แล้วถ้าน้ำปลายกลายเป็นผงอย่างนี้ยังเรียกน้ำปลาได้มั้ย? บทประโยคแซวของชาวเน็ตที่คาดว่าต้องมีคนแอบนึกถึงแน่ๆ เมื่อเห็นนวัตกรรมใหม่อย่างน้ำปลาผงที่น่าสนใจว่าความสะดวกของเรามาถึงขนาดนี้แล้วหรือ…
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ น้ำปลาผงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนทำอาหารบ้านๆ เท่านั้น แต่กำลังจะเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาด Food Service และ B2B ที่ยังคงใช้ “น้ำปลา” อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหารไทยอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่เมื่อเจาะลงไปที่ตลาด “น้ำปลา” จะพบว่ามี มาร์เก็ตแชร์เพียง 0.5% เท่านั้น เรียกได้ว่าตลาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดรวม ทั้งที่คนไทยเคยบริโภคน้ำปลามากถึง 15 มิลลิลิตรต่อคนต่อวัน ตามข้อมูลวิจัยจากกสิกรไทย แต่ด้วยหลายปัจจัยทำให้การเติบโตของตลาดนี้เริ่มชะลอลง
อะไรทำให้ตลาดน้ำปลาโตน้อยลง?
- หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ พฤติกรรมการกินของคนรุ่นใหม่ ที่มองว่าน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงที่ “แรง” ทั้งกลิ่นและรสชาติ หลายคนยังเชื่อว่ากินเค็มแล้วทำให้ตัวบวม อีกทั้งยังมองว่าน้ำปลาเป็นของคนแก่หรือคนป่วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในครัวเรือน โดยเฉพาะการหันไปใช้น้ำปลาร้า หรือน้ำปลาไลท์แทน
- สองน้ำปลายังเป็นสินค้าที่ราคาปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับต้นทุนในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังต้องใช้เวลาหมักยาวนานกว่าจะออกสู่ตลาด ทำให้หลายแบรนด์ต้องหาช่องทางและนวัตกรรมเพิ่มเพื่อช่วยดันยอดขาย
จริงอยู่ที่ในครัวบ้าน “น้ำปลา” อาจถูกแทนที่ แต่ในครัวอุตสาหกรรมและธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส น้ำปลาผงคือคำตอบใหม่ที่ช่วยให้การผลิตง่ายขึ้น เก็บได้นานขึ้น และคุมมาตรฐานรสชาติได้เสถียรกว่าเดิม นี่ไม่ใช่แค่นวัตกรรมเพื่อผู้บริโภค แต่คือการเปิดประตูใหม่ให้ธุรกิจอาหารที่ยังต้องพึ่งพารสชาตินี้อยู่เสมอ

ท่ามกลางความท้าทายนี้ น้ำปลาพิไชย ฉลองครบรอบ 88 ปี ด้วยการเปิดตัว “น้ำปลาผงตราหอยนางรม สูตรลดโซเดียม ชนิดซอง” โปรตีนสูง โซเดียมต่ำ ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการทำ “น้ำปลาผง” ออกสู่ผู้บริโภคทั่วไป
ผลิตภัณฑ์นี้พัฒนามาจาก น้ำปลาไลท์ สูตรลดโซเดียม ที่กลิ่นไม่แรง ให้รสเค็มน้อยกว่าปกติ 30% แต่ยังคงอูมามิกลมกล่อมจากกรดอะมิโน ข้อดีคือ อายุสินค้ายาวนานขึ้น น้ำหนักเบา พกพาสะดวก และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในแง่การใช้บรรจุภัณฑ์ ลดการขนส่งเป็น Global friendly อย่างแท้จริง
นายพันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาแท้ตราหอยนางรม เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา “หอยนางรม” ผลิตน้ำปลาผงในเชิงอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี ส่งออกไปยังญี่ปุ่นและสิงคโปร์เพื่อใช้ในโรงงานอาหารและบะหมี่สำเร็จรูป นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผลิตภัณฑ์น้ำปลาผงชนิดซอง ออกวางขายให้ประชาชนหรือขายปลีกให้ผู้บริโภคโดยตรง ถือเป็นก้าวใหม่ที่สร้างโอกาสขยายตลาดได้กว้างขึ้น”
ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมให้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 พร้อมก้าวขึ้นเป็น Top 4 แบรนด์น้ำปลา ของไทย โดยวางสัดส่วนรายได้ในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% โดยมีตลาดเป้าหมายใหม่ เช่น อินโดนีเซีย แคนาดา ยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของน้ำปลาผงสูตรลดโซเดียมชนิดซองนั้น บริษัทมุ่งเน้นผู้บริโภคสมัยใหม่ ทั้งคนรุ่นใหม่และผู้ที่ใส่ใจต่อสุขภาพ และต้องการความสะดวกสบายในการเก็บและพกพาสินค้า รวมทั้งผู้บริโภคที่ต้องการน้ำปลาที่มีกลิ่นไม่แรง ความเค็มต่ำ ขณะที่ยังมีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม
โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบอาหาร หรือเพื่อเสริมรสชาติของอาหารโดยมุ่งเน้นกระจายสินค้าไปยังช่องทาง modern trade และออนไลน์ เพื่อเสริมภาพพจน์ของแบรนด์ ขณะที่ยอดขายหลัก ของน้ำปลาผง ยังคงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ

“น้ำปลาหอยนางรม” ไม่เพียงเห็นแค่ตลาดผู้บริโภคแต่ยังเห็นสัดส่วนตลาด B2B ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 20% ซึ่งสัดส่วนนี้รวม ฟู้ดเซอร์วิช ด้วย เพราะถึงแม้ว่าภาพรวมตลาดของฟู้ดเซอร์วิชจะตกแต่ตัวน้ำปลาไม่ตก แสดงว่ายังมีคนที่ใช้เครื่องปรุงอยู่ จึงเดินเกมตลาดผ่าน 2 กลยุทธ์สำคัญ
1. รีเฟรชภาพลักษณ์น้ำปลาผ่านเชฟรุ่นใหม่ แม้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจะมองว่าน้ำปลาเป็นเครื่องปรุง “ของคนแก่” แต่ความจริงแล้วหลายคนยังขาดรสชาติแบบนี้ไม่ได้บนโต๊ะอาหาร พิไชยจึงเลือกเชฟรุ่นใหม่อย่างเชฟนิคและเชฟต้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสะท้อนว่าน้ำปลาสามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้เช่นกัน การใช้ไอดอลในวงการอาหารที่คนเจนใหม่ยกให้เป็นแรงบันดาลใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนภาพจำว่าน้ำปลาไม่ใช่ของโบราณ แต่คือส่วนหนึ่งของอาหารร่วมสมัย
2. จับมือเครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่ ขยายการเข้าถึง อีกหนึ่งยุทธศาสตร์คือการร่วมมือกับเครือร้านอาหารรายใหญ่ เช่น ไมเนอร์ และไทยเบฟ ที่มีเครือข่ายร้านอาหารจำนวนมาก กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยให้พิไชยเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางได้กว้างขึ้น และเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย เพราะพันธมิตรเองก็ได้เครื่องปรุงที่มาตรฐานสม่ำเสมอ ต้นทุนคุมง่าย และต่อยอดสู่การสร้างเมนูใหม่ๆ ได้ในระดับอุตสาหกรรม
3. มุ่งสร้างประสบการณ์แบรนด์ครบวงจร และเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะน้ำปลาเพื่อสุขภาพ นอกจากสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้แล้ว ยังทำให้ยอดขายในประเทศครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตได้กว่า 22% ขณะที่ตลาดอุตสาหกรรมน้ำปลาในประเทศเติบโตเพียง 5% โดยยอดขายเติบโตในช่องทาง modern trade มากกว่า 27% เนื่องจากได้ขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมมากขึ้น ส่วนยอดขายช่องทางออนไลน์ ทั้งใน TikTok, Shopee ,Lazada และ facebook ยอดขายโตก้าวกระโดด โดยขยายตัวกว่า 30% ขณะที่ช่องทาง traditional trade ยังคงที่ แต่มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น เพราะได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าช่วยทำการตลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โลกเปลี่ยนเร็ว ขนาด “น้ำปลา” ยังกลายเป็น “ผง” ได้! นวัตกรรมครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการไทยในการจับตลาดคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับแบรนด์น้ำปลาสู่สากล และแสดงให้เห็นว่าน้ำปลาผงจึงไม่ใช่แค่การย่อของเหลวให้กลายเป็นผง แต่คือสัญลักษณ์ของการปรับตัวในตลาด B2B และการส่งออกที่กล้าคิดต่าง