มีการประมาณการกันว่า ภายในปี 2571 เศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 16.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 594 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 17% ของ GDP โลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.9% ระหว่างปี 2566–2571 ขณะที่ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2567 มีการขยายตัว 14% และมีมูลค่าแตะระดับ 1.1 ล้านล้านบาท จากปีก่อน 2566 มีมูลค่า 9.8 แสนล้านบาท โดยในปี 2570 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีขนาดใหญ่อันดับสองของตลาดในภูมิภาคอาเซียน
ทางด้านผู้ให้บริการขนส่งอย่าง ไปรษณีย์ไทย มีการปรับตัวค่อนข้างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ส่งผลให้ไปรษณีย์ไทยมีการเติบโตทั้งด้านรายได้และปริมาณชิ้นงานขนส่งที่เพิ่มขึ้น จากการกำหนดกลยุทธ์ในมิติต่างๆ โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือการขับเคลื่อนโดยแผนงานเชิงรุกที่เน้นการนำศักยภาพของเครือข่ายไปรษณีย์ไทยมาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดการทรานส์ฟอร์มจากรูปแบบ Physical ไปสู่ Digital ด้วยบริการที่หลากหลาย
สำหรับแผนงานปีนี้ จะเดินหน้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์การใช้บริการ เน้นการสร้างความแข็งแรงให้กับ Digital Touch มากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของช่องทางการขาย อำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ค้าออนไลน์ที่มีมากกว่าเรื่องการรับส่งของ

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกจะส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ยังมีความเสี่ยงด้านนโยบายระหว่างประเทศที่ต้องจับตามองคือ นโยบายทางการค้าในรูปแบบ นโยบายภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff Policy) ซึ่งอาจส่งผลต่อการขนส่งระหว่างประเทศทั่วโลก ไปรษณีย์ไทย จึงกำหนดให้เป็นหนึ่งในประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานนโยบายดังกล่าว และข้อยกเว้นภาษีนำเข้ากับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (DeMinimis Exemption) กับการไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา
จากสถานการณ์ดังกล่าว ไปรษณีย์ไทยได้วางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโต รองรับความเสี่ยงกลุ่มธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ และสร้างระบบนิเวศใน SME ไทย ช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก SME และ e-Commerce ที่อาจได้รับผลกระทบด้านการส่งออก อาทิ การเสริมสร้างความร่วมมือกับสหภาพสากลไปรษณีย์ การไปรษณีย์สมาชิกอาเซียน ASEANPOST เพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดยไปรษณีย์ไทยมีความโดดเด่นจากเส้นทางการขนส่งที่หลากหลาย ทั้งการขนส่งทางอากาศ ทางภาคพื้น ทางราง และทางเรือ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการขนส่งไปยังประเทศปลายทางต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันภาพรวมการให้บริการส่งระหว่างประเทศของไปรษณีย์ไทย ครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ สามารถเข้าถึงพื้นที่เฉพาะที่ผู้ให้บริการรายอื่นๆ อาจยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น พื้นที่เกาะ ภูเขา และปลายทางห่างไกล เช่น อียิปต์ เอสโตเนีย อาร์เจนตินา และประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ เช่น หมู่เกาะมาร์แชลล์ กวม หมู่เกาะมารีนา เป็นต้น

