อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง วัดได้จากความสำเร็จของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ที่ทำยอดตั๋วในปีที่ผ่านมาสูงถึง 30 ล้านใบ พิสูจน์ได้อย่าชัดเจนว่าโรงภาพยนตร์ยังคงเป็นความบันเทิงอันดับต้นๆ ที่ผู้คนเลือก เพราะสามารถมอบประสบการณ์ดื่มด่ำที่ไม่สามารถเลียนแบบได้
แต่การฟื้นตัวที่ว่านี้ นอกจากโมเมนตั้มของพฤติกรรมที่คนนิยมออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นแล้ว ยังเกิดจากความพยายามมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์อย่างต่อเนื่อง นี่เองทำให้สามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดและมัดใจลูกค้าให้มีลอยัลตี้ ส่งผลให้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก้าวขึ้นสู่แบรนด์โรงภาพยนตร์ที่ 1 ในใจผู้บริโภคจาก 2025 Thailand’s Most Admired Brand ด้วย
คุณนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ใช้กลยุทธ์ Multi-tier Pricing ที่ทำขึ้นในหลายมิติ ทั้งในแง่ของราคาที่หลากหลายตามโลเคชัน โดยทำเลชานเมืองจะต่ำกว่าทำเลใจกลางเมือง ในขณะที่ทำเลต่างจังหวัดจะยังเป็น Everyday Low Price อีกด้วย แต่ไม่ว่าทำเลไหนๆ เราก็มีราคา MOVIEDAY ดูหนังวันพุธราคาถูก และถ้าเป็นนักเรียนยิ่งได้ใช้ราคา STUDENTPRICE ได้ และหนังบางเรื่องที่เรามีทำราคาพิเศษให้กับลูกค้าอยู่เรื่อยๆ
ในแง่ของการกระตุ้นความถี่ในการรับชมภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ใช้กลยุทธ์ Multi-tier Spender แบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อนำเสนอโปรโมชันตามพฤติกรรมการดูหนัง โดยกลุ่ม High-tier Spender จะทำผ่านบัตร M Pass ดูหนังไม่อั้น ราคา 250 บาท สำหรับนักเรียน และราคา 350 บาท สำหรับบุคคลทั่วไป ทำให้สามารถดูหนังทุกวันได้ ปัจจุบันมีฐานลูกค้าบัตร M Pass อยู่ที่ 3 แสนคน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5 แสนใบภายในสิ้นปี
กลุ่ม Mid-tier Spender ทำผ่านบัตร M Gen เป็น Loyalty Membership Program ให้ลูกค้าสะสมคะแนนเพื่อรับส่วนลดต่างๆ ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 1.5 ล้านคน
กลุ่ม Low-tier Spender ทำผ่านแอป Major Cineplex กระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาที่โรงภาพยนตร์ โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารภาพยนตร์เข้าใหม่พร้อมฟังก์ชั่น M Coupon Push Notification ส่งให้ลูกค้าทุกวัน เพื่อนำไปเป็นส่วนลดในการดูหนัง ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน 11 ล้านราย และยอดแอ็กทีฟอยู่ที่ 3 ล้านรายต่อเดือน ซึ่งจากเก็บดาต้าที่มีอยู่ในแอปนี้เอง ยังถูกนำไปทำการตลาดแบบ Personalization โดยนำเสนอโปรโมชันให้เหมาะสมกับแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

คุณนรุตม์ กล่าวว่า ปีนี้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์วางแผนต่อยอดความสำเร็จจากปีที่แล้วด้วยการตั้งเป้ายอดขายตั๋วเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านใบ ทำลายสถิติจากที่เคยทำไว้ 36 ล้านใบในปี 2019 แบ่งเป็นตั๋วจากหนังไทย 20 ล้านใบ หนังฮอลลีวู้ด 16 ล้านใบ ที่เหลืออีก 4 ล้านใบมาจากหนังชาติอื่นๆ
