PTT Lubricants ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมตัวจริงที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับตลาดน้ำมันหล่อลื่นอย่างยาวนาน ซึ่งมาจากการศึกษาวิจัยความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตามเทรนด์โลกยานยนต์ที่เปลี่ยนไป

ด้วยนวัตกรรมที่โดดเด่นทำให้ PTT Lubricants เป็นเจ้าของรางวัลด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมมากมาย รวมถึงรางวัล
Innovation Brand Award จาก
2025 Thailand’s Most Admired Brand โดยปีที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งที่ PTT Lubricants สร้างปรากฏการณ์ใหม่ หลังนำ EVOTEC Technology มาอัปเกรดผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มยานยนต์ด้วยคุณสมบัติเด่นทั้ง 3E ของ EVOTEC ที่ให้ความสะอาด ทน แรง
- Environment ลดการปล่อยมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีและสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
- Endurance การชะล้างสิ่งสกปรกพร้อมปกป้องเครื่องยนต์ให้ทนทานสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานหนักหรือเป็นระยะเวลานาน
- Efficiency เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้เต็มพลังทุกอัตราเร่ง ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้สูงสุด
ส่งผลให้ EVOTEC Technology เป็นเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกความต้องการเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มที่ใช้ยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์เบนซิน ดีเซล รถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลกจากองค์กรชั้นนำ อาทิ API SQ, ILSAC GF-7 และ API CK-4 จาก American Petroleum Institute สหรัฐอเมริกา, ACEA C- Category จากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ในทวีปยุโรปและ JASO MA2 ; 2023 จาก Japanese Automobile Standard Organization ประเทศญี่ปุ่น

EVOTEC Technology ยังเข้ามาได้จังหวะพอดีกับมาตรฐาน Euro 5 ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในประเทศไทยในปีที่แล้ว เพื่อแก้ปัญหามลพิษ ทั้งยังช่วยดูแลเครื่องยนต์พร้อมยังช่วยรักษาอุปกรณ์บำบัดไอเสียที่ติดมากับเครื่องยนต์สมัยใหม่ โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละประเภท
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีผู้ใช้รถไฮบริดจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้บริโภคยังไม่มีน้ำมันเครื่องสำหรับรถไฮบริดโดยเฉพาะ ทำให้ PTT Lubricants ได้ออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง PERFORMA SYNTHETIC HYBRID ที่ออกแบบมาเพื่อรถไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยเฉพาะ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ด้วย EVOTEC Technology ที่ให้ความเสียดทานต่ำเป็นพิเศษ ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดทำงานได้คล่องตัวดียิ่งขึ้น ประสิทธิภาพเหนือกว่าด้วย SMART MOLECULES ที่ป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์ มาพร้อมคุณสมบัติพิเศษในการดักจับอนุภาคน้ำและหลอมรวมให้เข้ากับน้ำมันเครื่องให้ได้มากที่สุด ป้องกันปัญหาการกัดกร่อนจากไอน้ำได้ดีเยี่ยม เนื่องจากการทำงานของเครื่องยนต์ไฮบริดจะมีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดไอน้ำสะสมในเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า PERFORMA SYNTHETIC HYBRID จะช่วยถนอมเครื่องยนต์และทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ทั้งยังมาพร้อมความแรงเต็มพลังสมรรถนะ ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงอัตราเร่งของเครื่องยนต์ที่ดีขึ้นในทุกช่วงความเร็ว เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะสูงสุดตั้งแต่เริ่มสตาร์ต ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือกว่ามาตรฐานถึง 32%* แถมประหยัดเงินในกระเป๋า ด้วยระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสูงสุดถึง 15,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
*เมื่อเทียบกับมาตรฐาน API SP ซึ่งเป็นมาตรฐานน้ำมันเครื่องที่ออกโดย American Petroleum Institute ซึ่งมีการพัฒนาคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องให้สูงขึ้นกว่ามาตรฐานก่อนหน้า หรือ API SN

PTT Lubricants มองว่า ในอนาคตผู้บริโภคจะมองหาน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์ 100% ที่ให้คุณสมบัติในการทำหน้าที่ของน้ำมันเครื่องได้สูงสุดในทุกด้าน จึงมีแผนอัปเกรดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในระดับสูงสุดในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อเนื่อง โดยจะให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น โดยทุกบรรจุภัณฑ์จะเลือกใช้ Post-consumer Recycled (เมล็ดพลาสติกที่ผลิตขึ้นจากพลาสติกที่ใช้งานแล้ว) เป็นส่วนประกอบในการผลิตแกลลอนน้ำมันหล่อลื่นทุกแกลลอน เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคตของพวกเราทุกคน


อย่างไรก็ดี นวัตกรรมไม่ได้อยู่ในผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ PTT Lubricants ยังนำมาเป็นหัวใจในพัฒนากิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ผ่านโครงการ “เซฟโลก เซฟรถ เพื่ออนาคตน้อง ๆ” ชวนผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลกอย่างยั่งยืนเมื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการ FIT Auto ทั่วประเทศ ซึ่งทุกแกลลอนที่ได้จะนำไปอัพไซคลิ่งเป็นชุดโต๊ะนักเรียนรักษ์โลกให้กับโรงเรียนที่ยังขาดแคลนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยตลอดปี 2567 ได้ดำเนินการส่งมอบชุดโต๊ะเรียนไปแล้วทั้งสิ้น 5 โรงเรียน ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้ถึง 1,200 กิโลกรัม พร้อมยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 8,000 กิโลกรัม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด OR SDG ที่ต้องการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า