“เรามองว่ากรุงเทพฯ ต้องมีศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) หลายแห่ง เหมือนกับลอนดอนหรือโซล ไม่ใช่กระจุกตัวแค่ใจกลางเมือง แต่ต้องกระจายความเจริญออกไป” ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าว
ด้วยแนวคิดนี้เอง ทำให้ The Central พหลโยธิน ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งศูนย์การค้า แต่ถูกวางบทบาทให้เป็น Flagship of the Future หรือแลนด์มาร์กใหม่ที่จะยกระดับกรุงเทพฯ ตอนเหนือจากย่านอยู่อาศัยและคมนาคม ให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ เปรียบเสมือนการสร้าง “หัวใจใหม่” ของเมือง ที่จะเข้ามาเสริมความสมบูรณ์ให้กรุงเทพฯ มีหลายศูนย์กลางเชื่อมโยงกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์ของ CPN ในการพัฒนาโครงการนี้ เป็นผลจากการสะสมประสบการณ์และการอ่านเกมเมืองอย่างแม่นยำตลอดกว่า 45 ปีที่ผ่านมา หากถอดรหัสกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลัง จะเห็นได้ชัดว่ามีอย่างน้อย 6 องค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้ The Central พหลโยธิน แตกต่าง และพร้อมจะกลายเป็นแม่เหล็กทางเศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ

1. Multi-CBD Vision กรุงเทพฯ ต้องมีหลายศูนย์กลาง
การมองเมืองในมิติเดียวว่า “CBD ต้องอยู่ใจกลางเมืองเท่านั้น” อาจเป็นวิธีคิดแบบเดิมที่ใช้ไม่ได้แล้วกับกรุงเทพฯ ยุคใหม่ เพราะความจริงคือกรุงเทพฯ เติบโตจนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนหลากหลาย การกระจายศูนย์กลางธุรกิจไปยังหลายพื้นที่ ไม่เพียงช่วยลดความหนาแน่นของโครงสร้างพื้นฐานในใจกลางเมือง แต่ยังสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่สมดุลมากขึ้นด้วย
ในกรุงเทพฯ แนวคิดนี้ถูกพิสูจน์แล้วผ่านหลายโครงการของ CPN ตั้งแต่ Central World ที่สร้างให้ราชประสงค์กลายเป็น Global Destination ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว, Central WestGate ที่เปลี่ยนภาพของบางใหญ่ให้เป็นย่านใหม่ทันสมัยในฝั่งตะวันตก, จนถึง Central Park ที่เพิ่งเปิดตัวในฐานะ Super Core CBD แห่งใหม่ใจกลางเมือง ทุกโครงการสะท้อนความเชื่อเดียวกันว่า การสร้างศูนย์กลางใหม่ คือการสร้างอนาคตของเมือง
สำหรับ The Central พหลโยธิน CPN กำหนดบทบาทชัดเจนให้เป็น Flagship of the Future ในฐานะ New CBD ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ที่จะพลิกภาพย่านพหลโยธินจากย่านที่อยู่อาศัยและคมนาคม ให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ เสริมให้กรุงเทพฯ มีหลายมิติของความเจริญที่ไม่ทับซ้อนกัน และแต่ละโซนสามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล
2. Strategic Rings โมเดลการขยายเมือง
Strategic Rings เป็นโมเดลการขยายเมืองที่ CPN ใช้มานาน โดยอธิบายผ่านการขีดวงกลมออกจากใจกลางเมืองสู่รอบนอกอย่างเป็นระบบ คล้ายวงแหวนที่แผ่ขยายออกไปทีละชั้นเพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ
ซึ่งวงแรกคือเขตตัวเมืองหรือ CBD ที่มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เต็มพื้นที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พระราม 9 หรือ Central Park ศูนย์การค้าลำดับที่ 43 ของ CPN ที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุด
เมื่อเมืองขยายตัวออกไป วงกลมที่สองจึงเกิดขึ้นตามเส้นทางการเติบโต CPN ปักหมุดศูนย์การค้าในย่านสำคัญ เช่น เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล รามอินทรา, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล บางนา, เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ และเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ โดยเฉพาะเซ็นทรัล ลาดพร้าวที่กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการรองรับการขยายเมืองในฝั่งตอนเหนือ และกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการอยู่อาศัยและการลงทุนต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ
