ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ยูนิโคล่แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ถือว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าชาวไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำแนวคิด LifeWear ซึ่งยูนิโคล่มุ่งมั่นบ่งบอกความหมายแห่งเสื้อผ้าที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านความเรียบง่าย คุณภาพสูง แต่แฝงไปด้วยนวัตกรรมและความสวยงามที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ที่สวมใส่ทุกคนใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคไทยเสมอมา และได้รับการโหวตให้เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคจากผลวิจัย 2025 Thailand’s Most Admired Brand และรางวัลพิเศษ Innovation Brand Award ในหมวดสินค้าอุปโภค กลุ่ม Fashion
โดยปีที่ผ่านมา ยูนิโคล่ยังคงยึดปรัชญา LifeWear ในการดำเนินธุรกิจ และส่งมอบสินค้าเสื้อผ้าสู่ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้ชีวิตของคนทั่วโลกดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ยูนิโคล่สามารถรักษาอัตราการเติบโตทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี รวมถึงการเดินหน้าเปิดร้านสาขาในเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในฐานะแบรนด์ระดับโลก ซึ่งปัจจุบันยูนิโคล่มีจำนวนร้านสาขา 2,500 ทั่วโลก ทั้งในประเทศญี่ปุ่น ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ
“แต่เดิมยูนิโคล่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นที่ส่งมอบสินค้าเสื้อผ้าสู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันเราขยายการเติบโตออกไปทั่วโลก และตอนนี้ผู้คนทั่วโลกให้การตอบรับสินค้า LifeWear ของเราดีมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจยูนิโคล่ในภูมิภาคอาเซียนผู้บริโภคไทยให้การตอบรับกับสินค้า LifeWear ของเราดีมากด้วยเช่นกัน” คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการตอบรับที่ดีต่อสินค้าของยูนิโคล่ของผู้บริโภคทั่วโลก

ภายใต้เสื้อผ้าที่มีความเรียบง่ายหยิบใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เสื้อผ้าของยูนิโคล่กลับแฝงไปด้วยนวัตกรรมที่ทำให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกซึ่ง คุณโยชิทาเกะ อธิบายว่า ยูนิโคล่มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวว่า Global is Local...Local is Global ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนถึงการผลิตเสื้อผ้าเพื่อผู้คนทั่วโลก ขณะเดียวกันยูนิโคล่ก็ให้ความสำคัญกับการคัดสรรสินค้าที่สร้างสรรค์เพื่อผู้บริโภคในระดับโลก ที่สามารถตอบสนองการใช้งานและใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวไทยด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เช่น การนำเสนอสินค้ายูนิโคล่ บราท็อป เสื้อพร้อมบรา หรือ 2-in-1 Built-in-bra ที่มีฟังก์ชันครบจบในตัวเดียว สร้างสรรค์ขึ้นมาจากความต้องการของลูกค้าผู้หญิงที่มองหาเสื้อตัวเดียวที่มีบราในตัว ผสานทั้งสไตล์ ความสบาย และบราเข้าไว้ด้วยกัน

“สินค้าบราท็อปที่ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับที่ดีมากในช่วงที่ผ่านมา เป็นสินค้า Global ซึ่งนำมาพัฒนาและปรับให้เข้ากับความต้องการของคนไทย สินค้าตัวนี้เป็นสินค้าที่คนญี่ปุ่นก็ชื่นชอบด้วยเช่นกัน เพราะเป็นนวัตกรรมที่ไม่ต้องใส่บราแยก ผู้บริโภคสามารถสวมใส่เสื้อที่มีบราอยู่แล้วตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงทั่วโลก รวมถึงผู้บริโภคไทย แม้ตอนที่เข้าไทยมาใหม่ๆ คนไทยยังไม่คุ้นชินแต่เราก็มีการ Localize ให้เหมาะกับผู้บริโภคไทยมากขึ้น”
นวัตกรรมที่ Localize สำหรับเมืองไทยยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้า UTme บริการสุดพิเศษที่สามารถดีไซน์เสื้อยืดและกระเป๋าผ้าในสไตล์ที่แต่ละคนชื่นชอบ ซึ่งแต่เดิมเป็นของญี่ปุ่นแต่ถูกนำมาใช้กับประเทศไทยเพื่อครองใจผู้บริโภคไทย
โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ตัวอย่าง เช่น คอลเลกชัน UTme Mickey Go Thailand ที่ทำร่วมกับทางดิสนีย์ ประเทศไทยโดยนำตัวละครที่คนทั่วโลกหลงรักอย่าง Mickey Mouse และ Minnie Mouse มาออกแบบเป็นลวดลายที่วางขายเฉพาะในประเทศไทย เช่น ลาย Mickey Mouse บนตุ๊กตุ๊ก มิกกี้ท่าไหว้ และมิกกี้เที่ยวตลาดน้ำ