สิ่งที่ทำให้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มั่นใจมาจากปริมาณและคุณภาพหนังที่เปิดตัวขึ้นในปีนี้ โดยจะเห็นได้ว่ามีหนังไทยเป็นตัวชูโรง สืบเนื่องจากปีที่แล้วหนังไทยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ประมาณ 65% ติดกันเป็นปีที่ 2 แซงหน้าหนังฮอลลีวู้ด
“หนังไทยแข็งแรงทั้งปริมาณและคุณภาพ อย่างในปีนี้เอ็ม สตูดิโอผลิตหนังออกมาฉาย 17-20 เรื่อง ส่วนค่ายอื่นๆ อย่างสหมงคลฟิล์ม จีดีเอช ไฟว์สตาร์และพระนครฟิล์ม รวมไปถึงค่ายเล็กต่างๆ รวมอีก 20 เรื่อง ดังนั้นปีนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้เห็นหนังไทยไม่ต่ำกว่า 40 เรื่อง แล้วกระแสความสำเร็จของหนังไทยในปีที่แล้ว ยังทำให้ค่ายหนังแต่ละค่ายลงทุนทำโปรดักชันสูงขึ้น ใช้ผู้กำกับและทีมเขียนบทชั้นนำ มั่นใจได้ว่าจะดึงดูดให้คนเข้ามาดูหนังไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ปีนี้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติหลังบรรลุข้อตกลงยุติการประท้วงหยุดงานครั้งยิ่งใหญ่ ในฮอลลีวู้ด ภาพยนตร์ที่ถูกเลื่อนฉายในปีที่แล้วจึงถูกนำมาฉายในปีนี้ ที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นหนังภาคต่อ และหนังฟอร์มยักษ์การันตีว่าทำเงินบนตาราง Box Office แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นไลน์อัปจากค่ายมาร์เวลทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ Captain America, Thunderbolts และ Fantastic 4 ตามด้วย Avatar 3, Mission Impossible 8, Jurassic World และ Super Man เป็นต้น
ในขณะที่หนังชาติต่างๆ ก็แข็งแรงและสามารถยึดหัวหาดจากผู้ชมได้ไม่แพ้กัน สังเกตได้จากปีที่แล้วหนังผีสัญชาติอินโดนีเซียได้รับผลตอบดีมาก ปีนี้จึงมีแผนนำมาฉายมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 15 เรื่อง ส่วนแอนิเมะญี่ปุ่นมีแฟนคลับประจำอยู่แล้วจะเพิ่มเป็น 20 เรื่อง ในขณะที่หนังจีนมีโมเมนตั้มที่น่าสนใจ ซึ่งปีนี้จะนำ Nezha 2 แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์จากประเทศจีนที่กวาดรายได้ในจีนกว่า 2 พันล้านเหรียญมาฉาย คาดว่าจะได้รับผลตอบรับดีเช่นกัน
นอกจากปริมาณและคุณภาพหนังแล้ว เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยังวางแผนพัฒนาโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มจำนวนการเข้าถึง โดยนับจากนี้อีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1,200 จอจากปัจจุบันมีอยู่ 900 จอ
“กลยุทธ์การพัฒนาจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง เนื่องจากเราเปิดให้บริการมา 30 ปีแล้ว อายุการใช้งานสูงในหลายโลเคชัน ครึ่งปีแรกของปีนี้จึงโฟกัสการรีโนเวชัน เช่น ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จากนั้นครึ่งปีหลังจะโฟกัสการขยายสาขา เน้นตามหัวเมืองต่างจังหวัดเป็นหลักโดยจับมือกับพันธมิตรอย่างโลตัสบิ๊กซี และห้างท้องถิ่น และยังขยายเพิ่มไปหัวเมืองรอง ล่าสุดเราไป 4 จังหวัดภาคใต้ โดยทำเลต่างจังหวัดจะไม่เน้นจำนวนโรงมากประมาณ 2-4 จอ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงของคนต่างจังหวัด”
สุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยึดเป็นหัวใจหลักในการทำงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ปีนี้จะมาในธีม Focus on Core เพื่อสร้าง Customer Happiness ยิ่งขึ้น
