ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางและอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว อาจส่งผลให้กลุ่ม Bank มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออย่างที่เราทราบดีในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการสินเชื่อประเภทจำนำทะเบียนรถมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่ม Underbanked หรือกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางเงินในระบบ ซึ่งสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมักเป็นทางเลือกหรือที่พึ่งสุดท้ายของลูกค้าในการแก้ไขปัญหาทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นกรณีฉุกเฉินหรือต้องการเงินไปเสริมสภาพคล่องกิจการของตนเอง หากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ลูกค้ากลุ่มนี้อาจต้องจำใจหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ กลายเป็นปัญหาซ้ำเติมและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ธุรกิจขยับขึ้นมาเป็น Red Ocean หรือตลาดที่มีการแข่งขันสูงเต็มตัว หลังจากที่ Bank และ Non-Bank ต่างก็มองเห็นโอกาสหันมาจับตลาดนี้บ้าง ทำให้ 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น แต่ “เงินติดล้อ” ยังคงเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคจาก Thailand’s Most Admired Brand ต่อเนื่องถึง 7 ปี ติดต่อกันอย่างที่ไม่มีใครล้มแชมป์ได้
คุณฐิติเดช ศรีมารยาท ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ยอมรับว่าการแข่งขันและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทำให้การทำงานยากขึ้นทุกปีก็จริง แต่จุดเริ่มต้นของคำว่า “Start With Why” ที่เงินติดล้อยึดมั่น และใช้เป็นแกนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ช่วยกรุยทางให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ไม่ยาก และยังทำให้เงินติดล้อยังคงเป็นผู้นำในตลาดอย่างทุกวันนี้
“Start With Why” เป็นการตั้งคำถามของผู้บริหารว่าเงินติดล้อเกิดขึ้นมาทำไม แล้วคำตอบที่ได้ก็คือความต้องการที่จะทำธุรกิจเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจากสถาบันการเงินในระบบ ที่ให้บริการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Underbanked ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ หากเงินติดล้อเป็นสถาบันการเงินที่ตอบโจทย์ ย่อมช่วยให้ชีวิตคนกลุ่มนี้หมุนต่อไปได้ แนวคิด “Start With Why” จึงเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้เงินติดล้อมีโฟกัสการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน

“Start With Why เป็น ‘ความเชื่อ’ ขององค์กร เริ่มต้นจากผู้บริหารถึงการมีอยู่ของเงินติดล้อว่าจะส่งมอบคุณค่าอะไรให้กับลูกค้า แต่นอกจากตัวผู้บริหารจะเชื่อแล้ว เราต้องให้ทีมงานในบริษัทมีความเชื่อในแบบเดียวกันด้วย เราเลยสร้างค่านิยมองค์กรที่สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจ โดย ‘ชาวเงินติดล้อ’ ทุกคนจะต้องเข้าใจ Why ของบริษัทที่เหมือนกัน พอคิดเหมือนกัน พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็คล้ายกัน สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร พอถึงตรงนี้ที่เหลือก็ง่ายแล้ว”
ที่ผ่านมา เงินติดล้อให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง กระทั่งเป็นที่จดจำกับทั้งลูกค้าและประชาชนทั่วไป ลูกค้าไม่เพียงได้รับบริการจากพนักงานที่จริงใจและเข้าใจ แต่ยังได้รับประสบการณ์ด้านแบรนด์ที่พนักงานส่งมอบให้ลูกค้าโดยตรงในทุกๆ วัน และนอกจากพนักงานแล้วส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเป็นเบื้องหลังช่วยสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ (Brand Experience) ซึ่ง บมจ.เงินติดล้อ อ่านเกมขาดด้วยการให้ความสำคัญ และเป็นผู้บุกเบิก พัฒนา และนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อพัฒนาธุรกิจทั้งสินเชื่อและนายหน้าประกัน ในช่วงมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
“เราให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ในยุคแรกๆ ที่เราลงทุนอาจจะเป็นเม็ดเงินที่สูงก็จริง แต่พอวันที่มันส่งผลลัพธ์ออกมา ลูกค้าก็ได้รับบริการที่ดีขึ้น และเมื่อเวลาเรานำเทคโนโลยีที่มีไปต่อยอดเป็นสินค้าและบริการใหม่ ก็ช่วยลดต้นทุนได้มากขึ้น แถมยังช่วยให้เงินติดล้อมักเป็นเจ้าแรกที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการเสมอ”