จากปัจจัยลบหลายด้านที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับการดำเนินงาน ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ปีนี้ ไปรษณีย์ไทยมีการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยใช้จุดแข็งและทรัพยากรที่มีอยู่ ได้แก่
- บริการส่งด่วน EMS ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับ B2C และ C2C โดยเฉพาะในตลาดอีคอมเมิร์ซที่ต้องการความรวดเร็วและเชื่อถือได้ ด้วยเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศที่สามารถให้บริการถึงปลายทางได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล บวกกับมาตรฐานการส่งด่วนที่ผู้ใช้บริการไว้วางใจจากโซลูชันที่หลากหลายรองรับกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างครอบคลุม ทำให้ในปี 2568 ปริมาณการส่งด้วยบริการ EMS ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- บริการขนส่งที่หลากหลายครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างครบวงจร ซึ่งมีความครอบคลุมทั้งการส่งสิ่งของขนาดใหญ่ สินค้าควบคุมอุณหภูมิ ยาและเวชภัณฑ์ นมแม่ สินค้าทางการเกษตร ปลาสวยงาม สินค้าอัตลักษณ์ไทย สินค้าไลฟ์สไตล์ ฯลฯ รวมทั้งยังมีการให้บริการทั้งในรูปแบบ B2B , B2C , C2C ซึ่งความหลากหลายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสให้กับภาคธุรกิจเติบโต
- บริการทางการเงิน โดยไปรษณีย์ไทยมีจุดแข็งด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกับพันธมิตรด้านการเงินในการเป็นตัวแทนธนาคาร (Banking Agent) ในการให้บริการด้านการเงินครบวงจร
- การให้บริการกลุ่มค้าปลีก เน้นดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Omni-Channel เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกชั้นตอน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเลือกซื้อสินค้า การชำระเงิน การจัดส่งสินค้าไปจนถึงการบริการหลังการขาย โดยประเภทสินค้าที่มีให้บริการ คือ สินค้าไปรษณีย์ประเภทกล่องซองสำหรับผู้ประกอบการ และเกษตรกร สินค้าไปรษณีย์ประเภทสินค้าที่ระลึก และสินค้า House brand ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เช่น กาแฟ น้ำดื่ม ข้าวสาร นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ตัวท็อปใกล้ไกลส่งให้ถึงมือที่คัดสรรสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นสินค้าดีจากทั่วประเทศมาจำหน่ายและส่งตรงถึงผู้บริโภคมากกว่า 20,000 รายการ
- การขยายบริการรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ สนับสนุนภาคธุรกิจไทยที่มีศักยภาพก้าวสู่ตลาดโลก โดยการสร้างพันธมิตรในกลุ่มแพลตฟอร์ม eBay และ Amazon FBA ให้บริการคลังสินค้าสำหรับผู้ขายสินค้าบนเว็บไซต์ที่ต้องการขนส่งข้ามพรมแดน
“โดยไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับการไปรษณีย์เวียดนาม และการไปรษณีย์อินโดนีเซีย พร้อมด้วยที่ปรึกษาพิเศษ Paytech จากเวียดนาม และ Kota จากสิงคโปร์ จัดตั้ง "Regional ASEAN Post Alliance" หรือ RAPA เพื่อสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งในภาคขนส่งและไปรษณีย์ของภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาพันธมิตรอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน การสร้างมาตรฐานโลจิสติกส์ร่วมกัน การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และการขยายตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนไปสู่ระดับโลก”
- กลุ่มธุรกิจ Post Next เดินหน้าสู่ Information Logistics ในไตรมาส 3/2568 บริการ “Prompt Post”
จะมีการอัปเกรดฟีเจอร์เพิ่มขึ้น คือ Digital Postbox การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความปลอดภัยและเป็นส่วนบุคคล Passport Tracking การติดตามสถานะพาสปอร์ต Prompt Pass เชื่อมข้อมูลภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในการทำธุรกรรมต่างๆ ทางออนไลน์ด้วยความรวดเร็ว Prompt Vote ระบบการลงคะแนนเสียงออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่ง่าย ปลอดภัย และมีระบบบันทึกผลการลงคะแนนที่น่าเชื่อถือ - เครือข่ายบุรุษไปรษณีย์ ที่มีความพร้อมในการรองรับความต้องการที่หลากหลาย ปัจจุบันกำลังขยายการให้บริการเครือข่ายพี่ไปรฯ Postman Cloud ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นจากในปีที่ผ่านมา เช่น ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ 2568 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครสมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสงขลา จำนวน 4.17 ล้านครัวเรือน ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน – 15 กรกฎาคม 2568

ดร.ดนันท์ กล่าวเสริมว่า จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าออนไลน์ยังคงมีการขยายตัวทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซมีความคึกคัก และกลุ่มค้าปลีกยังมีแนวโน้มเติบโต ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวมอยู่ที่ 5,945.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.83% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 อีกทั้งยังสามารถทำกำไรสุทธิ 534.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 227.72% แสดงถึงสัญญาณบวกจากมาตรการบริหารต้นทุนและรายได้ที่ดีขึ้น
“ธุรกิจที่เติบโตเด่นชัด ได้แก่ กลุ่มบริการไปรษณีย์ในประเทศ มีรายได้เพิ่มขึ้น 20.17% กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 13.15% ขณะที่ปริมาณชิ้นงานไตรมาสที่ 1 ปี 2568 มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปี 2567 ราว 7.48% ซึ่งบริการที่โดดเด่นยังคงเป็นบริการส่งด่วน EMS ที่เพิ่มขึ้น 5.94% จากมาตรฐานการให้บริการและมีโซลูชันที่สอดคล้องกับภาคธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม” ดร.ดนันท์ กล่าว