ขณะที่วงกลมที่สามกำลังสะท้อนการขยายเมืองออกสู่ชานเมืองและปริมณฑล พื้นที่อย่างศาลายา บางบัวทอง ราชพฤกษ์ พระราม 2 มหาชัย และนครปฐม ถูกมองเป็นโอกาสใหม่ในการขยายศูนย์การค้า เพื่อรองรับความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
Strategic Rings แสดงให้เห็นว่า CPN ไม่ได้พัฒนาโครงการเพียงเพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่าง แต่ใช้การอ่านเกมเมืองว่าประชากร กำลังซื้อ และโครงสร้างพื้นฐานกำลังขยายตัวไปทางไหน แล้วสร้างศูนย์กลางใหม่ขึ้นมาตอบรับ ก่อนที่ย่านนั้นจะเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นการปลุกเมืองให้เติบโตเร็วกว่าที่เคย และทุกการขยายไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนห้าง แต่เป็นการสร้างศูนย์กลางใหม่ที่ขับเคลื่อนย่าน กระจายความเจริญ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเมืองโดยรวม
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา เผยว่า “เราภูมิใจที่โครงการของเซ็นทรัลได้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ผู้คนใช้เรียกย่าน เช่น ปิ่นเกล้า บางนา พระราม 2 หรือ WestGate ที่ไม่เรียกว่าบางใหญ่ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ย่านนี้ดูทันสมัยขึ้น ทั้งหมดนี้คือความพยายามที่จะทรานฟอร์มเมือง เพราะเราเชื่อว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองที่มี CBD เดียว แต่ควรมีหลายมิติ เหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลก”
บทบาทของ The Central พหลโยธิน จึงถูกวางให้เป็น Flagship of the Future ศูนย์กลางแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ หรือที่เรียกว่า Global Magnet ที่จะดึงดูดทั้งผู้คน ธุรกิจ และการลงทุนเข้าสู่ย่านพหลโยธิน เปลี่ยนภาพของย่านนี้จากย่านที่อยู่อาศัยและการคมนาคมให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ เทียบได้กับการสร้าง New CBD ที่จะกลายเป็นหัวใจใหม่ของเมืองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

3. Location Power พลังของทำเลพหลโยธิน–วิภาวดี
หากถามว่าสิ่งที่ทำให้ The Central พหลโยธิน ถูกยกให้เป็น Flagship of the Future คืออะไร คำตอบที่ขาดไม่ได้คือ “ทำเล” เพราะ พหลโยธิน–วิภาวดี ไม่ได้เป็นเพียงถนนสายหลักของกรุงเทพฯ แต่คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการเดินทางของเมืองมาหลายทศวรรษ
ถนนวิภาวดีรังสิตและถนนพหลโยธิน เป็นสองเส้นทางที่มีปริมาณรถสัญจรผ่าน 337,000 คันต่อวัน เชื่อมต่อทั้งย่านธุรกิจตอนในกับพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ รวมถึงปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นรังสิต ดอนเมือง หรือปทุมธานี ทำให้พื้นที่นี้เป็นมากกว่าทำเลอยู่อาศัย แต่คือประตูเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ตอนเหนือโดยสมบูรณ์
อีกจุดแข็งที่ทำให้ The Central พหลโยธินน่าจับตามองคือการเป็น Transit Oriented Development (TOD) ที่แท้จริง พื้นที่นี้ตั้งอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่าง MRT Blue Line มีผู้โดยสาร 15,600 คนต่อวัน และ BTS สายสีเขียวมีผู้โดยสาร 35,100 คนต่อวัน โดยมีสถานีห้าแยกลาดพร้าวและพหลโยธิน 24 เป็นจุดเชื่อมต่อหลัก เปรียบได้กับ Intersection ใหม่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ในอนาคตหลังศูนย์เปิดคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก 30% ซึ่งมีบทบาทไม่ต่างจาก Central Park ที่ใจกลางเมือง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ทำเลนี้ยังใกล้กับ สนามบินดอนเมือง ซึ่งกำลังปรับขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคนต่อปี 50 ล้านคนต่อปี เมื่อการขยายแล้วเสร็จ จะยิ่งเสริมบทบาทให้ The Central กลายเป็นฮับของทั้งนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ
