LINE for Business มีการจัดสัมมนา LINE FOOD TECH 2025 เพื่ออัพเดทสถานการณ์ และส่องเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มประจำปี ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย
ทีมงานสรุปมาให้แล้ว
3 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม
1. สภาพเศรษฐกิจและนักท่องเที่ยว
เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกไม่ได้ดีเท่าที่ควร ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านอาหารในย่านท่องเที่ยว แม้ว่าไตรมาสแรกของปีจะดูดี แต่ในไตรมาสที่ 2 และ 3 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด
2. ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
ต้นทุนร้านอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าแรงขั้นต่ำที่มีการปรับเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
3. การแข่งขันที่รุนแรง
มีแบรนด์ต่างชาติเข้ามาเปิดในไทยเป็นจำนวนมาก ขณะที่การจดทะเบียนบริษัทใหม่ในภาคธุรกิจอาหารอยู่ในอันดับ 3 เมื่อเทียบกับทุกอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง
ตัวเลขที่สะท้อนความยากลำบาก
ตลาดร้านอาหาร “ยอดขายตก ต้นทุนเพิ่ม ลูกค้าลด”
- ตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยปี 2025 เผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงกว่าทุกปี โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศ
- ธุรกิจร้านอาหารโดยรวมเติบโตเพียง 2.8% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่ต่ำ ในขณะที่ส่วนร้านอาหารประเภทสตรีทฟู้ดมีการเติบโตอยู่ที่ 4% สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเลือกรับประทานอาหารราคาประหยัดมากขึ้น
- ต้นทุนร้านอาหาร เฉพาะราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นถึง 25% ส่วนค่าแรงเพิ่มขึ้น 5%
-ลูกค้าจ่ายน้อยลง ยอดต่อบิลต่ำกว่า 500 บาทลงลด 12% มากกว่า 500 บาท ลดลง14%
- Offline Same Store Sale ของร้านอาหารในปี 2024 ลดลง 3% แต่ในปี 2025 ลดลงถึง 14%
- จำนวนร้านอาหารที่เปิดใหม่ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 50% ของร้านที่เปิดใหม่ต้องปิดตัวลงภายในปีแรก สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร
- ไก่ทอดยังคงเป็นเมนูขายดีอันดับหนึ่ง โดยมีการเติบโต 18% สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีร้านขนาดเล็กและขนาดกลางเข้ามาในตลาดไก่ทอดมากขึ้น ทั้งไก่ทอดสไตล์ตะวันตก เอเชีย และไก่ทอดท้องถิ่น เช่น ไก่ทอดหาดใหญ่
- สุกี้โตก้าวกระโดดถึง 30% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีร้านจากต่างจังหวัดเข้ามาเปิดในกรุงเทพฯ เช่น สุกี้ศิริพรที่เปิดเป็นป๊อปอัพสโตร์ และสุกี้ช้างเผือกจากเชียงใหม่ แม้แต่แบรนด์ใหญ่อย่าง MK ก็เริ่มทำเมนูสุกี้แห้ง

