ภาพที่พบเห็นได้บ่อยมากขึ้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของลูกค้าไม่ดีแบบทุกวันนี้ก็คือการที่แต่ละแบรนด์หันมานำเสนอเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา หรือ Value for Money กันมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นในตลาดค้าปลีก ที่นำเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดรายการส่งเสริมการขาย หรือแม้แต่แบรนด์สินค้าเอง ต่างก็หันมาทำแคมเปญการตลาดที่มีจุดขายในเรื่องที่ว่านี้ ไม่เว้นแม้แต่การเปิดสงครามเดือดในตลาดร้านอาหารประเภทสุกี้ในช่วงที่ผ่านมา
แน่นอนว่า ในความเป็นจริงแล้วเรื่องของความคุ้มค่า มันอยู่ในกระแสเลือดของคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งเราอาจจะนิยามลูกค้ากลุ่มนี้ว่า กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มที่เป็น Value Seekers
ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า (Value For Money) ในการซื้อสินค้าหรือบริการเป็นอันดับแรก
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่ซื้อของที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่จะเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา และคุณประโยชน์ที่ได้รับอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายทุกบาทคุ้มค่าที่สุด

โดยคุณลักษณะเด่นของกลุ่ม Value Seekers ประกอบไปด้วย
1.มองหาความคุ้มค่า และมักจะศึกษาข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด เปรียบเทียบคุณสมบัติ คุณภาพ และราคาจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจซื้อ
2.ขณะเดียวกัน ไม่ได้เน้นราคาต่ำที่สุด ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่ม "นักล่าโปรโมชัน" หรือ "Bargain Hunters" ที่เน้นแต่ราคาถูกสุด กลุ่ม Value Seekers จะยอมจ่ายมากขึ้นหากได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีกว่าหรือมีคุณค่าเพิ่ม
3.ได้รับอิทธิพลจากโปรโมชัน แม้จะไม่ได้ตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่โปรโมชันหรือส่วนลดก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการใช้จ่าย โดยมีแนวโน้มที่จะค้นคว้าหาข้อมูลและพิจารณาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ
4.ฉลาดในการใช้จ่าย อย่างการใช้พอยต์หรือโปรโมชันแบบชาญฉลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
5.มีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะกับความมุ่งหวังที่จะได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากการใช้จ่าย

ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องนี้ก็คือการเติบโตเพิ่มขึ้นของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือ Own Brand ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการได้รับการตอบรับจากกลุ่ม Value Seekers เนื่องจากสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือ Own Brand ของห้างค้าปลีก ส่วนใหญ่จะเน้นจุดขายไปที่เรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา โดยนำเสนอสินค้าคุณภาพ ในราคาที่ต่ำกว่าสินค้าที่เป็น แบรนด์ของซัพพลายเออร์เฉลี่ยประมาณ 15 – 20%
โดยในยุโรปเป็นตลาดที่สร้างมาตรฐานในเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ทำให้สินค้า Own Brand มีส่วนแบ่งยอดขายเพิ่มขึ้น 0.9% เป็น 38.2% ในไตรมาสแรกของปี 2024 และเกือบทุกตลาดมีการเติบโต ข้อมูลทั้งหมดมาจาก IGD Research, และ Nielsen ที่เคยทำสำรวจเอาไว้
จากรายงานดังกล่าวยังพบว่า ปัจจุบันสินค้า Own Brand ในยุโรปมีสัดส่วนเกือบ 50% ของมูลค่ายอดขายใน 5 ตลาดของยุโรป สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร และโปรตุเกสเป็นผู้นำในด้านนี้ ถึงแม้ว่าสินค้า Private Label จะเติบโตในตลาดอื่นๆ ส่วนใหญ่ของยุโรปด้วยเช่นกัน โดยในระยะยาว คาดว่าส่วนแบ่งของสินค้า Private Label ทั่วโลกจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองลึกเข้าไปในรายละเอียดของแต่ละประเทศ พบว่า ในสวิตเซอร์แลนด์ สินค้าของผู้นำตลาดอย่าง Migros เป็นสินค้า Private Label ถึงประมาณ 80% และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนนี้ในอนาคต เมื่อรวมกับความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นของร้านค้าลดราคา (Discounter) อย่าง Aldi และ Lidl ในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ได้นำไปสู่การเจาะตลาดสินค้า Private Label มากขึ้น

ส่วนที่ประเทศสเปนนั้น ตลาดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องราคา โดยผู้ซื้อชาวสเปนมองหาสินค้าราคาถูกโดยไม่ลดทอนคุณภาพ Mercadona เป็นผู้นำในตลาดนี้ มีการพัฒนาและปรับปรุงสินค้า Private Label กว่า 500 รายการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 314 รายการ รวมถึงสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 20 รายการ ตลอดปี 2023 ภายใต้การทำงานของ 23 Co-Innovation Centres
ขณะที่ประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร (UK) วิกฤตค่าครองชีพได้สร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่องบประมาณครัวเรือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ซื้อได้เปลี่ยนจากการซื้อสินค้าแบรนด์มาเป็น Private Label รวมถึงหันไปซื้อของที่ร้านค้าลดราคาเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันนี้
ส่วนในประเทศไทย สินค้า Own Brand มีสัดส่วนอยู่แค่ 4% ยังมีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกแต่ละรายต่างให้น้ำหนักมาที่การทำตลาดสินค้ากลุ่ม Own Brand มากขึ้น เมื่อประกอบเข้ากับภาวะเศรษฐกิจที่มีออกมาไม่ดีนัก เลยทำให้ภาพรวมในการเติบโตของสินค้ากลุ่มนี้ออกมาค่อนข้างดี โดยมีตัวเลขการเติบโตเป็นดับเบิ้ล ดิจิต หรือเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก มาตลอดในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้
สินค้า Own Brand ที่ขายในเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา กลายเป็นอีกทางเลือกที่กำลังถูกผลักดันให้มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า น่าจะทำให้สัดส่วนสามารถเพิ่มขึ้นจาก 4% ของตลาดค้าปลีกโดยรวมได้แน่