“มิชลิน” แบรนด์ที่เป็นผู้นำในผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand มาต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 26 ปี เรียกได้ว่าไม่เคยพลาดตำแหน่งแบรนด์ยางรถยนต์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบที่สุดเลยสักครั้งตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมา แม้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับตลาดรถยนต์ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ผู้คนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากกว่าเดิม แต่สำหรับแบรนด์มิชลินนอกจากจะยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค ยังสามารถสร้างการเติบโตทั้งในแง่ของ Volume และ Value บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
คุณชาญวิทย์ สุขุมรัตนาพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เผยถึงปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้มิชลินสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างต่อเนื่องว่า “แบรนด์มิชลินมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี สิ่งที่ทำให้แบรนด์แข็งแกร่งและดำเนินธุรกิจมาได้อย่างยาวนาน มาจากการที่เราไม่เคยหยุดนิ่งในการริเริ่มสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมการสัญจรใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ โดยตั้งแต่ยุคแรกๆ ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจยางรถจักรยาน จวบจนปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของเรายังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวิวัฒนาการทางด้าน Mobility โดยปราศจากการประนีประนอมในเรื่องคุณภาพ ส่งผลให้เรามีทั้งสินค้าที่ดีและมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง”
ในปีที่ผ่านมาเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำและต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ของแบรนด์มิชลินเพื่อเดินหน้าเป็น World- leading Manufacturer of Life-changing Composites and Experiences จากการเล็งเห็นว่ายาง 1 เส้นสามารถสร้างโมเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตได้อย่างมากมาย

“เรื่องแรกคือความปลอดภัย ที่เรามอบให้กับผู้บริโภคที่ใช้ยางของเราให้สามารถมั่นใจได้ในสมรรถนะที่ดีรอบด้านในทุกการใช้งาน อย่างที่ทราบกันดีว่าความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนชีวิตไปได้ตลอดกาล เรื่องถัดมาคือความสนุกในการขับขี่ สังเกตได้จากการที่เราได้รับรางวัลการันตีจากการแข่งขันของรถยนต์ระดับไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์หรือมอเตอร์สปอร์ตต่างๆ และมากไปยิ่งกว่านั้นคือเรื่องของความคุ้มค่า เนื่องจากคุณภาพของยางที่ใช้งานได้ดีเยี่ยมยาวนานทำให้มีรอบการเปลี่ยนยางน้อยลง และผลิตภัณฑ์ของมิชลินมีค่าแรงต้านทานการหมุน (Rolling Resistance) ที่ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยประหยัดพลังงาน”
มากไปกว่านั้น ปีที่ผ่านมามิชลินได้มีการดำเนินแผนการตลาดในการกระตุ้นตลาดยางสำหรับรถไฟฟ้า หรือรถ EV เนื่องจากรถ EV มีข้อจำกัดมากกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป ทำให้ต้องการยางรถยนต์ที่ดีรอบด้าน เช่น ยางที่สามารถรับน้ำหนักรถไฟฟ้าได้ดี เนื่องจากตัวรถไฟฟ้าที่ต้องบรรทุกแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์สันดาป หรือยางที่ช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยให้รถไฟฟ้าไม่ต้องชาร์จตามสถานีบ่อย เพราะยางช่วยให้มีระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น
ความต้องการของรถ EV ที่แตกต่างจากรถสันดาป ส่งผลให้หลายๆ แบรนด์จำเป็นต้องออกผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่ใช้สำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ในทางกลับกันมิชลินเรามั่นใจในคุณภาพและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมของยางเรา เราจึงเดินหน้าสื่อสารในเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดว่ายางของมิชลินทุกรุ่นได้รับการผลิตจากเทคโนโลยขั้นสูง ช่วยให้ยางมีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมรอบด้าน และสามารถรองรับทุกความท้าทายของรถไฟฟ้า

