ปี 2568 ยังคงเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับประเทศไทย
ธนาคารไทยพาณิชย์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch พร้อมประกาศนำยุทธวิธี AI First Bank เพื่อยกระดับธนาคารสู่ “ธนาคารแห่งอนาคต” ด้วยการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง จึงเป็นผลความสำเร็จต่อเนื่องกับ 4 รางวัลสำคัญจาก BrandAge Awards 2025 ได้แก่
- รางวัลบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (2024-2025 Thailand’s Most Admired Company) ติดต่อกัน 2 ปี
- แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด กลุ่มธนาคาร (2025 Thailand’s Most Admired Brand) ต่อเนื่องกัน 3 ปี
- แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด กลุ่มธนาคารเพื่อกิจการเอสเอ็มอี (2025 Thailand’s Most Admired Bank for SMEs) ซึ่งได้รับต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 6
- แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด ในหมวดธนาคารและบริการทางการเงิน กลุ่ม Wealth Management Service (2025 Thailand’s Most Admired Brand for Wealth Management Service)

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ภายใต้การนำทัพของ คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่ให้ความสำคัญกับการนำยุทธวิธี AI-First Bank เข้ามาปรับใช้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งการนำ AI เข้ามาใช้ครอบคลุมทุกมิติสำคัญของธนาคาร ทั้งทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงบริการ รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานภายในและความสามารถของพนักงาน
นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมมุ่งสู่ธนาคารชั้นนำด้านความยั่งยืน ด้วยการวางกรอบพันธกิจความยั่งยืน “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” (Live Sustainably) ผสานศักยภาพเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมขับเคลื่อนธุรกิจและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนทั้งในระดับธนาคาร ลูกค้า และสังคม

AI-First Bank รากฐานสู่ธนาคารแห่งอนาคตในปี 2568 ธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงดำเนินกลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” เชื่อมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริการที่เข้าใจ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างการเติบโตธุรกิจและพัฒนากระบวนการภายในให้เป็นธนาคารดิจิทัลที่เหนือกว่าทั้งเทคโนโลยีและบริการ เพื่อเป็นรากฐานไปสู่องค์กรยั่งยืน ผ่านการดำเนินการบน 3 แนวทาง ดังนี้
- ปรับโครงสร้างการดูแลลูกค้า โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง โดยควบรวมช่องทางให้บริการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และช่องทางดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันเพื่อมอบประสบการณ์ไร้รอยต่อให้เกิดขึ้นจริง และเพื่อสร้างความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
- วางรากฐานดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เดินหน้าเสริมความสามารถทางด้าน Digital และ AI ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร และแบ่งทีมดิจิทัลเป็นสองส่วน เพื่อทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI & DATA Intelligence สนับสนุนการพัฒนาทางด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ และอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินของแต่ละกลุ่มธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
- เสริมศักยภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ ภายใต้โจทย์ เร็ว ดี มีนวัตกรรม เพื่อให้รูปแบบการทำงานแบบใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง และไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะบุคคล
ดังนั้น ยุทธวิธี AI-First Bank ที่มุ่งนำ AI มาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนธนาคารจะช่วยตอบโจทย์ทั้งในด้านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและพนักงาน ไปจนถึงการสร้างโอกาสในการหารายได้ใหม่เพิ่มเติม ตลอดจนสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น

ที่สุดของธนาคารที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวางใจต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน
กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นอีกกลุ่มธุรกิจสำคัญมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้เผชิญความท้าทายใหม่ที่สร้างผลกระทบให้แก่เอสเอ็มอีไทย นั่นคือ การปรับตัวการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับ สิ่งแวดล้อม-สังคม-ธรรมาภิบาล (ESG) ธนาคารไทยพาณิชย์จึงวางบทบาทในการเป็นมือขวาให้กับผู้ประกอบการที่พร้อมสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกันและต้องโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพื่อปรับตัวรับกับความท้าทายทั้งในรูปแบบสินเชื่อ การจัดกิจกรรมสัมมนาและหลักสูตรการให้ความรู้ต่างๆ แก่ลูกค้า รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญพร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน จนเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าในฐานะแบรนด์อันดับ 1 หมวดธนาคารและบริการทางการเงิน กลุ่มธนาคารเพื่อกิจการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 6
ในปี 2567 ที่ผ่านมา ธนาคารติดอาวุธทางความรู้ให้ลูกค้าโดยจัดทำหลักสูตรและกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พัฒนาธุรกิจให้ทันกับคู่แข่งและสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการนำ Digital Transformation การเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล AI และการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ เพื่อนำมาปรับใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นและให้ธุรกิจเติบโต รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาธุรกิจ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผ่านหลักสูตรและสัมมนา Bootcamp กว่า 10 หลักสูตร ครอบคลุม 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการมากกว่า 1,000 รายจากหลากหลายอุตสาหกรรมผ่านการอบรมการปรับตัวสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารได้นำเสนอสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing) ดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปยกระดับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในกิจการ การจัดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียและบำบัดมลพิษ โดยนับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ธนาคารอนุมัติวงเงินสินเชื่อไปจำนวนมากกว่า 3,000 ล้านบาท
ด้วยแนวคิดธนาคารไทยพาณิชย์ “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่จะนำการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นแก่ทุกภาคส่วน กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี จึงสานต่อแนวคิดดังกล่าว โดยประกาศแนวทาง “เริ่ม เพื่อ รอด” (ESG Start Now) ให้แก่ลูกค้าเอสเอ็มอีสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าจำนวนลูกค้าเอสเอ็มอีเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่น้อยกว่า 1,000 กิจการ และมีสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนประมาณ 2,000 ล้านบาท
สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปี 2568 นี้ จะมุ่งเน้นการสร้างฐานพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถก้าวถึงเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธนาคารจะมุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ในการพิจารณาลูกค้าที่มีศักยภาพตามกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องระหว่างผลตอบแทนในการให้สินเชื่อกับความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ที่สุดของผู้ให้บริการธุรกิจความมั่งคั่งกับ SCB WEALTH
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง และมีตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตามอง โดยภาพรวมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทั่วโลก และประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 6% และคาดการณ์ว่าในปี 2571 ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในไทยจะมีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก BCG Global Wealth Market Sizing 2024 and BCG Thailand Wealth Forecast 2025) ทำให้ธุรกิจเวลธ์ในไทยเต็มไปด้วยโอกาส จึงดึงดูดกลุ่มผู้เล่นในตลาดเพิ่มมากขึ้นทั้งสถาบันการเงินไทยและต่างประเทศ ที่เข้ามาขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในไทย สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยต้องการวางแผนทางการเงินเพิ่มมากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของธนาคาร ในการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับลูกค้า จึงมีแผนยกระดับธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในทุกมิติให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

