หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ธุรกิจร้านอาหารในกลุ่ม Chain Restaurant ให้ความสำคัญ คือการบริหาร Brand Portfolio หรือการ เพื่อให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย MAGURO Group เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อนกับแบรนด์ MAGURO วันนี้ได้ขยายอาณาจักรธุรกิจร้านอาหารสู่Brand Portfolio ที่ครอบคลุมอาหารหลากหลายประเภท เพื่อเข้าถึงทุกโอกาสการรับประทานของผู้บริโภค ด้วยการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่มีถึง 6 แบรนด์ ได้แก่ MAGURO, SSAMTHING TOGETHER, HITORI Shabu, Tonkatsu AOKI, COU COU และน้องใหม่ล่าสุด BINCHO
BINCHO (บินโช) มาจากคำว่า “ถ่านไม้ขาว” หรือ “Binchotan” ซึ่งเป็นเทคนิคการย่างดั้งเดิมของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ใช้เตาระบบย่างคู่ ของญี่ปุ่น 2 ชนิด ได้แก่ “อิโอริ” และ “โรบาตะยากิ” บรรยากาศภายในร้าน BINCHO จึงถูกออกแบบให้ลูกค้าได้สัมผัสกับวิถีชีวิตญี่ปุ่นโบราณอย่างแท้จริง

จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง MAGURO Group เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ BINCHO ว่าเกิดจากการเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อ 7-8 ปีก่อน โดยได้แรงบันดาลใจจากร้านอาหารเล็กๆ ที่ใช้ถ่านไม้ขาวและเตาอิโรริในการย่าง ซึ่งหาได้ยากมากในเมืองใหญ่ เตาอิโรริ เป็นเตาหลุมกลางบ้านของชาวญี่ปุ่นสมัยเอโดะ โดยบ้านหลังหนึ่งจะมีห้องรับแขกตรงกลาง ที่มีเตาแบบนี้ไว้ย่างอาหาร แขวนหม้อต้ม กลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว
“เราเห็นแล้วรู้สึกประทับใจมากครับ มันเป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่ล้วนใช้เตาไฟฟ้ากันหมด บรรยากาศแบบนี้หายไปแล้ว แต่ในชนบทญี่ปุ่นยังมีร้านที่ยึดแนวทางดั้งเดิมนี้อยู่เยอะ จึงอยากหยิบวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบนี้มาถ่ายทอดให้คนไทยได้สัมผัส ผ่านคอนเซ็ปต์ของ BINCHO ที่เน้นการใช้เตาถ่านไม้ขาวในการย่างอาหารจริงๆ”
“ถ่านไม้ขาวให้ความร้อนสูงกว่าเตาไฟฟ้าทั่วไป ผลลัพธ์คืออาหารจะมีผิวกรอบ แต่ด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำ และกลิ่นหอมของถ่านก็จะซึมเข้าไปในเนื้อปลา เนื้อสัตว์ มันไม่ใช่แค่ปลาย่างธรรมดา แต่มันมีกลิ่น มีเท็กซ์เจอร์ มีรสชาติที่ลึกซึ้งขึ้นมาก”

อีกจุดเด่นสำคัญคือประสบการณ์ของลูกค้า ที่จะได้เห็นเชฟย่างอาหารต่อหน้า พร้อมเห็นท่าทาง ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของเชฟขณะทำอาหาร ทุกอย่างถูกถ่ายทอดตรงสู่ลูกค้า
“เรารู้ว่าตลาดบ้านเรามีร้านแนว Irori อยู่บ้าง แต่มักจะเป็นร้านที่ขายอาหารจานเล็ก เน้นสังสรรค์มากกว่า เป็นอาหารกินเล่น ราคาค่อนข้างสูง และไม่ได้เสิร์ฟเป็นมื้ออาหารแบบเต็มเซ็ตจริงจัง BINCHO จึงเข้ามาแก้ Pain Point ตรงนี้ โดยนำประสบการณ์การย่าง Irori มาผสมกับการเสิร์ฟอาหารแบบมื้ออาหารจริงๆ เราอยากให้ BINCHO เป็นมื้อที่ทานได้จริงจัง นำเสนออาหารในรูปแบบเพโชกุ คืออาหารเป็นเซ็ตพร้อมข้าว ผักดอง ซุป และเครื่องเคียงต่างๆ ไม่ใช่แค่อาหารทานเล่น และราคาต้องเข้าถึงได้ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถลองสัมผัสวัฒนธรรมนี้ได้จริง”
สำหรับแผนการขยายสาขาในช่วงครึ่งปีหลัง MAGURO Group มีแผนเปิดสาขาเพิ่มเติม ดังนี้ BINCHO 1 สาขา, MAGURO 2 สาขา, HITORI Shabu 2 สาขา และ Tonkatsu AOKI 2 สาขา
นอกจากนี้ MAGURO Group ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ ที่เซ็นทรัล ดุสิตพาร์ค ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 400 บาทไปจนถึง 700 บาท เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่หลากหลาย

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ BINCHO คล้ายคลึงกับแบรนด์อื่นในเครือ MAGURO ที่เป็นกลุ่มพรีเมียม แต่สามารถเข้าถึงได้ “เราจะเน้นในเรื่องของ Storytelling เราจะเน้นให้ความเป็นคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์มากๆ เน้นในส่วนของวัตถุดิบ การทำให้ลูกค้าเข้าใจถึง Test of วัตถุดิบ” จักรกฤติกล่าวถึงกลยุทธ์การตลาด และยังชี้ถึงข้อได้เปรียบจากฐานลูกค้าสมาชิกที่มีอยู่กว่า 250,000 คน รวมถึงการทำ Cross Awareness ระหว่างแบรนด์ในเครือ
“ร้าน BINCHO เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ที่เราเชื่อว่าลูกค้าสมาชิกของเราจะสนใจ เพราะให้ประสบการณ์ที่ต่างออกไป เราไม่ได้หวังแค่ขายอาหาร แต่อยากขายวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่หายากด้วย อีกทั้งเรามองว่า BINCHO อยู่ในตลาด Blue Ocean ที่คู่แข่งยังน้อย โอกาสเติบโตมีสูง เพราะลูกค้าปัจจุบันเริ่มมองหาอะไรใหม่ ๆ มากกว่าการช้อปปิ้ง ร้านนี้จึงตอบโจทย์ได้ทั้งบรรยากาศและรสชาติในราคาจับต้องได้”
แม้เศรษฐกิจปัจจุบันจะทำให้ตลาดอาหารแข่งขันดุเดือด แต่ MAGURO Group ยังคงยึดหลักการบริหารที่เน้นคุณภาพมากกว่าราคา โดยเลือกใช้การทำแคมเปญเฉพาะช่วง เช่น แคมเปญฉลองครบรอบ 10 ปี ที่นำวัตถุดิบระดับพรีเมียมมาทำเมนูพิเศษในราคาที่คุ้มค่า
“เราไม่ได้เป็นแบรนด์ที่เล่นสงครามราคา แต่ก็ต้องปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ เราทำแคมเปญในวาระสำคัญอย่าง 10 ปี เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ใหม่ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและแรงงาน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร”
เป้าหมายของ MAGURO Group ในปีนี้ยังคงเดิม คือการเติบโตของรายได้ 30% โดยคาดว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตแบรนด์และสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาจุดยืนของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และความยั่งยืนควบคู่กันไป
