จากเทรนด์ของ Pet Humanization และ Pet Parent ผลักดันให้มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 2.58 แสนล้านบาท/ปี (อ้างอิง: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปี 2566) เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี จากพฤติกรรมการมองสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว บางบ้านลงทุนดูแลอย่างดีที่สุดจนถูกเรียกว่า ทาสหมา-ทาสแมว (Petriarchy) ที่พร้อมเปย์ให้กับเจ้านายในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อุปกรณ์เลี้ยง ไปจนถึงเรื่องการรักษาเมื่อเจ็บป่วย โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มีประเมินว่าอาจมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงเฉลี่ย 41,100 บาท/ตัว/ปี หรือ ประมาณ 7,745 บาท/ตัว/ปี หากเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระ
บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จึงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ เปิดแคมเปญ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” เพื่อตอบรับกับเทรนด์ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยจะมีจำนวนเพิ่มอีกราว 6% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตการขนส่ง ระบบการรักษา และโลจิสติกส์ในกลุ่มตลาดสัตว์เลี้ยง

พี่ไปรฯใช้จุดแข็งเครือข่ายและส่งด่วน EMS
จากความร่วมมือครั้ง ไปรษณีย์ไทย ชูจุดเด่นของระบบส่งด่วน EMS เพื่อส่งต่อยาและเวชภัณฑ์ของสัตว์ให้กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงผ่านโซลูชันให้บริการ 2 ช่องทาง คือ บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ และบริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ (Televet) เพื่อลดระยะเวลาการรอรับยา และลดความแออัดในโรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า โครงการ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่มีพลังขับเคลื่อนทั้งมิติเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว และมิติธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจุดแข็งของเครือข่ายการขนส่งของไปรษณีย์ไทย และความเชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ของจุฬาฯ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง และเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพสัตว์จากสถานพยาบาลสัตว์ในเมือง
“โครงการนี้ตอกย้ำให้ไปรษณีย์ไทยก้าวสู่บทบาทโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศ ทั้งจากการเป็นผู้นำการขนส่งพัสดุ การเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการรักษา-บริการและเวชภัณฑ์ได้ถึงหน้าบ้าน รวมถึงมาตรฐานการขนส่งที่ไว้วางใจได้ และโครงการนี้สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ หรือกลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ในเครือข่ายเพิ่มเติม จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อน Well-being ของสังคมไทยอย่างแท้จริง”

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นโดยประชาชนส่วนใหญ่นิยมการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มบริการรักษาสัตว์ ในปี 2567 มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.64 แสนล้านบาท สำหรับปีนี้คาดการณ์ว่าจำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 6% โดยคิดเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของประมาณ 5.38 ล้านตัว ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สุนัข และแมว
“ความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญของไปรษณีย์ไทยในด้านการขนส่งด้วยแนวคิด “Parcel Defined Logistics” ที่ออกแบบระบบขนส่งให้เหมาะสมกับสิ่งของทุกประเภท รวมทั้งการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ที่ไปรษณีย์ไทยได้เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2555 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยและโรงพยาบาล ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ใช้บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ผ่านไปรษณีย์ไทยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล มีการขนส่งไปแล้วกว่า 2.32 ล้านชิ้น”
สำหรับบริการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงครั้งนี้เป็นการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนรักสัตว์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยให้บริการผ่าน 2 ช่องทาง คือ บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ และบริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ใช้บริการผ่านทางออนไลน์ (Televet) เพื่อลดระยะเวลารอคอยในการรอรับยา และลดความแออัดในโรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางสำหรับผู้ใช้บริการที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
โดยไปรษณีย์ไทยใช้จุดแข็งจากบริการส่งด่วน EMS ที่การันตีมาตรฐานการจัดส่งภายใน 1-2 วันทำการ ด้วยบรรจุภัณฑ์ และวิธีการขนส่งที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมเพื่อช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการใช้จุดแข็งจากเครือข่ายกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ และบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน ที่มีความชำชาญทุกเส้นทาง โดยมีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 120 บาท/ครั้ง

ตอบโจทย์คนรักสัตว์ยุคใหม่เข้าถึงทุกบริการรักษา
ทางด้าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรจำกัดบทบาทเพียงการสอนหรือวิจัย แต่ต้องเป็นแรงผลักดันที่สามารถสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับสังคมไปพร้อมกัน เพื่อเป็นการวางรากฐานให้ระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงไทยมีความแข็งแรง คล่องตัว และพร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงสร้างถาวรในระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับประเทศ โดยความร่วมมือครั้งในมุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการส่งยาหรือเวชภัณฑ์ให้กับผู้เลี้ยงที่มีสัตว์ป่วย
ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความต้องการและพฤติกรรมการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงในไทยและในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังผลักดันให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม บริการที่เน้นสุขภาพ และโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ไม่ได้มองเพียงการเป็น “ผู้รักษา” แต่เดินหน้าสู่การเป็น “ผู้สร้างระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่ดีแห่งอนาคต” ที่มีองค์ประกอบครบทั้งการวิจัย บริการ และการเข้าถึง ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยครั้งนี้ ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่สามารถต่อยอดไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ในอนาคต จะช่วยขับเคลื่อนสุขภาพสัตว์เลี้ยงไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และตอบสนองความคาดหวังของเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ที่มองว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัวอย่างแท้จริง
“เราเห็นโอกาสที่สำคัญในการใช้ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และความเชี่ยวชาญของคณะฯ มาเสริมความเชื่อมั่นกับเจ้าของและตลาดสัตว์เลี้ยง โดยปัจจุบันมีทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งโรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ ที่ให้บริการทางคลินิกที่ครอบคลุมและเฉพาะทางสำหรับสัตว์เลี้ยงหลากหลายชนิด การดูแลฉุกเฉิน การวินิจฉัยขั้นสูง (CT-Scan, MRI) และคลินิกเฉพาะทาง โดยยังได้รับการยอมรับในฐานะโรงเรียนสัตวแพทย์แห่งแรกและเป็นผู้นำในประเทศไทย และได้รับการยกย่องในระดับโลก ซึ่งสิ่งนี้ตอกย้ำความน่าเชื่อถือทางระบบการรักษาให้กับผู้ใช้บริการทั่วประเทศ”
สอดคล้องกับแนวคิดของ น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้ช่วยคณบดี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ในมุมของโรงพยาบาลสัตว์มองว่าการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ต้องออกแบบให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการเข้ารับคำปรึกษาผ่านระบบ Televet การวางแผนการรักษา ติดตามอาการ การสื่อสารกับสัตวแพทย์ ไปจนถึงระบบการส่งยาถึงบ้านที่ปลอดภัยและมีมาตรฐาน โครงการ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” จึงถือเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มระบบนี้ให้สมบูรณ์ และทำให้การรักษา - ดูแลสัตว์มีความเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
“แคมเปญนี้กำลังนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของ Pet Health Infrastructure ที่เชื่อมต่อบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงทุกขั้นตอนเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ และถือเป็นทิศทางใหม่ของการดูแลสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์ในยุคดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มครอบครัวเมือง พื้นที่ห่างไกล ที่ต้องการบริการสุขภาพที่เชื่อถือได้แต่ไม่จำเป็นต้องพาสัตว์เลี้ยงเดินทางไปยังโรงพยาบาลสัตว์ อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนไลฟ์สไตล์คนไทยต่อการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่สามารถดำเนินการได้ทุกที่อีกด้วย” น.สพ.ชัยยศ กล่าว