ยกตัวอย่าง “บัตรติดล้อ” ที่เป็นการจัดสินเชื่อครั้งเดียว ได้ทั้งเงินไปแก้ปัญหาที่มีอยู่ ได้ทั้งบัตรติดล้อซึ่งมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือไว้สำหรับใช้แก้ไขปัญหาฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์และบริการที่คิดมาจากปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง
“จากเดิม เมื่อลูกค้าต้องการขอสินเชื่อ ก็ต้องเดินทางมาสาขาที่มีอยู่กว่า 1,700 แห่งทั่วประเทศ ถึงเราจะบริการเร็วแค่ไหน แต่เรารู้ว่าเวลาเขามาต้องนำรถมาด้วย จึงทำให้ต้องเสียเวลาปิดร้านหรือหยุดงานอยู่ดี ซึ่งทำให้เสียโอกาสสร้างรายได้ ลูกค้าบางคนจึงเลือกขอสินเชื่อเผื่อไว้มากกว่าที่จำเป็น เพื่อสำรองเงินไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาสาขาอีก ซึ่งนั่นทำให้ลูกค้าต้องเสียดอกเบี้ยเกินกว่าที่จำเป็น นี่จึงเป็นที่มาของบัตรติดล้อ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับเงินก้อนตามที่ต้องการแล้ว วงเงินส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้เป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนในบัตร ซึ่งลูกค้าไม่ต้องเสียดอกเบี้ยจนกว่าจะกดเงินมาใช้ โดยลูกค้าสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ทั่วประเทศ ได้ทันทีเมื่อมีเหตุจำเป็นฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของบัตรติดล้อที่ว่า เงินที่ผ่อนมา เวียนกลับมาใช้ใหม่ได้"

ต่อมาเมื่อทีมงานพบว่า แม้จำนวนตู้ ATM จะมีมาก แต่ในบางครั้งลูกค้าอยู่พื้นที่ห่างไกล หรืออาจจะยังไม่สะดวกเดินทางไปตู้ ATM ประกอบกับปัจจุบันลูกค้ามีพฤติกรรมในการทำธุรกรรมผ่านมือถือมากขึ้น เงินติดล้อจึงต่อยอดบริการโดยเพิ่ม “บริการโอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชีผ่านแอปเงินติดล้อ” เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านสมาร์ตโฟนของตัวเอง ปัจจุบันบริการนี้ลูกค้าให้การตอบรับอย่างดี และมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้เงินติดล้อยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ “สินเชื่อเพื่อคนมีที่ดิน” เพื่อขยายโอกาสทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีที่ดิน ซึ่งถือเป็นการช่วยสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการเสริมสภาพคล่องและต่อยอดการลงทุนเพิ่มขึ้น

ด้านธุรกิจนายหน้าประกัน บมจ.เงินติดล้อ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจต้องการให้ทุกคนเข้าถึงประกันภัยได้ จึงให้ลูกค้าสามารถซื้อประกันและผ่อนเงินสดได้ 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต สิ่งนี้ช่วยลดอุปสรรคทางการเงินในการซื้อประกันและทำให้ลูกค้ามีหลักประกันคุ้มครองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระเงินก้อน แต่ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ที่ผ่านมายังได้ต่อยอดสร้างแบรนด์ “ประกันติดโล่” ซึ่งมาจากปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมนี้ว่า โบรกเกอร์ประกันภัยส่วนใหญ่ทำหน้าที่ขายอย่างเดียว เวลามีปัญหาอะไรตามมาลูกค้าต้องตามกับบริษัทประกันเอง จึงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง บริษัทฯ จึงนำ Pain Point เหล่านี้มาใช้ในการวาง Brand Positioning ที่จะเป็นโบรกเกอร์ประกันที่ดูแลลูกค้ามากกว่าการขาย พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ของโบรกเกอร์ประกันที่จะทำให้ลูกค้า “สบายใจ ตั้งแต่ซื้อยันเคลม” และเพิ่มบริการ Call Center 1501 ที่ให้บริการลูกค้าทุกเรื่องประกัน ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสามารถแชตผ่าน Facebook ติดต่อได้ทุกที่ทุกเวลา
นอกจากนี้ ยังพบว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมและความต้องการในการซื้อประกันที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันได้เพิ่มขึ้น บมจ.เงินติดล้อ จึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมจากการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ “ประกันติดโล่” ทั้งในด้านความเข้าใจลึกซึ้งถึงความต้องการของลูกค้า ตลอดจนความเชี่ยวชาญและการพัฒนาเทคโนโลยีด้านประกัน มาต่อยอดสู่การสร้าง InsurTech Platform ทั้งระบบแพลตฟอร์มเสนอขายประกันออนไลน์ สำหรับสมาชิก ภายใต้แบรนด์ “อารีเกเตอร์” (Areegator) ที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเปรียบเทียบและเสนอแผนประกันที่เหมาะสมกับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว พร้อมทางเลือกจากบริษัทประกันภัยพันธมิตรชั้นนำมากมาย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล