จากผลสำรวจอนามัยโพล 2024 พบว่า คนไทยดื่มนมเฉลี่ยคนละ 21.9 ลิตรต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากแต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณบวกว่าคนไทยดื่มนมเพิ่มขึ้น 0.4 ลิตรเมื่อเทียบกับปี 2023 สืบเนื่องจากเทรนด์รักสุขภาพหลังการแพร่ระบาด COVID-19 ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงนมพร้อมดื่มยูเอชทีมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ต่างก็คิดค้นและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของคุณประโยชน์และรสชาติให้หลากหลายยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า “นมไทย-เดนมาร์ค” ที่ดูแลโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สามารถโอบรับความหลากหลายนั้นได้ เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคกลุ่มย่อย (Segmentation) ได้อย่างครอบคลุม โดยยังคงความอร่อยและคุณภาพคับกล่องไว้ได้แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น ที่สำคัญคือเป็นผลิตภัณฑ์นมจากผลผลิตของเกษตรกรไทย เข้าถึงง่ายทั้งราคาและช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ทำให้ไทย-เดนมาร์คสามารถคว้ารางวัลครองใจผู้บริโภคจากผลสำรวจ 2025 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชที
แม้ตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชทีขยายตัว 7% แต่ปริมาณการผลิตน้ำนมดิบไม่ได้เติบโตตาม เกิดจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ราคาสูงขึ้น จำนวนเกษตรกรโคนมจึงลดลง ประกอบกับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากภาคเกษตรกรรม ส่งผลให้แหล่งน้ำนมดิบที่จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ น้อยลง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เหลือเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่แต่ละแบรนด์ไม่อาจเลี่ยง แต่อ.ส.ค. สามารถพลิกให้เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันได้ จนปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 49%

ได้เปรียบอย่างไร? ปัจจุบัน อ.ส.ค. รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรโคนมภายใต้การดูแลมากกว่า 4,000 ราย จำนวนโคนม 100,000 ตัว และแม่โครีดนม 48,000 ตัว แต่ละวันรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรจำนวนมากกว่า 400 ตัน มีโรงงานนม อ.ส.ค. ทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคกลาง (โรงงานนมมวกเหล็ก จ.สระบุรี) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคใต้ (โรงงานนมปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ (โรงงานนมขอนแก่น) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง (โรงงานนมสุโขทัย) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนบน (โรงงานนมเชียงใหม่) ในข้อได้เปรียบก็ยังมีสิ่งที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับ อ.ส.ค. คือภารกิจในฐานะ “ความหวังของผู้เลี้ยงโคนม”

“หน้าที่ของ อ.ส.ค. ด้วยความเป็นองค์การเพื่อส่งเสริมกิจการโคนมและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมโคนมในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สานต่ออาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม จึงถือเป็นความท้าทายเพราะเป็นความหวังของผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย” คุณสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
กล่าวถึงความท้าทายของ อ.ส.ค. ด้วยความสามารถในการบริหารการจัดการน้ำนมดิบจากเกษตรกรของ อ.ส.ค. ทำให้ไทย-เดนมาร์คแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนมดิบได้อย่างต่อเนื่อง มีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตดีอันดับ 1 ในอาเซียน ในขณะเดียวกันก็วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จึงกล่าวได้ว่า อ.ส.ค. ยิงปืนนัดเดียวสามารถรักษาไว้ได้ทั้งคู่ค้าและลูกค้าเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับการเป็น Top of Mind แบรนด์นมพร้อมดื่มยูเอชทีที่คนไทยนึกถึง

หนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ “ไทย-เดนมาร์ค นิวทริแคล” ผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีล่าสุดจากไทย-เดนมาร์ค ที่มอบทั้งโปรตีนมากถึง 12% และสารอาหารอื่นๆ ให้ครบ 5 หมู่ โดยวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้น้ำนมปราศจากน้ำตาลแลคโตส และข้าวกล้องจากเกษตรกรไทยเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.
มากไปกว่านั้น อ.ส.ค. ลงนามบันทึกข้อตกลงด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หม่อนและไหมกับกรมหม่อนไหม นำผลมัลเบอร์รีผสมกับนมโคสดแท้พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งในอนาคตอาจมีการแตกไลน์ธุรกิจสุขภาพ อาทิ สกินแคร์ แฮร์แคร์ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร
แม้ อ.ส.ค. จะรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรโคนมตลอดเวลาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีที่สดใหม่และเดินหน้าผลิตต่อไป จึงต้องเผชิญกับราคาวัตถุดิบและส่วนประกอบต่างๆ ที่นำมาใช้ในการแปรรูปที่ราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตนมเพิ่มสูงขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้ง อ.ส.ค. เองก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำนมดิบเช่นกัน แต่ก็ยังสามารถบริหารให้ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที สมกับที่เป็นแบรนด์นมที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 63 ปี

เพื่อเพิ่มโอกาสทางการธุรกิจ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดนมยูเอชที ไทย-เดนมาร์คจึง “เพิ่มช่องทางการจำหน่าย” ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ผ่าน Live Streaming Facebook Fanpage ของไทย-เดนมาร์ค จนเพิ่มยอดขายทางออนไลน์ สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีแคมเปญลดค่าส่งสินค้า จัดส่งสินค้าให้ถึงบ้านลูกค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีกิจกรรมร่วมลุ้นของรางวัลต่างๆ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่เป็นแฟนคลับไทย-เดนมาร์คอย่างล้นหลาม
นอกจากนี้ ไทย-เดนมาร์ค ยังจัดจำหน่ายผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ LINE Lazada และ Shopee เพิ่มมากขึ้น และมีร้านนมไทย-เดนมาร์ค มิลค์แลนด์ทั่วประเทศ ถือเป็นอีกช่องทางจำหน่ายนมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับก้าวต่อไปของ อ.ส.ค. ที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 นี้ คุณสมพร สรุปไว้ว่า “ยังเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ปีนี้เทรนด์สุขภาพยังคงมาแรง อ.ส.ค. จึงต้องเร่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละ Segment ทั้งในวัยเด็ก วัยทำงาน รวมถึงวัยผู้ใหญ่”