ตลาดเครื่องดื่มยังพอมีความหวังจาก “มัทฉะ”
- ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจร้านอาหาร ตลาดที่ยังคงเติบโตได้ดีคือ เครื่องดื่ม โดยเฉพาะร้านกาแฟและชาเขียว
- ร้านกาแฟมีการเติบโตสวนทางกับร้านอาหาร โดยมีร้านใหม่เปิดเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2024 แม้ว่าจะมีร้านกาแฟปิดตัวลง 43% ในหนึ่งปี แต่ก็ยังดีกว่าร้านอาหารทั่วไป
- กระแสมัทฉะ คือปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในปี 2025 เพราะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยอดขายเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับชาเขียวเติบโต 28% เป็น 1,160 ล้านบาท โดยจำนวนร้านค้าที่ขายชาเขียวเพิ่มขึ้นจาก 9,600 ร้านเป็น 12,400 ร้าน
- ครึ่งปีแรกของปี 2025 มีการสั่งมัทฉะบนแพลตฟอร์ม LINE MAN มากกว่า 5 ล้านแก้ว
- 5 จังหวัดที่มีร้านมัทฉะมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี
- ชาเขียวนมและมัทฉะลาเต้ติดอันดับหนึ่งที่ถูกค้นหา โดยมัทฉะลาเต้มีการค้นหาเพิ่มขึ้น 204% สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่ชาไทยเติบโต 12.7%
- เมนูที่มีการเติบโตสูงสุดไม่ใช่มัทฉะลาเต้ แต่คือ "เพียวมัทฉะ" ซึ่งโตมากกว่ามัทฉะลาเต้ สะท้อนเทรนด์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพและความแท้จริงของวัตถุดิบ
- อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงในไตรมาสที่ 2 คือชานมเผือกโมจิ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีน ยอดค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 530% ในช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา และทำยอดขายได้มากกว่า 150,000 แก้วภายในสามเดือน
- นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเทรนด์เครื่องดื่มไปพัฒนาเป็นเมนูของหวานอื่นๆ เช่น ขนมปังและครัวซองต์

อัพเดทพฤติกรรมผู้บริโภค
- ความกังวลเรื่องสุขภาพ ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้นกว่าเดิม และมีความต้องการในการปรับแต่งเมนูส่วนบุคคลเช่น ลดความหวาน หรือเพิ่มส่วนผสมต่างๆ ทำให้แบรนด์ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่หากหลาย
- ช่องทางการสั่งซื้อที่หลายขึ้น ตลาดการสั่งอาหารในปัจจุบันไม่สามารถแยกระหว่างการกินในร้าน กับการสั่งผ่านไรเดอร์ได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมรองรับทุกช่องทาง
- การสั่งผ่านไรเดอร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-3% ต่อปี และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29% ของยอดขายรวมในปี 2025 แม้จะผ่านพ้นยุคโควิดไปแล้ว แต่ผู้บริโภคยังคงนิยมสั่งอาหารส่งถึงบ้าน
- นอกจากนี้ธุรกิจร้านอาหารยังต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการที่ไม่มีหน้าร้าน แต่ขายผ่านออนไลน์และช่องทางอีคอมเมิร์ซเท่านั้น
สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากร้านอาหาร
- ช่องทางการสั่งซื้อที่หลากหลาย 72%
- การรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ 66%
- ความรวดเร็วในการให้บริการ 60%
- การจัดการคิวที่ดีและเป็นระบบ 43%
- ความสะดวกในการใช้บริการ 36%

4 ทางรอดสำหรับผู้ประกอบการ
1. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation)
ผู้ประกอบการต้องสร้างความแตกต่างผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) มีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน หรือโฟกัสไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมัทฉะที่เริ่มจากตลาดเฉพาะกลุ่มแล้วกลายเป็นกระแสหลัก
2. คุณภาพและราคา
การรักษาคุณภาพในราคาที่จับต้องได้เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย พวกเขาจะมองหาคุณภาพที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
3. การควบคุมต้นทุนผ่านระบบอัตโนมัติ
เนื่องจากค่าแรงและค่าเช่าที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องพิจารณาใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน เพื่อลดต้นทุนโดยไม่กระทบคุณภาพ
4. การมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า
การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถควบคุมและปรับปรุงได้
การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
บทสรุป
ปี 2025 เป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย แต่ท่ามกลางความยากลำบาก ก็ยังมีโอกาสสำหรับผู้ที่รู้จักปรับตัว เข้าใจเทรนด์ ใช้เทคโนโลยี และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม
คำแนะนำสำคัญจาก LINE Food Tech 2025 สามารถสรุปได้ 3 ข้อหลัก:
1. ใช้เทคโนโลยี - เปิดช่องทางการสั่งซื้อที่หลากหลาย รองรับการชำระเงินดิจิทัล ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
2. เข้าถึงแหล่งเงินทุน - ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแบบดั้งเดิมหรือแหล่งทุนทางเลือกใหม่ๆ
3. ใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนของภาครัฐ - ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
