ตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นข้อมูลออนไลน์ก็คือช่วงปีที่ผ่านมามี Unique Visitor มากกว่า 697 บัญชี เข้าไปค้นข้อมูลในเว็บไซต์ Generative AI อาทิ ChatGPT, Gemini ฯลฯ โดยมีผู้ใช้งานเว็บไซต์ที่เป็น Generative AI เพิ่มขึ้นประมาณ 13-15 เท่า ในจำนวนนี้เป็นคนที่เข้าเว็บไซต์ ChatGPT ถึง 80%
ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ทําให้ชาว SEO ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป เพราะว่าการค้นข้อมูลใน ChatGPT กําลังทวีความสําคัญมากขึ้น
ส่วนในประเทศไทย ChatGPT มี Unique Visitor อยู่ที่ประมาณ 6 ล้าน ในขณะที่ Google อยู่ที่ประมาณ 120 ล้าน
แม้ว่าตัวเลขตอนนี้จะอยู่ที่ประมา ณ 5% เมื่อเทียบกับ Google แต่ทุกฝ่ายคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 10% ในไม่ช้า ซึ่งทำให้ทาง Google เองต้องมีการพัฒนา Generative AI ซึ่งเป็นที่มาของฟังก์ชัน AI Overviews ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นกับคํานี้บ้างแล้ว
หลักๆ แล้ว AI Overviews จะแสดงผลลัพธ์ไว้ด้านบนสุดของผลลัพธ์ ผลที่ตามมาก็คือ User แทบจะไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ เพราะสามารถเห็นคำตอบได้โดยสามารถอ่านจาก AI Overview ได้เลย
AI Overviews จึงเป็นเครื่องมืออันใหม่ที่สามารถสร้างเอนเกจเมนต์ให้กับ User มากกว่าการค้นหาทั่วไป
ซึ่งโดยปกติแล้วการที่จะทำให้แบรนด์หรือสินค้าเราติดที่หน้าค้นหาของ Search Engine ทั่วไปอย่าง Google, Bing นั้น จะต้องโฟกัสไปที่การทำ SEO
คำถามที่ตามมาก็คือแล้วถ้าอยากจะติด AI Overviews จะต้องทำอย่างไร?
มารุต ปิยะพันธ์ SEO Manager, Amplifi เฉลยคำตอบนี้ว่า การตลาดยยุค AI แบรนด์จำเป็นต้องสำรวจสุขภาพด้าน SEO (Search Engine Optimization) และ AEO (Answer Engine Optimization) ของเว็บไซต์ตัวเอง เพราะ AEO คือการทำให้ข้อมูลจากเว็บไซต์ของแบรนด์ไปปรากฏบนผลการค้นหาของ AI เช่น ChatGPT, Gemini และ AI Overviews รูปแบบสรุปคำตอบด้านบนสุดของผลลัพธ์การค้นหา โดยเป็นการดึงข้อมูลมาจากหลายเว็บไซต์มาประมวลจัดเรียงใหม่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงง่ายโดยไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านในเว็บเหมือนเดิม (Zero Click Search)

ทางด้าน อนุศิษฏ์ แก้วพลอย SEO Manager, Amplifi แนะนำว่า ก่อนที่เราจะเริ่มไปถึง AEO แบรนด์ควรต้องเริ่มจากเบสิกของการทำ SEO ให้ถูกต้องก่อน
“ณ วันนี้หลายๆ Agency พยายามจะ Provide เรื่อง Back Link พวกนี้ให้กับลูกค้า ซึ่งมันอาจจะดี ก็ได้ แต่ในมุมมองของผมอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นแล้ว เราต้องดูว่าปัญหาของเว็บไซต์ของลูกค้าตอนนี้คืออะไร พอเราเข้าใจเรื่องพื้นฐานตรงนี้แล้ว เราตัดเรื่องของ Black Link ออกไปได้ ไม่เอามาเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO แต่ไปมุ่งเน้นเรื่องของการทำ Content ให้มีคุณภาพ ให้มันเจาะลึกไปในสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ ให้กับลูกค้า เราสามารถใช้ AI ในการหาข้อมูลให้มันลึกลงไปกว่าคนทั่วไปในการค้นหาได้ นั่นแหละครับถึงจะทำให้ตัว AEO มันเกิดขึ้นจริง”
อนุศิษฏ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในยุค AI ทุกคนก็จะกระโจนกันมาใช้ AI กันหมด ซึ่ง SEO มีความกังวลมาก เพราะว่าจะมี Content ออกมามากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่า ดังนั้นแบรนด์ต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างเรื่องคุณภาพ และปริมาณ ถ้าวันนี้แบรนด์กระโจนไปที่ปริมาณจะไม่สามารถตอบโจทย์ AI ได้เลย เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรจะโฟกัสที่คอนเทนต์คุณภาพจะดีกว่า
“เราต้องเข้าใจด้วยว่า AI ก็เหมือนคนนั่นแหละ เขาก็อยากจะเอาคำตอบไปโชว์คนใช่ไหม แต่ว่าถ้าเราทำคอนเทนต์เป็นพารากราฟ บางที AI จะมองไม่เห็น อาจจะต้องเสริมด้วย Bullet Point ให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ AI ดึงเอาไปโชว์คนได้”

