การขยับครั้งใหญ่ของ Maguro Group ภายใต้การนำของ จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจอาหารญี่ปุ่นในไทย เมื่อบริษัทเลือกเปิด 3 แบรนด์พร้อมกันที่ Central Park ศูนย์การค้าแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญแห่งอนาคต
3 แบรนด์ 3 คอนเซ็ปต์ ด้วยจุดเด่นของการบุกครั้งนี้คือการนำเสนอแบรนด์ที่หลากหลาย ครอบคลุมพฤติกรรมการทานของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

1. KIWAMIYA ร้านแฮมเบิร์กและสเต็กเนื้อวากิวต้นตำรับจากญี่ปุ่น เมืองฟุกุโอกะ โดยมีเมนูไฮไลท์ แฮมเบิร์กแบบ Rare Served (Hamburg Steak - Rare Served) เสิร์ฟพร้อม 6 เครื่องปรุงซิกเนเจอร์ และมีเมนูข้าวผัดสูตรต้นตำรับ 2 เมนูในตำนาน ได้แก่ ข้าวผัดไข่ และข้าวผัดทรัฟเฟิลท็อปปิ้งไข่สด พร้อมนำกลับมาเสิร์ฟเฉพาะที่ ประเทศไทยเท่านั้น
จักรกฤติ กล่าวว่า KIWAMIYA เปิดมาแล้วกว่า 15 ปี แต่สาขาที่ทำให้คนไทยเริ่มรู้จักจริงๆ คือสาขาที่ชิบูย่าและโตเกียวสเตชั่น การได้สิทธิ์นำเข้าแบรนด์นี้มาเปิดสาขาแรกในไทยจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือการได้รับความไว้วางใจจากญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าเก่าที่เคยไปทาน รวมถึงลูกค้าใหม่ในวงการอาหาร

2. MAGURO Kappou คอนเซ็ปต์ใหม่ของแบรนด์ Kappou หมายถึง ศิลปะการครัวญี่ปุ่นที่เน้นการทำอาหารต่อหน้าลูกค้า เชฟและลูกค้าจึงได้ใกล้ชิดกันมากกว่า การกินแบบทั่วไป ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุง ไปจนถึงการเสิร์ฟ ล้วนถ่ายทอดความตั้งใจ แบบสดใหม่ โดยเฉพาะอาหารต้ม นึ่ง และย่าง ที่ต้องใช้ความประณีตในทุกขั้นตอน ทุกจังหวะของการหั่น และการปรุงคือการเล่าเรื่อง
“MAGURO Kappou เป็นการต่อยอดจากแบรนด์หลักของ Maguro แต่ปรับเมนูให้เข้ากับคนเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือมากับกลุ่มเล็กๆ ก็เลือกได้ลงตัว พร้อมคอนเซ็ปต์ ‘live open kitchen’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการทำอาหาร”

3. HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกี้ยากี้สูตรต้นตำรับสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เจาะกลุ่มลูกค้าชัดเจน สอดคล้องกับเทรนด์การกินคนเดียว (Solo Dining) แต่ยังคงใส่ดีไซน์และบรรยากาศแบบเทรนดี้ เพื่อให้เป็นมากกว่าการกิน แต่คือประสบการณ์ร่วม
จักรกฤติ เผยกับทาง BrandAge Online ว่าเซ็นทรัลพาร์คเป็นจุดเชื่อมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมสีลม–พระราม 4 ติดสวนลุมพินี รายล้อมด้วยตึกออฟฟิศ โรงแรม และที่พักอาศัย อีกทั้งยังเชื่อมต่อ MRT และ BTS ได้สะดวก ทำเลแบบนี้หาแทบไม่ได้แล้ว ซึ่งทางผู้บริหารเองก็มองว่าโลเคชันนี้จะช่วยสร้าง Brand Awareness ให้ทั้ง 3 แบรนด์ และเป็นโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ นักท่องเที่ยว จนถึงลูกค้าระดับพรีเมียม
แม้เซ็นทรัลพาร์คจะได้เปิดตัวพร้อมกันถึง 3 แบรนด์ แต่ Maguro Group เคยวางโมเดลลักษณะนี้มาแล้วที่ เมกาบางนา ซึ่งตอนนี้มีถึง 4 แบรนด์ และจะครบ 5 แบรนด์ เมื่อ Tonkatsu Aoki เปิดปลายปี ขณะที่อนาคตก็มีแผนจะขยายแบรนด์ในเซ็นทรัลเวิลด์อีกเช่นกัน
เรียกว่านี่คือการใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio ในการปักธงศูนย์การค้าใหญ่ๆ แต่ละแห่ง เพื่อสร้างฐานลูกค้าในทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่คนที่อยากลองอาหารญี่ปุ่นแท้ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการมื้อแบบด่วนๆ หรือคนที่มาคนเดียว
แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แต่ทางแบรนด์พยายามปรับปรุงหลายๆส่วนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด การสร้างความคุ้มค่า การยกระดับมาตรฐานบริการ รวมถึงการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและการดำเนินงาน เพื่อเปลี่ยนเป็นกำไรที่มั่นคงมากขึ้น จักรกฤติ เผยว่านั่นคือสิ่งที่เราควบคุมได้ เราจึงเลือกโฟกัสในจุดนี้มากกว่าไปกังวลกับสภาพเศรษฐกิจ เพราะถ้าเรามีแนวทางที่ชัดเจนและกลยุทธ์ที่เฉียบคม เราก็สามารถควบคุมความเสี่ยงได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการตอบโจทย์ คนเมืองที่มากินคนเดียว ด้วยเมนูเซ็ตขนาดเล็ก ราคาที่ปรับให้เข้าถึงง่าย และ Portion ที่เล็กลงเพื่อให้ลูกค้าสั่งได้หลายเมนูมากขึ้น โดยเฉพาะมื้อกลางวันสำหรับพนักงานออฟฟิศ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้ง Value Proposition และ Lifestyle Fit เข้าด้วยกัน

ปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมด จำนวน 49 สาขา จาก 7 แบรนด์ ได้แก่
- MAGURO 18 สาขา และ MAGURO Kappou 1 สาขา
- HITORI SHABU 14 สาขา และร้าน HITORI SUKIYAKI 1 สาขา
- SSAMTHING TOGETHER 6 สาขา
- Tonkatsu AOKI 5 สาขา (เตรียมเปิดสาขาที่ 6 เมกาบางนาช่วงปลายปี)
- CouCou 2 สาขา
- Bincho 1 สาขา
- KIWAMIYA 1 สาขา
จักรกฤติยืนยันว่า ปี 2026 จะมีอย่างน้อย 2 แบรนด์ใหม่ ซึ่งเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 และ 3 โดยย้ำว่าจะเป็นแบรนด์ที่สร้างความตื่นเต้นให้ตลาดไม่แพ้ปีนี้ พร้อมตั้งเป้าทำรายได้ปีนี้ 30%