คุณโยชิทาเกะ เสริมว่า ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับยูนิโคล่จะคำนึงถึง Conventional Wisdom หรือความคิดแบบดั้งเดิมว่าผู้คนมีความต้องการสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน และใส่นวัตกรรมลงไปในเสื้อผ้าเพื่อให้คนนำไปใช้เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ตัวอย่าง เช่น ในหน้าหนาวผู้คนมักใส่เสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อมอบความอบอุ่นให้ร่างกาย แต่การใส่เสื้อผ้าหลายชั้นอาจทำให้หนักและรุ่มร่าม ยูนิโคล่จึงคิดค้นนวัตกรรมที่ทำให้คนอบอุ่นได้ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นจนเกิดเป็นสินค้า HEATTECH ที่พัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างยูนิโคล่และโทเรย์อินดัสตรีส์ซึ่งยูนิโคล่คิดมาอย่างดีว่าสามารถตอบโจทย์ให้ผู้คนใส่เสื้อผ้าได้อย่างสนุกสนาน เรียบง่าย แต่ก็สามารถคลายหนาวและสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ทันที
นอกจากนวัตกรรมในด้านเสื้อผ้า ปีที่ผ่านมา ยูนิโคล่ยังนำเสนอนวัตกรรม Self Checkout มาใช้กับสาขาทั่วโลก ซึ่งเมื่อลูกค้าได้ใช้ก็รู้สึกชื่นชอบ เพราะสามารถเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องรอพนักงาน สำหรับในประเทศไทยมีการใช้ Self Checkout ครั้งแรกกับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เพิ่งเปิดหลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยปัจจุบันสาขาที่มี Self Checkout ในประเทศไทยมีอยู่ถึง 12 สาขา
“หลายคนอาจจะคิดว่า Self Checkout แบรนด์อื่นก็มีใช้ แต่เรามีการคิดค้นเทคโนโลยีที่ลูกค้าสามารถใช้แล้วมีความสะดวกสบาย ไม่ติดขัด ซึ่งลูกค้าก็ชื่นชอบและให้การตอบรับที่ดีเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ เราสามารถทุ่มงบซื้อมาใช้ได้ แต่เราพยายามคิดในมุมมองของลูกค้าว่าต้องการอะไรแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการใช้งาน”
แม้ธุรกิจของยูนิโคล่ต้องพยายามสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนเสมอ แต่อย่างไรก็ตามนวัตกรรมที่คิดค้นจะต้องคำนึงเรื่องของความยั่งยืนด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ยูนิโคล่จึงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน ภายใต้โครงการอาริอาเกะ (โครงการปฏิรูปธุรกิจซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560)

“เราไม่ได้เน้นสร้างแต่นวัตกรรมแต่เราใส่แนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปในโมเดลธุรกิจของเราด้วย เพื่อให้ธุรกิจของเราตอบโจทย์เรื่องของความยั่งยืนมากที่สุด เราพยายามผลิตสินค้าเท่าที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคโดยมีการผสานเทคโนโลยีและคนเข้าไว้ด้วยกัน เราใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลข้อมูลการซื้อของลูกค้าแล้ววิเคราะห์ว่าผู้บริโภคชื่นชอบสินค้าประเภทไหนควบคู่กับการใช้พนักงานของเราในการพูดคุยสำรวจความต้องการของลูกค้า เพราะเราให้ความสำคัญกับความต้องการจริงของลูกค้าด้วย จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้เราไม่ผลิตสินค้าที่มากเกินความจำเป็น”

เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่าง เช่น การสร้างสรรค์สินค้าประเภทยีนส์จากเทคโนโลยีอันล้ำหน้า ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยศูนย์นวัตกรรมยีนส์ในลอสแอนเจลิส ได้แก่ BLUE CYCLE JEANS ถือเป็นการพลิกโฉมในวงการอุตสาหกรรม เนื่องจาก BLUE CYCLE JEANS ช่วยลดปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการซักฟอกและแต่งผิวผ้ายีนส์ได้อย่างมากถึง 99%* กระบวนการแต่งผิวผ้าด้วยเลเซอร์ที่นำมาใช้ทดแทนกระดาษทรายนั้น ช่วยลดภาระให้กับพนักงานและยกระดับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับแผนการทำงานในปีนี้ ยูนิโคล่ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเสื้อผ้าเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนทั่วโลก ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความยั่งยืน โดยคุณโยชิทาเกะกล่าวว่า ในปี 2025 จะเป็นปีแห่งการสร้างรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจยูนิโคล่ในอนาคต

“เราจะใช้ปีนี้เป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการเน้นเรื่อง People Development ด้วยการอบรมและเพาะบ่มให้พนักงานมีความรู้ที่มากยิ่งขึ้น อย่างที่ทราบดีว่า ยูนิโคล่มีธุรกิจทั่วโลกการจะพัฒนาความรู้ให้กับพนักงานแต่ละคน จำเป็นต้องให้คนๆ นั้นมีประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น ปีที่ผ่านมาเราจึงมีการส่งพนักงานของประเทศไทยให้ไปทำงานในสาขาต่างประเทศ เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการทำงานเพื่อยกระดับให้พนักงานของเราสามารถต่อยอดการเรียนรู้จากการทำงานจริงและนำองค์ความรู้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย
การเติบโตทางธุรกิจของยูนิโคล่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ตัวเลขของยอดขายเพียงอย่างเดียว เราจะให้ความสำคัญในภาพรวมการฝึกฝนพัฒนา ดูแลพนักงานในด้านต่างๆ รวมถึงความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่ทางบริษัทจำเป็นต้องรับผิดชอบ เพื่อให้ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่ผู้คนทั่วโลกมองเข้ามาแล้วรู้สึกดีที่ได้สนับสนุนสินค้าของเราและรักในธุรกิจของเรา”