“ยางมิชลินทุกเส้นพร้อมสำหรับรถไฟฟ้าอยู่แล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการคิดค้นและพัฒนาให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้นรอบด้าน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ยางทุกเส้นที่วางจำหน่ายของแบรนด์มิชลินสามารถนำไปใช้กับรถ EV ได้เลย เราคาดการณ์ในปีนี้ว่าจะเป็นปีที่รถ EV หลายรุ่นถึงรอบที่จะเปลี่ยนยาง มิชลินจึงมีเป้าหมายในการเป็นผู้นำยางในกลุ่มรถไฟฟ้าพรีเมียม”
คุณชาญวิทย์ กล่าวเสริม
และมิชลินยังมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดอย่าง ยาง MICHELIN PRIMACY 5 (มิชลิน ไพรมาซี่ 5) ในเดือนมีนาคมอีกด้วย
“ยางของมิชลิน มีความโดดเด่นในเรื่องของความนุ่ม ความเงียบ และมอบประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษให้กับผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี แต่ล่าสุดยาง MICHELIN PRIMACY 5 ได้ถูกยกระดับประสบการณ์ขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น จาก PRIMACY4 ที่ทุกคนรับทราบและยอมรับถึงความเยี่ยมยอดรอบด้านทุกสมรรถนะอยู่แล้ว ใน PRIMACY 5 นอกจากความนุ่มเงียบและความปลอดภัยที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือความคุ้มค่า เนื่องจากยาง MICHELIN PRIMACY 5 มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยยางพรีเมียมชั้นนำอื่นในท้องตลาดมากถึง 24% กล่าวได้ว่า การซื้อยางมิชลินเป็นการซื้อที่คุ้มค่ามากๆ เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยยางในท้องตลาด เหมือนลูกค้ากำลังได้ประสบการณ์สุดพรีเมียมจากการขับขี่แล้วยังได้อายุการใช้งานเพิ่มมาเต็มๆ เช่น หากใช้ยางแล้วอาจจะต้องเปลี่ยนยางใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ใช้ MICHELIN PRIMACY 5 ก็จะช่วยให้ลูกค้ายืดระยะการเปลี่ยนยางรอบใหม่ไปเป็น 3-4 ปี ทำให้คุ้มค่ามากๆ และยางของเราก็มั่นใจได้เลยว่า สมรรถนะของยางใหม่และยางใกล้หมดดอก มีความใกล้เคียงกัน ลูกค้าสามารถสบายใจใช้ยางไปได้จนสุดสมรรถนะของยางอย่างไร้กังวล อย่างที่เราพูดใน Tagline ของ PRIMACY 5 ว่า “Confidence Made to Last” อายุการใช้งานของยางที่ยาวนานขึ้น นอกจากจะคุ้มค่าต่อผู้ใช้ยางแล้วยังดีต่อโลกอีกด้วย เพราะเป็นการช่วยลดขยะ ลดการผลิตและใช้ทรัพยากรของโลก ช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดน้อยลงตามความมุ่งมั่นของมิชลิน”

คุณชาญวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ว่า คาดหวังว่าแผนการตลาดที่กล่าวมาข้างต้นจะผลักดันให้มิชลินสามารถเติบโตได้ในระดับ Double Digit อย่างต่อเนื่องอีกปี โดยนอกจากนี้แบรนด์จะทำการสื่อสารคุณค่าของยางมิชลินควบคู่กันไป เพื่อให้มิชลินเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญทั้ง 3P ได้แก่ People Profit และ Planet
“ในเรื่องของ People พนักงานของเราจะได้รับการ Upskill และ Reskill รวมถึงได้รับการสนับสนุนในเรื่องความเท่าเทียมและความหลากหลายต่างๆ ลำดับถัดมา Profit เราตระหนักได้ว่าการที่เราจะเติบโตอย่างยั่งยืนเราจำเป็นต้องมองตลาดที่กว้างมากขึ้น เราจึงไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตยาง และเพื่อให้สอดรับกับการเป็นผู้นำด้าน World-leading Manufacturer of Life-changing Composites and Experiences เรามีการขยายธุรกิจไปในกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมิชลินไกด์ที่คอยแนะนำร้านอาหาร หรือ มิชลินคีย์ที่คอยแนะนำโรงแรม เป็นต้น และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Planet ก็เป็นส่วนที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและดำเนินงานอย่างจริงจัง พร้อมเตรียมรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการยกเลิกการห่อบรรจุภัณฑ์ยางด้วยพลาสติก เป็นอีกหนึ่งวิธีการสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถเดินตามเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 ไม่เพียงเท่านั้นเรายังดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง ยางที่จะนำมาผลิตยาง เราเข้าร่วมกับกฎหมาย EUDR เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดการตัดไม้ทำลายป่า รวมไปถึงยังมีการกำหนด KPI ของโรงงานในเรื่องของการปล่อยน้ำเสียและดูแลเรื่องสารเคมีว่าต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นลูกค้าที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถมั่นใจได้ว่าเลือกยางที่ถูกผลิตด้วยวิธีการที่ยั่งยืนและรบกวนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด” คุณชาญวิทย์ อธิบายเพิ่มเติม
สุดท้าย มิชลินต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนกับทุก Stakeholder หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ทั้งหมด ตั้งแต่ผู้บริโภคจะต้องได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดจากยางที่มีสมรรถนะดีเยี่ยมรอบด้าน คุ้มค่า ปลอดภัย และมั่นใจในทุกการเดินทาง ในส่วนของร้านตัวแทนจำหน่ายก็สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับผู้บริโภค และได้รับ Customer Life Time Value จากการที่ผู้บริโภคประทับใจในสินค้าและบริการจนกลับเข้ามาใช้บริการที่ร้านซ้ำอีกในรอบถัดๆ ไป แน่นอนว่าในส่วนของแบรนด์มิชลินเราจะมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสัญจรบนโลกใบนี้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเดินหน้านโยบายด้านความยั่งยืนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ
“มิชลินจะยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนทุกการเคลื่อนที่เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (Motion for Life) ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับทุกความไม่แน่นอนที่อาจจะเข้ามาในอนาคต รวมไปถึงยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนในทุกขบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเพื่อให้สามารถเติบโตไปด้วยกัน”