ภายใต้แบรนด์ “เฮ้ กู๊ดดี้” (heygoody.com) ที่มีจุดเด่นเรื่องความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตนเอง ไม่ต้องการถูกรบกวน นับเป็นการใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจลูกค้าผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีนายหน้าประกัน ที่ช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เพื่อยกระดับบริการให้กับลูกค้า และถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างการตลาดที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดแข็งของ InsurTech Platform ทำให้บริษัทฯ สามารถพัฒนาและขยายบริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถต่อยอดจากของเดิม ไม่ต้องเริ่มพัฒนาโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าการแสวงหา Pain Point ที่ลูกค้ายังไม่ได้รับการตอบโจทย์ เพื่อนำมาคิดค้นเป็นสินค้าและบริการใหม่ๆ ของ บมจ.เงินติดล้อ สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลายครั้งถือเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ธุรกิจ แน่นอนว่าไม่ได้เกิดจากการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความพร้อมของ “ชาวเงินติดล้อ” ทุกคน
“เพราะการจะเดินเร็วได้ คนต้องพร้อม พอเราสร้างคนที่มีความเชื่อในแบบเดียวกันแล้ว บวกกับเทคโนโลยีที่เราลงทุนก่อนใคร เสริมให้เราแข็งแกร่งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็ว ‘ชาวเงินติดล้อ’ ยังทำให้เทคโนโลยีมีความแตกต่าง และเป็นเรื่องยากที่คู่แข่งจะก้าวตามทัน ตรงนี้ถือเป็นสูตรสำเร็จของเรา”
แน่นอนว่าปีนี้เงินติดล้อยังเดินหน้าต่อ เพราะแผนทำงานในปีนี้จะเป็นการนำฐานข้อมูลลูกค้าทั้งฝั่งสินเชื่อ และฝั่งประกันมาผสานพลัง (Synergy) กันมากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่วางไว้
“สินเชื่อและประกันของเรา เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าก้าวข้ามอุปสรรค และสร้างโอกาสที่ยั่งยืน เพราะเรารู้ว่า ทุกคนมีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่บางครั้งอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดทำให้พวกเขา ‘สะดุด’ ระหว่างทาง สินเชื่อเป็นหนึ่งสิ่งที่อาจช่วยเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้าเดินหน้าต่อได้ ในขณะที่ประกันช่วยลดภาระเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทั้งสองสิ่งนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานที่ช่วยให้ลูกค้าก้าวข้ามความไม่แน่นอน และเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ สู่เป้าหมายในการมี ชีวิตหมุนต่อได้”
ทั้งนี้ คุณฐิติเดช มั่นใจว่าสถานการณ์ที่โลกเผชิญความปั่นป่วน (World Uncertainty) ในปีนี้ ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีมานด์การใช้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มสูงขึ้น
“ผมคิดว่าในทุกความเปลี่ยนแปลงมีโอกาสซ่อนอยู่ ความต้องการใช้เงินมี คนมีวินัยมีและยังสู้อยู่ ขณะที่ลูกค้าเซกเมนต์ที่เราดูแลอยู่ค่อนข้างมีวินัย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ขาดแค่การเข้าถึงสินเชื่อและรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าถึง ดังนั้นพอเขาได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว พวกเขาจะมีวินัย บวกกับความเข้าใจลูกค้าทำให้เรามีความสามารถในการกลั่นกรองและนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมกับลูกค้า ส่งผลให้เรามีอัตราหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำที่สุดในตลาด นอกจากนี้เรายังมีพื้นฐานการเงินที่แข็งแกร่งมีสภาพคล่องรองรับการปล่อยสินเชื่อ ผมคิดว่าด้วยปัจจัยภายในต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ในปีนี้เรายังคงสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

ความแข็งแกร่งของเงินติดล้อ เกิดขึ้นจาก “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ปลูกฝังให้พนักงานเชื่อในเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินและส่งเสริมให้เข้าถึงประกันภัย การปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ผนวกเข้ากับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นพื้นฐานขับเคลื่อนธุรกิจ จึงทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับบริการให้กับลูกค้าอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ดีและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และยากที่จะมีแบรนด์คู่แข่งเข้ามาแทนที่ “เงินติดล้อ” ได้