ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถยนต์ทั้งในกลุ่มครอบครัวและภาคธุรกิจ ที่ต้องการความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คนยุคใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์ทั้งจากญี่ปุ่น จีน และยุโรป ให้ความสำคัญกับการเข้ามาทำตลาดในกลุ่มนี้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรถยนต์ที่ตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์ใหม่ๆ
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด คือหนึ่งในผู้ทำตลาดรายหลักที่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดในกลุ่มรถ MPV โดยมีโปรดักต์เรือธงในรุ่น MITSUBISHI XPANDER ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาด และเป็นอันดับ 1 ในหมวด MPV ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยืนยันถึงการเป็นรถยนต์ยอดนิยมที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งเรื่องสมรรถนะการขับขี่ และความคุ้มค่าในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน รวมถึงอรรถประโยชน์ที่หลากหลายของรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้รถยนต์ MITSUBISHI XPANDER ทุกรุ่น ก้าวขึ้นเป็น Top of Mind Brand ที่คนไทยชื่นชอบและให้การยอมรับมาอย่างต่อเนื่อง

สอดคล้องกับผลสำรวจวิจัย 2025 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุดที่แบรนด์รถยนต์ “มิตซูบิชิ” ได้รับรางวัลอันดับ 1 ในหมวดยานยนต์ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์มิตซูบิชิยังได้รับรางวัลพิเศษ Brand Star Award ที่ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ยอดนิยมในกลุ่มรถ MPV ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย

คุณสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มิตซูบิชิสามารถรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์ MPV และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากองค์ประกอบสำคัญ 2 ปัจจัย คือ
1. ในด้านผลิตภัณฑ์: เราให้ความสำคัญในด้าน QC เป็นอย่างมาก โรงงานของเราที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 ทำการผลิตรถยนต์ทั้งเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และส่งออกไปกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของรถทุกคันที่ออกจากสายพานการผลิตจะต้องได้มาตรฐานของเรา และต้องได้มาตรฐานเพื่อการส่งออกอีกด้วย จึงทำให้ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในเรื่องมาตรฐานคุณภาพของรถยนต์มิตชูบิชิของเรา
2. ในด้านบริการหลังการขาย: ในปัจจุบันเรามีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 190 แห่ง ครบทั้ง 77 จังหวัด และมีคลังอะไหล่ภายในประเทศที่พร้อมให้บริการด้วยความตั้งใจและใส่ใจ ภายใต้แนวคิด “เราดูแล...คุณแค่ขับ” เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกท่าน
“ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิตจากโรงงานประกอบรถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลก ไปจนถึงปลายน้ำ คือผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 190 แห่ง ที่มุ่งมั่นส่งมอบคุณภาพและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ความไว้วางใจจากผู้บริโภคคือแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไปครับ”

ความโดดเด่นของรถยนต์มิตซูบิชิ ยังสะท้อนภาพผ่านการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้มข้น โดยปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประสบความสำเร็จกับแคมเปญการเปิดตัว MITSUBISHI XPANDER HEV ที่สามารถครองอันดับ 1 ด้านยอดขาย ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ เต็มเปี่ยมด้วยพลังและมั่นใจในทุกเส้นทางด้วย MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสานการทำงานของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) เพื่อการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้การตอบสนองที่ดี เร่งแรงทันใจด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแรงบิดสูงจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ ให้ความปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน และความปลอดภัยที่เหนือระดับจากระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำขณะเข้าโค้ง ให้ลูกค้ามั่นใจมากยิ่งขึ้น
คุณสาโรจน์ ยังมองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจาก Disruption ในมิติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ขณะเดียวกันยังมีอุปสรรคจากมาตรการอนุมัติสินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้น และภาวะเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปโดยหันมาให้ความสนใจในกลุ่มรถยนต์ “ไฮบริด” มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการประหยัดน้ำมัน และมีระดับราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย ไม่ต้องกังวลกับเรื่องจุดชาร์จไฟที่ไม่เพียงพอในกรณีใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
“จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กลายเป็นแรงผลักดันให้ MITSUBISHI XPANDER HEV เป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาดยานยนต์ และความต้องการของลูกค้า และจากความสำเร็จของ MITSUBISHI XPANDER HEV เราจึงต่อยอดขึ้นไปอีกระดับด้วยการเปิดตัว ALL-NEW MITSUBISHI XFORCE HEV รถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยจุดเด่นที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ทั้งด้านการออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายครบครัน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย”

สำหรับแผนงานสำหรับปี 2568 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงยึดแนวคิดในเรื่องของนวัตกรรมยานยนต์ที่เพียบพร้อม ทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย พร้อมขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจ จากรถหลากหลายรุ่น ภายใต้สโลแกน Drive Your Ambition โดยเป้าหมายปีนี้จะมุ่งเน้นการสานต่อความเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฮบริดในตลาด ด้วยการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะการเปิดตัว All-New Mitsubishi XFORCE HEV ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ในการรุกตลาดไฮบริด ด้วยดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันของตลาดรถยนต์ไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วยการให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพ และประสบการณ์การขับขี่มาโดยตลอด และไม่เคยลดทอนมาตรฐานเหล่านั้น เนื่องจากเป้าหมายของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ไม่ได้มีแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่สุดให้กับลูกค้า แต่ยังรวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังเน้นการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม CRM (Customer Relationship Management) เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่สอดคล้องกับ Core Value: “Everyday Adventure” สนุกกับการเดินทางในทุกวัน ด้วยความปลอดภัยและความสะดวกสบายทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร พร้อมสร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมิตซูบิชิ เสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการพัฒนาด้านคุณภาพ บริการหลังการขาย และกิจกรรม CRM ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่แข่งขันสูงและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว ทางบริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม และยกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้ามิตซูบิชิในทุกๆ วัน
คุณสาโรจน์ ย้ำว่า หัวใจสำคัญของแบรนด์รถยนต์มิตซูบิชิมาจากแนวคิดหลักที่เรียกว่า “Mitsubishi Motors-ness” หรือความเป็นมิตซูบิชิ มอเตอร์ส สะท้อนถึงจุดเด่นของแบรนด์ในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความมั่นใจในการขับขี่ ความสะดวกสบายทั้งกับผู้ขับและผู้โดยสาร รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย และยังคำนึงถึงเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกการพัฒนาไปพร้อมกัน “เราจะรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย แต่จะไม่หยุดไว้เพียงเท่านี้ เราจะพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจเลือกใช้รถยนต์ Mitsubishi ของเราครับ” คุณสาโรจน์ กล่าว