชื่อถือ โดยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน ณ สิ้นปี 2567 มากกว่า 350% สูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA (tha) (Stable Outlook) ขณะที่ธุรกิจในภูมิภาค CLMV ยังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังมีคะแนน NPS (Net Promoter Score) มาตรฐานและดัชนีชี้วัดความภักดีและความพึงพอใจของลูกค้าที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นการประเมินความพึงพอใจในทุก Customer Journey โดยมีคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในทุกปี โดยล่าสุดเพิ่มจาก 58 คะแนน เป็น 75 คะแนน สอดคล้องกับผลสำรวจวิจัย 2025 Thailand's Most Admired Brand ครั้งล่าสุดที่ เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัลอันดับ 1 ในกลุ่มประกันชีวิตดิจิทัล (InsurTech) หมวดธนาคารและบริการทางการเงิน ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับและนึกถึงมากที่สุด
คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า ในปี 2568 เมืองไทยประกันชีวิตยังคงตอกย้ำตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการส่งมอบความสุขผ่านกลยุทธ์ “Boost Your Happiness by Our People” บูสต์ความสุขของคุณด้วยคนของเมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ (Professionalism & Expertise) ความโปร่งใสและความสะดวกสบาย (Transparency & Convenience) และความไว้วางใจ (Commitment & Trust) ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิต ประสบการณ์การบริการแบบไร้รอยต่อ (Seamless Experience) และคำมั่นสัญญาตลอดชีวิต (Lifelong Commitment) ผสานกันอย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ในทุกความเป็นคุณ
“ในการดำเนินธุรกิจและการปรับตัวของเมืองไทยประกันชีวิตไม่ได้มุ่งเน้นเรื่อง Market Share เพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมา เรามีการเตรียมพร้อมเพื่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมองว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไม่ควรมีผลิตภัณฑ์เพียงแบบเดียว เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราที่ปัจจุบันมีมากกว่า 3.8 ล้านคน”
โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญอย่างมากคือ Shield Life ซึ่งครอบคลุมทั้งการประกันชีวิต Unit-Linked และ Universal Life ที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย เช่น การวางแผนภาษีมรดก การคุ้มครองหนี้สิน และการลงทุน รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันโรคร้ายแรงที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ถือเป็นจุดแข็งที่เมืองไทยประกันชีวิตสามารถพัฒนาแบบประกันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย โดยเมืองไทยประกันชีวิตได้ให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยกระบวนการทำงานจะมีการรวบรวมและวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งคำชมและคำแนะนำต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาบริการ โดยมุ่งเน้นการเติบโตในหลายมิติ ทั้งธุรกิจใหม่ เบี้ยประกันต่ออายุ มูลค่าตลอดอายุสัญญา คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า ไปจนถึงเรื่องผลกำไรเพื่อนำเงินมาพัฒนางานในด้านต่างๆ ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

คุณสาระ กล่าวเสริมว่า เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้าพัฒนาองค์กรทุกภาคส่วน ด้วยการพัฒนาพนักงานและฝ่ายขายให้มีความสามารถรอบด้าน เพิ่มทักษะการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ผสมผสานอยู่ในทุกกระบวนการทำงาน (Data & AI Literacy) ทักษะด้านการสื่อสารและการบริหาร (Soft Skills) ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Expert Knowledge) และความเชี่ยวชาญในหลายมิติ (Cross-Domain Expert Knowledge) ควบคู่ไปกับสร้างความสุขจากภายในองค์กรให้กับ “คนของเรา” ที่มีความหลากหลายให้ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ “การส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าคนสำคัญ” ผ่านการวางแผนสำหรับทุกช่วงของชีวิต และการส่งต่อประสบการณ์ไร้รอยต่อผ่านบริการในช่องทางต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคนทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการให้บริการที่ครบวงจรและเข้าถึงได้ง่าย
"คนของเราหมายถึงทุกคนตั้งแต่ระดับบอร์ดบริหารไปจนถึงพนักงาน ตัวแทน และคู่ค้า ที่ร่วมกันสร้างความสุขให้กับลูกค้า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก องค์กรมีพนักงานกลุ่ม Gen Y ประมาณ 80% ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มีผู้อาวุโสจำนวนมาก ผมมองว่า ความหลากหลายมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่ ดังนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต้องตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง หรือกลุ่ม LGBTQ+ และการจะเข้าถึงความต้องการของลูกค้าเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องมีทีมงานที่เข้าใจและมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ”
ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นสิ่งสำคัญ พนักงานต้องมีทั้งองค์ความรู้ที่หลากหลาย ความเป็นมืออาชีพ และต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความสะดวกสบายของลูกค้า เพราะธุรกิจประกันคือเรื่องของความไว้วางใจ (Trust) เป็นหลัก โดยปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ก็มีภาระมากขึ้น และต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้น รวมถึงเรื่องความสะดวกสบาย (Convenience) คือปัจจัยสำคัญ ทั้งในด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน บริษัทจึงผสมผสานเรื่องเทคโนโลยีเข้าไปกับทุกส่วนของการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่ให้ความคุ้มครองแก่ลูกค้าในระยะยาว ดังนั้น เมืองไทยประกันชีวิตจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกก้าว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการ และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาล (ESG)
โดยเฉพาะ ด้านธรรมาภิบาล ที่เรื่องความโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจซื้อประกันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาบนพื้นฐานของความไว้วางใจ จึงไม่ใช่เรื่องที่จบเพียงกรมธรรม์เดียว แต่ต้องมีความผูกพันกันในระยะยาว ใน ด้านมิติสังคม บริษัทมีการพัฒนาแบบประกันภัยที่ช่วยตอบโจทย์การเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกคน (Democratize Insurance) พร้อมสร้างความรู้ด้านการวางแผนการเงินและประกันภัย (Financial & Insurance Literacy) ให้กับประชาชนทั่วไป และการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน และ ด้านมิติสิ่งแวดล้อม ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประกาศความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัท (ขอบเขตที่ 1 และ 2) ภายในปี 2573 (2030)

คุณสาระ กล่าวย้ำว่า ปีนี้ เมืองไทยประกันชีวิตจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง พร้อมการตั้งเป้าหมายในการทำให้สีบานเย็นบานสะพรั่งทั่วประเทศ โดยการยกระดับความสุขให้กับทุกคน ทั้งกลุ่มลูกค้า พาร์ตเนอร์ พนักงานและฝ่ายขายของเรา ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการขายต่างๆ
“เราจะเห็นสีบานเย็นรวมพลังกันอย่างแข็งแกร่ง เพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้เกิดขึ้นกับลูกค้าคนสำคัญของเราทุกคนอย่างยั่งยืน” คุณสาระ กล่าว