อีกหนึ่งตัวบ่งชี้สำคัญของศักยภาพทำเลคือ มูลค่าที่ดิน ที่ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และมีอัตราการเติบโตสูงกว่าย่านธุรกิจเก่าอย่างสุขุมวิท เพลินจิต หรือสีลม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการอยู่อาศัย การลงทุน และการทำธุรกิจในพื้นที่นี้ การลงทุนพัฒนา The Central พหลโยธิน จึงไม่ใช่เพียงการสร้างศูนย์การค้า แต่คือการต่อยอดศักยภาพของย่านที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ และผลักดันให้พื้นที่นี้ก้าวสู่การเป็น New CBD อย่างเต็มรูปแบบ
4. Market Magnet
ถ้าทำเลคือ “เวที” ที่จะรองรับการเติบโตของเมือง สิ่งที่จะทำให้เวทีนั้นมีพลังจริงๆ ก็คือ กำลังซื้อของผู้คน และนี่คือเหตุผลที่ The Central พหลโยธิน ถูกมองว่าเป็นแม่เหล็กเศรษฐกิจ (Market Magnet) ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ข้อมูลเชิงลึกจาก CPN ระบุว่า ลูกค้ากลุ่มที่ใช้บริการศูนย์การค้าในย่านนี้มี ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.3 เท่า ขณะที่ยอดขายต่อตารางเมตรของพื้นที่เช่าก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ถึง 45% สะท้อนชัดว่า Demand ในย่านนี้ไม่ได้เป็นแค่ปริมาณคน แต่คือคุณภาพของกำลังซื้อที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป
สิ่งนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น
- ฐานประชากรหนาแน่นและต่อเนื่อง มีคอนโดมิเนียมกว่า 500 โครงการ ในรัศมี 10 กิโลเมตร และอาคารสำนักงานกว่า 50 อาคาร ทำให้มีทั้งคนอยู่อาศัยจริงและคนทำงานที่หมุนเวียนในย่านทุกวัน
- ศูนย์กลางการศึกษา รายล้อมไปด้วยมหาวิทยาลัย โรงเรียน และสถาบันการศึกษาจำนวนมาก สร้างกลุ่มผู้ใช้บริการรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคทันสมัย
- หลายแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลกมองว่าพื้นที่พหลโยธินคือโอกาสใหม่ให้กับแบรนด์ที่กำลังมองหาพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับทำ Flagship Store
ความเชื่อมั่นของคู่ค้าและแบรนด์ระดับโลกยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันศักยภาพนี้ หลายแบรนด์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในเซ็นทรัล ลาดพร้าว ต่างมองหาพื้นที่ใหม่ที่สามารถรองรับการเติบโตและการขยายคอนเซ็ปต์ล่าสุดของตนเอง โดยมีความตั้งใจจะสร้าง Flagship Store แห่งที่สองของประเทศ ในโครงการนี้ ความต้องการดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดย่านพหลโยธินไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดจากเดิม แต่เป็น High Growth Potential ที่พร้อมรองรับการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่และประสบการณ์ที่ใหญ่กว่าเดิม
5. Design Landmark: จากห้างสู่ Collective Social Ground
ในอดีต “ห้างสรรพสินค้า” ถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการช้อปปิ้งและพักผ่อน แต่ในวันนี้ บทบาทของศูนย์การค้าได้ก้าวข้ามกรอบเดิมไปสู่การเป็น ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของเมือง ซึ่ง The Central พหลโยธิน ตั้งใจจะนิยามบทบาทนี้ใหม่ให้กับกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
The Central พหลโยธินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็น “Collective Social Ground” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นที่กลางของการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด “Central Playlist” ที่เปรียบเหมือนเพลย์ลิสต์ที่รวมบทเพลงหลายแนวเข้าด้วยกัน ทำให้โครงการนี้กลายเป็น Center of Life ที่ผู้คนสามารถเลือกประสบการณ์ได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะมาเพื่อช้อปปิ้ง พบปะสังสรรค์ ทำงาน หรือพักผ่อน แนวคิดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะก้าวไปไกลกว่า “การเป็นห้าง” แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
การออกแบบยังเชื่อมโยงกับมาตรฐาน Global Urban Livability โดยคำนึงถึงตัวชี้วัดเมืองน่าอยู่ในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น Green Space ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ Cleanliness ที่รักษาสภาพแวดล้อมให้สะอาดปลอดภัย ไปจนถึงการผสมผสาน Housing ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเมืองสมัยใหม่ โครงการจึงไม่เพียงเป็นปลายทางการใช้จ่าย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและยกระดับย่านพหลโยธินให้ทัดเทียมมหานครโลก