3 สิ่งควรทำถ้าอยากติด AEO
1. ต้องทำ SEO ให้ดี เพราะการที่เราจะติด AI Overviews ต้องพึ่งพาคอนเทนต์คุณภาพ
2. AI Overviews ชอบโครงสร้างคอนเทนต์ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าทำคอนเทนต์ในลักษณะเขียนเป็นพารากราฟบางที AI จะมองไม่เห็น อาจจะต้องเสริมด้วย Bullet Point ให้เข้าใจง่าย
3. คุณภาพคอนเทนต์ เพราะในอนาคตจะมีคอนเทนต์ AI มากขึ้น สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ AI เลือกมาอาจจะเป็นแค่ คอนเทนต์เดียวเท่านั้น เพราะว่าคำตอบสุดท้ายแล้ว AI ก็ต้องเลือกคำตอบให้ดีที่สุดอยู่ดี
คอนเทนต์เก่าก็อัปเดตใหม่ได้
สำหรับคอนเทนต์เก่าที่อาจจะลงไปเมื่อสัก 2-3 ปีที่แล้ว มารุต กล่าวว่า Content ที่ค่อนข้างเป็น Seasonal เช่น คอนเทนต์ที่อัปเดตรายปีอาจไม่ต้องกังวล แต่ว่าถ้าเป็นคออนเทนต์ทั่วไปแต่มีคุณภาพก็สามารถนำมาอัปเดตเนื้อหา หรือปัดฝุ่นคอนเทนต์ใหม่ เพราะวิธีการเขียน Mood & Tone เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อาจจะไม่เหมาะกับยุคนี้
Infographic ควรใส่ Key Takeaway
ในส่วนของคอนเทนต์ที่เป็น Infographic มารุต อธิบายว่า ปัจจุบัน Google ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาของภาพได้บ้างแล้ว สังเกตจาก Google Lens ที่เวลาใช้งานสามารถรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร และ Infographic ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย Text ซึ่ง Google หรือ ChatGPT ก็สามารถอ่าน Text ที่อยู่ในตัวรูปภาพได้ แต่เราควรใส่ Key Takeaway เข้าไป
AI ทำให้แบรนด์ถูกเจอ แต่ PI ทำให้แบรนด์ถูกใจ
การใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดจำเป็นต้องใช้ PI (People Intelligent) ทักษะของมนุษย์ในเรื่องอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และศีลธรรมจริยธรรม ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหลายองค์กรใช้ AI เข้ามาช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน และปัจจุบันกำลังพัฒนาไปในเชิง Agentic AI ซึ่งจะมาตัดสินใจบางอย่างแทนมนุษย์ ดังนั้นในการวางกลยุทธ์ขององค์กรจึงต้องมีการพัฒนาทักษะของบุคลากรเพื่อเสริมผสานสติสัมปชัญญะของมนุษย์เข้าไปด้วย
“AI คือการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ส่วน PI คือการใช้คนที่เหมาะสม ทั้ง 2 ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ AI ทำให้เราถูกเจอ PI ทำให้เราถูกใจ”

สรุป การทำคอนเทนต์เพื่อบรรลุเป้าหมาย AEO (Answer Engine Optimization)- ต้องเข้าใจการทำงานของ AI
- ต้องคล่องตัวกับเทคโนโลยีที่มีอยู่
- ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
- Power Skill หรือ PI สำคัญมาก
- ตอนนี้ผู้บริโภค 60% หยุดการค้นหาที่ AI Overview
- SEO ยังคงจำเป็นและจำเป็นมากขึ้น แต่ต้องปรับการทำ Optimization ให้ AI เรียนรู้และเข้าใจ
- แบรนด์ที่ขึ้น Top Search ยังคงมีความน่าเชื่อถือ และสำคัญอยู่
- การทำให้ติด AI Overview การใส่ Description และ Keyword สำคัญมาก ควรสั้นกระชับ มีคุณภาพ มีความยาว 150-200 จำนวนคำ
- AI ยังคงใช้วิธีการดึงข้อมูลจาก Search Engine หน้าแรก
- AI ชอบคอนเทนต์ที่มีโครงสร้างที่ชัดเจน เช่นมี Bullet Points หรือ Key Takeaway