ตลอดเกือบ 10 ปีของการแข่งขัน F1 มีทีมแข่งขันทั้งหมด 10 ทีม ซึ่งสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ยืนยันว่าโครงสร้างดังกล่าวอยู่ในระดับที่จัดการได้ง่าย ทั้งในแง่การแข่งขัน ความปลอดภัย และการเงิน แต่แล้วเมื่อ GM ทุ่มเงิน 450 ล้านเหรียญปั๊บ FIA ก็เปิดประตูอ้าซ่าให้ Cadillac ของ GM เข้าทันทีเป็นทีมที่ 11 นั่นทำให้การแข่งขัน F1 ฤดูกาล 2026 ที่จะถึงนี้มีรถลงกริดทั้งหมด 22 คัน (2 คันต่อทีม)
เลยเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยว่าทำไม GM ถึงทุ่มทุนสร้าง
1. สร้างภาพลักษณ์ให้เป็น Global Luxury Brand
ซีรีส์ Drive to Survive ของ Netflix ทำให้ F1 ดังเป็นพลุแตกในสหรัฐฯ จากนั้นเป็นต้นมาความนิยมก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นประเทศที่จัด F1 ถึง 3 สนาม คือ ไมอามิ ลาสเวกัส และออสติน จากทั้งหมด 24 สนามตลอดหนึ่งฤดูกาล สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดใหญ่และเติบโตเร็ว GM มองเห็นโอกาสที่จะใช้ F1 เป็นทางลัดในฐานะ Global Marketing Platform เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ Cadillac เป็น Global Luxury Brand พร้อมชนกับ Mercedes และ BMW ลุยในตลาดยุโรป เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า Cadillac ในสายตาของคนยุโรปไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับรถค่ายยุโรป ที่ผ่านมาสหรัฐฯ จึงเป็นตลาดหลัก
2. ทุ่มทุน 450 ล้านเหรียญเป็นค่าตั๋วเข้าประตู F1
GM เรียกเสียงฮือฮาในวงการมอเตอร์สปอร์ต จากการที่ทุ่มเงิน 450 ล้านเหรียญสำหรับเป็นค่า Entrance Fee เพื่อเข้าร่วมวงปาร์ตี้ F1 ให้กับ FIA ตัวเลขนี้เฉพาะแค่ตีตั๋วผ่านประตู F1 เท่านั้น และยังสูงกว่า Entrance Fee ที่ FIA ตั้งไว้ 200 ล้านเหรียญ โดยใช้ชื่อทีม Cadillac F1 และเป็นทีมสัญชาติอเมริกันลำดับที่ 2 ต่อจาก Hass F1
3. GM ต้องใช้เงินอีก 1,00-2,000 ล้านเหรียญในช่วง 5 ปี
อย่างที่บอก Entrance fee เป็นแค่ค่าตั๋วเข้าประตูเท่านั้น แต่ GM ยังต้องลงทุนอย่างอื่นเพิ่มอีก เพราะ F1 เป็นกีฬาที่ทั้งโหดและเผาเงินมากที่สุดในโลก มีค่าใช้จ่ายทีมต่อปี (นักขับ วิศวกร ค่าเดินทาง โลจิสติก พนักงาน 800-1,000 คน ราว 150-250 ล้านเหรียญต่อปี (ไม่รวมค่าการตลาด และค่าตัวนักแข่งซึ่งตัวตึงๆ อย่างแม็กซ์ เวอร์สแตปเพน จากทีม Redbull แชมป์โลกคนปัจจุบันมีค่าตัวสูงถึง 34 ล้านเหรียญต่อปี ในขณะที่ลูอิส แฮมิงตัน แชมป์โลก 7 สมัยที่ปีนี้ย้ายไปอยู่ทีม Ferrari มีค่าตัว 60 ล้านเหรียญต่อสัญญา 2ปี) ไหนจะต้องสร้างโรงงาน F1 Factory ขนาดใหญ่ บวกกับคิดค้นเทคโนโลยี ภายใต้กติกาของปี 2026 รวมอีก 1,000-2,000 ล้านเหรียญ ในช่วง 5 ปี
4.จ้างผู้เขียนกฎปี 2026 สร้างเครื่องยนต์
F1 2026 ที่จะถึงนี้มาพร้อมกับกฎการแข่งขันใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคตของ F1 หลักๆ คือ ใช้เชื้อเพลิงที่ยั่งยืน 100% และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบส่งกำลัง ด้านแอโรไดนามิกส์จะมีการนำระบบแอโรไดนามิกส์เชิงรุก (Active Aero) มาใช้แทน DRS นอกจากนี้ รถแข่งจะมีขนาดเล็กลง, เบาลง, และมีความคล่องตัวมากขึ้น แน่นอนว่าเจ้าบุญทุ่มอย่าง GM ถึงขนาดจ้างเกรแฮม โลว์ดอน ซึ่งเป็น “คนเขียนกฎ” ดังกล่าวมาสร้างรถแข่งให้กับทีม Cadillac F1 รวมถึงรวบรวมดรีมทีมผู้คร่ำหวอดในวงการ F1 มาพัฒนาเครื่องยนต์
5. พัฒนารถต้นแบบ F1 ต่อยอดการขายเชิงพาณิชย์
ในระยะสั้น GM ใช้เครื่องยนต์ของ Ferrari ไปก่อน แต่แผนระยะยาวก่อตั้งบริษัทใหม่ GM Performance Power Unit เพื่อสร้างเครื่องยนต์ F1 ของตนเองภายในปี 2028 ซึ่งจะเป็นต้นแบบเพื่อต่อยอดไปสู่ตลาดจริง
อนาคตของ GM กับ F1 จะสดใสแค่ไหน ต้องมาลุ้นผลงานในฤดูกาล 2026 ซึ่งพร้อมเปิดตัวสนามแรกที่ออสเตรเลียในวันที่ 8 มีนาคมปีหน้า ถ้าทีมล้มเหลว ยอดขาย Cadillac ไม่ขยับ เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นค่าโฆษณาที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ GM ก็เป็นได้