ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปีนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย สามารถครองอันดับ 3 ในเซกเมนต์รถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ โดยมีโปรดักต์เรือธงอย่าง Ford Ranger และ Ford Everest ที่มียอดขายรวมทั้ง 2 รุ่น ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่กว่า 9,400 คัน
ปี 2568 ฟอร์ดปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่ Ford Ranger Raptor รถกระบะสมรรถนะสูง ไปจนถึงรุ่นราคาต่ำกว่าหนึ่งล้านบาทอย่าง Ford Ranger XLS และ Ford Everest ตั้งแต่รุ่นพรีเมียมอย่าง Ford Everest Platinum พร้อมเครื่องยนต์ V6 จนถึง Ford Everest Trend ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่มีฟังก์ชั่นครบครัน และฟอร์ดยังสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านโปรโมชันโดนใจและกิจกรรมสร้างประสบการณ์พิเศษ อาทิ Raptor Track Experience ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ในสนามแข่งจริง เพื่อสร้างความประทับใจ พร้อมสร้างชุมชนแฟนพันธุ์แท้อย่างต่อเนื่อง
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของฟอร์ด มอเตอร์ และฟอร์ดนับเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งตลอด 29 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดมีการลงทุนสะสมไปแล้วกว่า 133,500 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นในการเสริมสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถฟอร์ดที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย
“ฟอร์ดกำลังเผชิญความท้าทายจากตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสนใจรถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น ในขณะที่ตลาดรถยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะที่เป็นตลาดหลักของฟอร์ดมีสัดส่วนลดลง ฟอร์ดจึงปรับกลยุทธ์เพื่อรักษายอดขายและปริมาณการผลิต ปัจจุบัน Ford Ranger มียอดขายประมาณ 900 คันต่อเดือน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1,000 คันต่อเดือน โดยมีรุ่น Raptor 2L และ 3L เป็นตัวทำตลาด ส่วน Ford Everest ตั้งเป้ายอดขายจาก 700 คันต่อเดือน เป็น 750 คันต่อเดือน โดยเน้นไปที่รุ่น Trend และ Sport ที่กำลังเติบโต”

เสริมศักยภาพดีลเลอร์ รับมือตลาดเปลี่ยน
ในส่วนแผนงานทางด้านดีลเลอร์และบริการหลังการขาย ฟอร์ดวางแผนพัฒนาศักยภาพของดีลเลอร์กว่า 143 แห่ง เพื่อมุ่งเน้นการบริการลูกค้า และขยายธุรกิจศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ในช่วงสองปีข้างหน้า เพื่อให้ดีลเลอร์มีผลกำไรและพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันรายได้จากงานบริการคิดเป็นประมาณ 70% ของรายได้รวมของดีลเลอร์ ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้จากการบริการและขายอะไหล่ ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ "สะดวก มั่นใจ ประทับใจ" โดยให้บริการ Mobile Service, Online Booking และบริการรับส่งรถถึงสถานที่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะ Mobile Service ที่เพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
รัฐการ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดย 60-70% ของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เลือกใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่รถยนต์สันดาปภายในมีสัดส่วนลดลง ลูกค้าฟอร์ดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป (Gen Y) และมีแนวโน้มที่จะใช้รถฟอร์ดนานขึ้นถึง 7-8 ปี ก่อนจะเปลี่ยนรถ เนื่องจากเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ดีขึ้นและสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย
“ความท้าทายของฟอร์ดประเทศไทยคือการมีผลิตภัณฑ์หลักเพียง 2 รุ่นในตลาดที่หดตัว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ฟอร์ดจึงมองหาโอกาสในการนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Small SUV และ Mini Utility ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีการเติบโตสูงถึง 20% อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้มีการแข่งขันด้านราคาสูง ฟอร์ดจึงเน้นการค้นหาช่องว่างทางการตลาดมากกว่าการแข่งขันด้านราคา”

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
สำหรับแผนงานในปีนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 29 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘ฟอร์ด 29 ปี ก้าวไปด้วยกัน’ (Growing Together) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรม ต่อยอดการลงทุน และยกระดับการบริการที่ตอบโจทย์ยุคใหม่ด้วยกลยุทธ์ “สะดวก มั่นใจ ประทับใจ” เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดีในทุกครั้งที่ใช้บริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุด ประกอบด้วย
ด้านความสะดวก ลูกค้ามีแนวโน้มใช้บริการโมบายเซอร์วิสมากขึ้น ทั้งระบบนัดหมายออนไลน์และบริการนอกสถานที่ ซึ่งช่วยให้จำนวนลูกค้าที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบระหว่างปี 2020 กับ 2023 พบว่าอัตราการใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 70% และโมบายเซอร์วิสเพิ่มขึ้นถึง 46% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025
ด้านความมั่นใจ ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันฟอร์ดมีเครือข่ายศูนย์บริการ 143 แห่ง และศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง 90 แห่งทั่วประเทศ โดยมีแผนขยายศูนย์บริการเพิ่มขึ้นในพื้นที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต สุโขทัย และจังหวัดอื่นๆ เพื่อลดระยะเวลารอซ่อมของลูกค้า พร้อมขยายพื้นที่คลังอะไหล่จาก 26,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นเป็น 49,000 ตารางเมตร และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 60,000 ตารางเมตร ภายในสิ้นปี เพื่อรองรับรายการอะไหล่กว่า 40,000 รายการ มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท
ฟอร์ด ยังสร้างความโปร่งใสด้วยระบบ Service Price Calculator บนเว็บไซต์ ที่ลูกค้าสามารถคำนวณค่าบริการเบื้องต้นได้ด้วยตนเองก่อนเข้าศูนย์บริการ พร้อมทั้งตรวจสอบราคาอะไหล่ต่าง ๆ เช่น ค่าเบรก แบตเตอรี่ และบริการอื่น ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจและช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายได้ล่วงหน้า
ด้านความประทับใจ ฟอร์ดพัฒนา Loyalty Program ที่เรียกว่า “Ford Pass” เพื่อสะสมแต้มเมื่อใช้บริการ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ และสามารถนำแต้มไปแลกเป็นมูลค่า หรือใช้ร่วมกับพันธมิตรกว่า 60 รายทั่วประเทศ เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

เติมเต็มด้วยโปรโมชั่นหลากหลาย
อีกหนึ่งในกลยุทธ์หลักของปีนี้ คือการประกาศความร่วมมือกับซีพี ออลล์ ในการมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษให้ลูกค้า ทั้งเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดและลูกค้าใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการรับรู้แบรนด์และดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ผ่านช่องทางการตลาด และการทำโปรโมชั่นที่หลากหลายรูปแบบ สำหรับลูกค้าเก่าจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น รับฟรีเครื่องดื่มเย็น All Café ที่ 7-Eleven จำนวน 10,000 สิทธิ์ รับส่วนลดพิเศษสำหรับอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด หรือเมื่อซื้อโปรแกรมขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ เป็นต้น สำหรับลูกค้าใหม่จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น โปรแกรมช่วยผ่อนค่างวด รับฟรีชุดแต่ง สแตนดาร์ดแพ็กเกจ ลุ้นรับคะแนน ALL Member รวม 129,000,000 คะแนน และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก All Member รับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท เมื่อจองในช่วงระยะเวลาแคมเปญ เป็นต้น
นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเปิดตัวโปรแกรมสิทธิประโยชน์ Ford Rewards Club ผ่าน LINE Official Account ฟอร์ด ประเทศไทย เพื่อตอบแทนลูกค้าและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ฟอร์ด โดยการสะสมคะแนนเมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกสิทธิประโยชน์ได้ที่ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านเครื่องดื่มชื่อดังกว่า 60 แบรนด์ชั้นนำ