SCB WEALTH ได้ประกาศวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการก้าวเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของประเทศไทยในปี 2569 ด้านสินทรัพย์ ภายใต้การบริหารจัดการในส่วนของการลงทุน (Asset Under Advisory: AUA), ความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score: NPS) และการบริหารภาพรวมพอร์ตโฟลิโอให้เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Portfolio Growth) โดยยึดการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Holistic and Customer-Centric Wealth Management Solution) ด้วยแนวคิด “Your Success. Our Success.” ความสำเร็จของคุณ คือความสำเร็จของเรา ผ่านการทำงานใน 3 แกนหลัก ได้แก่
- การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) โดยแปลงแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรมผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เช่น สร้างปรากฏการณ์การลงทุนแบบใหม่ให้วงการ โดยผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์คำว่า "No Gain No Pay" จะไม่คิดค่าธรรมเนียมหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความรับผิดชอบต่อการลงทุนของลูกค้า การสำรวจความเห็นของลูกค้าชี้ให้เห็นว่า ความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อผลงานนี้สร้างความประทับใจและความไว้วางใจอย่างสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้านึกถึง SCB WEALTH เป็นอันดับแรกเมื่อต้องการบริการด้านการบริหารความมั่งคั่ง
- การนำเสนอโซลูชันการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) ในยุคที่นักลงทุนต่างมีความต้องการเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่ม High-Net-Worth ที่ต้องการผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น SCB WEALTH ได้พัฒนาระบบการวิเคราะห์ความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของลูกค้าแต่ละรายอย่างละเอียด นำไปสู่การนำเสนอโซลูชันการบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจรที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และพร้อมดูแลรักษาความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในทุกภาวะตลาดควบคู่กับการให้บริการทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ผ่าน SCB WEALTH LINE OA, Advisory Chatbot, WEALTH4U และ MY ALERT เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ลงทุนต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจและ การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ
- การขยายโอกาสการลงทุนระดับโลกผ่านพันธมิตรชั้นนำ (Go Global) โดยอาศัยความได้เปรียบจากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ SCB Julius Baer และล่าสุดจับมือกับ BlackRock พันธมิตรเบอร์ 1 ระดับโลกด้านการจัดการสินทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพสูงในระดับโลกผ่านผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า สร้างความมั่นใจและเพิ่มทางเลือกในการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยวางเป้าหมายการนำพาลูกค้าสู่การลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 180,000 ล้านบาทภายในปี 2569
ปัจจุบัน SCB WEALTH มีฐานลูกค้าเวลธ์กว่า 500,000 ราย และลูกค้า SCB WEALTH จะได้รับเอกสิทธิ์พิเศษทั้งด้านไลฟ์สไตล์หรือด้านการเงิน นอกจากนี้ยังมีบริการด้าน Wealth Planning and Family Office สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ลงทุนในระดับสูง ซึ่งเป็นบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และภาษีอากรทั้งของบุคคลธรรมดา และธุรกิจครอบครัว รวมทั้งการวางแผนธุรกิจครอบครัวเพื่อส่งต่อและสืบทอดความมั่งคั่งสู่รุ่นต่อไป
รางวัล
Thailand's Most Admired Brand 2024-2025 ในหมวด Wealth Management ที่ SCB WEALTH ได้รับ จึงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จชั่วคราว แต่เป็นผลจากกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้าในระยะยาว การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การให้บริการที่ปรับเฉพาะบุคคล การขยายโอกาสสู่การลงทุนระดับโลก และการผสมผสานเทคโนโลยีกับบุคลากรมืออาชีพ คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ SCB WEALTH ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในใจนักลงทุนไทย