1 ใน 5 แกนหลักของกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” Scale Synergy ที่สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ประกาศออกมาในวันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของบริษัทเมื่อไม่นานมานี้ ก็คือจะมีการสร้างความร่วมมืออย่างเข้มข้นทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันกับธุรกิจทั้งหมดในเครือเซ็นทรัล รีเทล และเซ็นทรัลกรุ๊ป ทั้งในเชิงการเพิ่มยอดขาย และผลักดันการทำงานร่วมกันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจต่างๆ
โดยนัยสำคัญของเรื่องนี้ก็คือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ตลอดจนการบริหารพื้นที่ขายให้ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน (ROI) โดยจะมีโมเดล Mix-used และ Hybrid Retail Store เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ในครั้งนี้
ในแง่ของ โมเดล Mix-used นั้น เราคงได้เห็นความร่วมมือของบริษัทในเครือกลุ่มเซ็นทรัลด้วยกันระหว่างเซ็นทรัล รีเทล กับเซ็นทรัลพัฒนา นำโรงแรมภายใต้แบรนด์ GO HOTEL ไปเปิดให้บริการในพื้นที่เดียวกันโดย โก โฮเทล (GO! HOTEL) แห่งแรกที่เปิดตัวไปจะอยู่ที่ด้านหน้าศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ บ่อวิน ฝั่งถนนเครือสหพัฒน์-ปากร่วม (ถนนทางหลวงชนบท ชบ.1032) ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการ Synergy ที่ช่วยเพิ่มพลังให้กันและกันได้เป็นอย่างดี
ส่วนที่น่าจับตามองก็คือการรุกตลาดด้วยรูปแบบการเปิดสาขาที่เป็น Hybrid Retail Store ของเซ็นทรัล รีเทล ที่เริ่มเห็นการพัฒนาฟอร์แมต สาขาในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น
Hybrid Retail Store คือร้านค้าปลีกในรูปแบบไหน...

คำตอบก็คือเป็นฟอร์แมตของร้านค้าปลีก ที่มีการนำแบรนด์ร้านค้าปลีกในเครือของตัวเองมาเปิดร่วมกันในโลเคชันเดียวกัน
รูปแบบการรุกตลาดอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเซ็นทรัล รีเทลเองใช้กลยุทธ์นี้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยนำร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างภายใต้แบรนด์ไทวัสดุ มาเปิดร่วมกับร้านสินค้าตกแต่ง ซ่อมแซมบ้าน แบรนด์ BnB หรือบ้านแอนด์บียอนด์ ซึ่งโมเดล ไทวัสดุ X BnB ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ก็เพราะว่าสามารถขยายฐานการทำตลาดจากบรรดาผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับเหมาและช่าง มาสู่เจ้าของบ้าน จนส่งผลต่อการเติบโตของยอดขายในช่วงที่ผ่านมา
การรุกตลาดในรูปแบบดังกล่าว เป็นการรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างจากที่คู่แข่งขันเคยทำ โดยการพัฒนาโมเดลไฮบริด ไม่ใช่เพียงแค่ใช้แบรนด์ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างไทวัสดุ เป็นตัวช่วยนำพาแบรนด์ BnB home ให้เดินไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยเพิ่มลูกค้ากลุ่มที่เป็นเจ้าของบ้านให้กับไทวัสดุอีกด้วย โดยลูกค้าของไทวัสดุ 30% จะเป็นช่าง - ผู้รับเหมา แต่ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 60% เลยทีเดียว
เช่นเดียวกับ BnB home แบรนด์ที่ทำตลาดสินค้าตกแต่งซ่อมแซมบ้านนั้น เดิมทีเซ็นทรัล รีเทลพยายามที่จะเข้า ตลาดนี้ด้วยแบรนด์เดิมคือโฮมเวิร์ค แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงมีการรีแบรนด์ใหม่เป็น BnB และเริ่มพบจุดลงตัวกับการทำฟอร์แมต สโตร์ในรูปแบบของไฮบริดที่เข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

ไทวัสดุเริ่มทดลองทำตลาดกับไฮบริด ฟอร์แมตเมื่อปี 2562 ที่จังหวัดภูเก็ต พบว่ามียอดขายออกมาค่อนข้างดีจึงเริ่ม ทำอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่จะมีสาขาในรูปแบบที่ว่านี้ไปในหลายพื้นที่ อาทิ สาขาศรีสมาน, บางแสน, รังสิต คลอง 4, ภูเก็ต ฉลอง, เมืองเอก, สมุทรปราการ, เชียงใหม่ สันทราย, บางใหญ่, นครอินทร์, อุดรธานี กุดสระ, พระราม 3, บางนา, บางบัวทอง, สุขาภิบาล 3, ภูเก็ต และขอนแก่น เป็นต้น
ไม่เพียงแค่ไทวัสดุเท่านั้น เซ็นทรัล รีเทลยังมีการนำรูปแบบการเปิดสาขาที่เป็น Hybrid Retail Store ไปใช้กับการขยายสาขาของท็อปส์ เดลี่ ในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย โดยเปิดตัว“TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR” ไฮบริดโมเดลใหม่ที่ผสาน 2 ความแข็งแกร่งจาก 2 แบรนด์ในเครือเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป ได้แก่ “ท็อปส์ เดลี่ (TOPS DAILY) มินิซูเปอร์มาร์เก็ต และท็อปส์ ไวน์ เซลล่าร์ (TOPS WINE CELLAR)” สเปเชียลตี้สโตร์ สร้างนิยามความสะดวกสบายรูปแบบใหม่ให้กับลูกค้าด้วยการขยายไลน์จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พรีเมียมจาก 13 ประเทศทั่วโลกกว่า 700 รายการ
การเกิดขึ้นของไฮบริดโมเดลของท็อปส์ในครั้งนี้มาจากดีมานด์กลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์ที่เติบโตเพิ่มขึ้น โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าในเมืองท่องเที่ยว เปิดตัวนำร่องในเฟสแรก 13 สาขาในไพรม์โลเคชัน ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน และพัทยาเป็นพื้นที่แรก พร้อมตั้งเป้าขยายเพิ่ม 20 - 25 สาขาในปี 2568

แม้ท็อปส์จะเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ในตลาดค้าปลีกไซส์เล็ก ท็อปส์ เดลี่ถือเป็นผู้ท้าชิงที่ต้องพยายามหลีกหนีร่มเงาของผู้นำตลาดที่ทอดบังอยู่ การเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่าง และสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดจึงถือเป็นตัวเลือกสำคัญอย่างยิ่ง
ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการเลือกทำตลาดบนแนวทางของการสร้างความแตกต่าง อย่างการนำเสนอสินค้าภายในร้านที่นำกลยุทธ์ Store Assortment ที่นำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชันซึ่งล่าสุด ท็อปส์ เดลี่มีการทดลองนำ Daily Smoothie” เครื่องทำสมูทตี้อัตโนมัติมาทดลองเปิดในบางสาขา เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชอบเครื่องดื่มประเภทนี้ เป็นต้น
หากมองมาที่แบรนด์ท็อปส์ เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ มีโอกาสที่จะหยิบเอาสินค้าบางตัว มาพัฒนาเป็นฟอร์แมต สโตร์ ในรูปแบบของของ Hybrid Retail Storeอาทิ สินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพ และความงาม ที่มีแบรนด์อย่าง Matsukiyo ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ Matsukiyo นำเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา โดยตัวเลข ณ สิ้นปีที่ผ่านมา มีสาขาอยู่ที่ 27 สาขา
การเลือกเปิดสาขาในโมเดลที่ว่านี้นั้น การมีดาต้าของลูกค้าอยู่ในมือจำนวนมาก ทำให้สามารถนำมาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เพื่อหาฟอร์แมตของร้านค้าปลีกที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างตรงจุด ซึ่งเราน่าจะได้เห็นสาขาในรูปแบบของ Hybrid Retail Store แบรนด์อื่นๆ ตามมาในอนาคตอันใกล้นี้
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น คำตอบก็คือ
1.เป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างลงตัว
2.การนำ 2 แบรนด์ค้าปลีกมาเปิดร่วมกัน ซึ่งสามารถช่วยในการผสานจุดแข็งของแต่ละแบรนด์เพื่อร่วมกันทำตลาด ยิ่งในกรณีที่ต้องการจะขยายฐานลูกค้าให้กับอีกแบรนด์ในเครือ การใช้กลยุทธ์นี้สามารถช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างลงตัว
3.เช่นเดียวกับการช่วยในเรื่องของการเข้าถึงโลเคชั่นที่ดี และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในโลเคชันหรือย่านนั้นๆ
ทั้งหลายทั้งปวง แล้ว Hybrid Retail Store น่าจะถูกวางให้เป็นอีกกลไกในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ตามแผน 3 ปีที่ถูกประกาศออกมาว่า จะต้องบรรลุเป้าหมาย ในการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ต่อปีประมาณ 5%....