“เนื่องจากองค์กรของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ค่อนข้าง Lean อยู่แล้ว และทำ Lean Process ภายในกันอยู่ตลอดเวลาทำให้พื้นฐานการทำงานของเรามีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เราจะคอยเช็ก Sentiment ของลูกค้าตลอดเวลาว่า เราสามารถนำเสนอสิทธิประโยชน์ผ่านกลไกอะไรได้บ้างให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มที่อยากได้ราคาพิเศษ หรือกลุ่มที่กำลังซื้อจำกัด เราจะมีทุก Offering ให้”

การสร้าง Customer Happiness ยังหมายถึงประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในมิติต่างๆ อาทิ Cashless Cinema เลือกชำระค่าตั๋วหนังด้วยระบบออนไลน์เพย์เมนต์ต่างๆ สะดวก ปลอดภัย ลดการสัมผัส, Mobile First by Major App ซื้อตั๋วหนังผ่านแอป Major Cineplex ไม่ต้องออกตั๋วกระดาษ แค่สแกนคิวอาร์โค้ดเข้าโรงหนังได้เลย ตอบรับนโยบาย Green Cinema โรงหนังรักษ์โลก รวมถึง Self Ordering Kiosk หรือตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ซื้อได้ทั้งตั๋วหนังและสั่งซื้อป๊อปคอร์นโดยไม่ต้องยืนรอคิวอีกต่อไป สเตปต่อไปในอนาคตจะเพิ่มฟังก์ชันให้สั่งซื้อป๊อปคอร์นผ่านแอปได้
เรียกได้ว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงโรงภาพยนตร์คุณภาพ ที่มาพร้อมกับบริการ 6 ดาว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมการดูหนังถึงยังยืนหนึ่งในฐานะความบันเทิงนอกบ้านที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายในราคาไม่แพง (Affordable Entertainment) ท่ามกลางตัวเลือกมากมายโดยเฉพาะสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม
“คำตอบนี้มาจาก 2 ฝั่งคือดีมานด์กับซัพพลาย เริ่มจากดีมานด์ของกลุ่มคนที่รู้สึกว่าการชมหนังในโรงมีความแตกต่าง ได้รับประสบการณ์ดีกว่า จึงเป็นอีเวนต์ที่คนอยากมาเอนจอยและเป็น Affordable Entertainment ราคาถูกที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับคอนเสิร์ต กีฬา หรือกิจกรรมอื่นนอกบ้าน ในขณะที่ฝั่งซัพพลายซึ่งก็คือโปรดิวเซอร์และค่ายหนังถามว่าทำไมเขายังเอาคอนเทนต์เข้าโรงแทนการไปสตรีมมิ่ง ก็เพราะรายได้ที่ได้จากโรงหนังมากกว่าที่ได้จากสตรีมมิ่งหลายร้อยเท่า ยกตัวอย่าง เวลานี้มีจำนวนโรงหนังทั่วโลกมีเกือบ 3 แสนโรง ด้วยปริมาณขนาดนี้สามารถสร้างรายได้ให้มหาศาล ที่จีนหนัง Nezha 2 ฉายเพียง 3- 4 วันแรกก็ได้รายได้เกือบพันล้านเหรียญ แสดงให้เห็นว่าการฉายหนังในโรงสร้างรายได้หลักพันล้านเหรียญได้ไม่ยาก ผิดกับสตรีมมิ่งแม้ว่าจะฉายเรื่องเดียวกัน แต่กลับทำรายได้ไม่กี่ล้านเหรียญ ดังนั้นค่ายหนังเลยไม่อยากฉายสตรีมมิ่งอย่างเดียว แต่มาฉายโรงหนังซึ่งเป็นขุมทรัพย์ทางธุรกิจของเขาก่อน จากนั้นค่อยไปขายให้กับสตรีมมิ่งต่อ ดังนั้นโปรดิวเซอร์หนังทุกชาติเลยอยากฉายในโรงเป็นที่แรก”
เหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังมีอนาคตที่สดใส ด้วยการเข้าถึงทั้งปริมาณโรงหนังที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบกับราคาตั๋วที่จับต้องได้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตนอกบ้านได้เป็นอย่างดี