อีกหนึ่งไฮไลท์คือการเป็น Flagship of Subculture Activity ที่รองรับเทรนด์สำคัญของโลกยุคใหม่ เช่น พื้นที่สำหรับ Urban Sport Community ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนเมือง พื้นที่ Immersive Art ที่เปิดประสบการณ์ทางศิลปะให้เข้าถึงได้อย่างใกล้ชิด และ Family Entertainment ที่ตอบโจทย์ครอบครัวทุกเจเนอเรชัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ The Central ไม่เพียงเป็นที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น Recreation Place ที่มอบทางเลือกการพักผ่อนและกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับเมือง
นอกจากนี้โครงการยังเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Convention Hall ขนาดกว่า 6,700 ตารางเมตร ที่สามารถรองรับทั้งงานคอนเสิร์ตระดับนานาชาติ การประชุม และกิจกรรมทางธุรกิจ ไปจนถึงพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เตรียมไว้สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เส้นทางวิ่ง Trail เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์การออกกำลังกายและใกล้ชิดกับธรรมชาติ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า The Central พหลโยธินไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์กด้านการค้า แต่เป็น Design Landmark ที่จุดประกายย่านพหลโยธินให้กลายเป็นศูนย์กลางชีวิตเมืองในทุกมิติ

6. Synergy เซ็นทรัลลาดพร้าว และ The Central
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เมื่อ The Central พหลโยธิน เปิดตัวขึ้นมาในอนาคต และอยู่ห่างจาก Central Ladprao เพียง 300 เมตร จะกลายเป็น “คู่แข่ง” กันเองหรือไม่? แต่ในมุมมองของเซ็นทรัลพัฒนา คำตอบคือ “ไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือ Synergy”
เพราะศูนย์การค้าทั้งสองแห่งถูกออกแบบให้ทำหน้าที่แตกต่างกัน โดย Central Ladprao ยังคงเป็นศูนย์กลางสำหรับ Mass & Family Market ที่ผูกพันกับย่านลาดพร้าวมานานกว่า 40 ปี ในขณะที่ The Central พหลโยธิน จะถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็น Destination ระดับกลาง–บน (Upper-Mid to Premium Market) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และซับคัลเจอร์ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงรองรับการขยายตัวของแบรนด์ระดับโลกที่กำลังมองหาพื้นที่ใหญ่และทันสมัยกว่า
ถ้า Combine พื้นที่เซ็นทรัลลาดพร้าวกับ The Central เข้าด้วยกัน จะมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับ Central World ทำให้สามารถรองรับ Flagship Store ของแบรนด์ต่างๆ ได้เต็มที่ แบรนด์ที่อยู่ในลาดพร้าวปัจจุบันพื้นที่เริ่มไม่พอ หลายรายต้องการขยายสาขาและเปิดคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ และคาดว่าจะมีแบรนด์ใหม่จากต่างประเทศเข้ามามากกว่า 30 แบรนด์
ดังนั้นโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับย่านพหลโยธินให้กลายเป็น New CBD ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ แต่ยังจะเป็น Flagship Destination ที่รวมทั้ง Shopping, Living Space และ Community Lifestyle ไว้ในที่เดียวกันอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่ตอกย้ำความมั่นใจในโครงการนี้คือการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 21,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดการเปิดตัวในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ CPN ต่อศักยภาพระยะยาวของประเทศไทย แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โครงการนี้จึงไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักลงทุนและพันธมิตร แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยยังคงมีพื้นที่แห่งการเติบโต โดยมีธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน
