ความน่าสนใจของการประกาศแผนรุกในการส่งสินค้าในกลุ่มแพ็กเกจ ฟู้ดภายใต้แบรนด์ “โอโยชิ อีทโตะ” ออกไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน – ยุโรปนั้น น่าจะอยู่ที่การใช้สินค้าในกลุ่มแพ็กเกจ ฟู้ดเข้ามาเป็นตัวช่วยเติมเต็มการรุกตลาดต่างประเทศของกลุ่มไทยเบฟ
โดยกลุ่มไทยเบฟมีการประกาศอย่างชัดเจนว่า กลุ่มอาเซียน + 6 จะเป็นฐานในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในแง่ของยอดขายและผลกำไร ซึ่งการมีพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นโลคอล แชมเปี้ยนจะทำให้นอกเหนือจากการเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาด Share of Throat ของคนในแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถเข้าไป Share of Stomach หรือพื้นที่กระเพาะของผู้บริโภคจากพอร์ตสินค้าที่ไทยเบฟมีอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงความสำเร็จที่จะตามมาในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงต้องใช้ชื่อแบรนด์ “โอโยชิ อีทโตะ” แทนที่จะใช้ชื่อเดิมคือ “โออิชิ อีทโตะ” ซึ่งว่าไปแล้ว “โออิชิ” ถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักของทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV
เหตุผลจะออกมาคล้ายๆ กับที่ BrandAge Online เคยนำเสนอไปแล้ว นั่นคือกลุ่มไทยเบฟจะไม่สามารถใช้ชื่อแบรนด์โออิชิได้ เนื่องจากชื่อนี้ถูกจดลิขสิทธิ์ไปแล้วในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในหลายประเทศ โดยบริษัทสัญชาติฟิลิปปินส์ คือบริษัท PT. Liwayway ที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าสแน็คอย่างข้าวเกรียบกุ้ง มันฝรั่งทอดกรอบและขนมขึ้นรูป ภายใต้แบรนด์ Oishi ที่วางขายอยู่ในเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น
ทำให้แม้โออิชิจะมีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่งในอาเซียน โดยเฉพาะที่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีบริษัท F&N ซึ่งมีเครือข่ายด้านตลาดและการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมตลาดอยู่ แต่การทำตลาดก็ไม่สามารถใช้ชื่อแบรนด์ Oishi ได้
อย่างไรก็ตาม เวียดนามและกัมพูชาเป็นตลาดที่มีศักยภาพค่อนข้างดี ซึ่งการเข้าตลาดเวียดนามจะมีเครือข่ายของกลุ่มทีซีซี.ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้ามาเป็นตัวช่วยเพิ่มแรงส่งในการทำตลาด ซึ่งตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม และตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารพร้อมทานหรือแพ็กเกจ ฟู้ดของที่นั่นถือว่าน่าสนใจไม่น้อย แม้จะไม่ใช้ชื่อแบรนด์โออิชิ แต่ด้วยมาตรฐานการผลิต และคุณภาพของสินค้าที่มาจากไทย คนเวียดนามค่อนข้างจะยอมรับสินค้าจากบ้านเรา ทำให้แม้จะใช้แบรนด์โอโยชิแต่ก็น่าจะสร้างการยอมรับได้ไม่ยาก

สำหรับการส่งสินค้าในกลุ่มแพ็กเกจ ฟู้ด ออกไปทำตลาดในต่างประเทศครั้งนี้ ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด บอกว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของโออิชิ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่คือการส่งต่อเรื่องราวและวัฒนธรรมอาหารไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย โดยผ่านมุมมองของอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นิยมในระดับโลก เราเชื่อว่าการผสมผสานเอกลักษณ์ของ 2 วัฒนธรรมนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ไทยในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
โออิชิได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ “โอโยชิ อีทโตะ” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง มีนวัตกรรมในรสชาติ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสากลได้อย่างแท้จริง โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ยังสอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคสำคัญ ได้แก่ Convenience-Driven เพื่อตอบโจทย์ ผู้บริโภคที่มองหาความสะดวกในการบริโภค รวมถึงเรื่องของ Health-Conscious เพื่อเจาะเข้าไปยังผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและโภชนาการ ขณะเดียวกันยังมีกลุ่ม Experience-Seeking หรือกลุ่มลูกค้าที่แสวงหาประสบการณ์รสชาติใหม่จากทั่วโลกได้อย่างครอบคลุม

โดย 2 ผลิตภัณฑ์แรกที่ถูกส่งออกไปชิมลางตลาดก็คือโอโยชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า “สยาม เอสเซนส์” (OYOSHI EATO GYOZA Siam Essence) นวัตกรรมเกี๊ยวซ่าสไตล์ญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดเสน่ห์รสชาติไทย ผ่าน 5 ไส้เมนูยอดนิยม ได้แก่ แกงแดง แกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ และไก่สะเต๊ะ เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม “Adventurous Foodies” ที่มองหาประสบการณ์ใหม่จากวัตถุดิบและรสชาติที่มีเอกลักษณ์
และโอโยชิ อีทโตะ “มินิ พัฟเฟลตส์” (OYOSHI EATO Mini Pufflets) ขนมแป้งทอดกรอบไส้หวาน ขนาดพอดีคำ มาพร้อม 4 รสชาติ ได้แก่ ช็อกโกบานาน่า แอปเปิ้ล สับปะรด และเผือกมะพร้าว ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่ม “Premium Snacking” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป โดยเน้นความสะดวก อร่อย และคุณภาพสูงในทุกมื้อว่าง
การรุกครั้งนี้ หากมองในเชิงกลยุทธ์ โออิชิให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าสำหรับส่งออกที่มีความพร้อมทั้งด้านมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น GMP, HACCP, และ BRC ควบคู่กับการวิจัยเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย เพื่อให้สามารถปรับแต่งรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางจัดจำหน่ายได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนและยุโรป ซึ่งโออิชิได้เริ่มวางรากฐานและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเตรียมขยายสู่ตลาดใหม่ในลำดับถัดไป

“การแข่งขันในตลาดอาหารโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่รสชาติเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความเข้าใจในบริบทของผู้บริโภค และความสามารถในการนำเสนอสินค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากจดจำ ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางที่เรากำลังขับเคลื่อน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับแบรนด์ไทยในเวทีโลก”
ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจอาหารสำเร็จรูปยังถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ที่นอกจากจะบริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำหลากหลายประเภทแล้ว ยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ สร้างสมดุลรายได้ พร้อมต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น สู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารที่คนไทยภาคภูมิใจ และตลาดโลกยอมรับ
ถือเป็นอีกบริบทในการสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศของสินค้าในกลุ่มอาหารแพ็กเกจ ฟู้ดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว…