Boots ค้าปลีก Health and Beauty ระดับโลก ที่ยึดแนวคิด “Beauty from within” หรือความงามจากสุขภาพภายในสู่ภายนอกเป็นแกนหลักของธุรกิจ โดยให้บริการผ่านเครือข่ายกว่า 250 สาขาทั่วประเทศ พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นเภสัชกร หรือ Skin / Health Expert ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
การเข้าตลาดครั้งนี้ มีการมองว่าปัจจุบันมูลค่าตลาด Health and Beauty ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 260,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 9% ขณะที่ตลาดสกินแคร์ซึ่งเป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุด มีมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี ด้วยศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจน ทำให้ Boots เลือก “สกินแคร์” เป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ
แน่นอนว่าสกินแคร์ตัวหลักที่ทำชื่อให้กับ Boots คือ No7 หนึ่งในแบรนด์สำคัญที่สุดในพอร์ตโฟลิโอของ Boots และได้รับการจัดให้เป็นสกินแคร์ที่ได้รับความไว้วางใจอันดับ 1 จากประเทศอังกฤษ ตอนนี้ No7 มีการวางจำหน่ายใน 7 ประเทศทั่วโลก และมีร้านค้ารวมถึง 21,000 สาขา ในประเทศไทย No7 สามารถหาซื้อได้ในทุกสาขาของ Boots
สนมชนม์ จินานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บู๊ทส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อหน้าตาและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามเจเนอเรชัน โดยปัจจุบันกลุ่ม Gen Z และ Millennials กลายเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าถึงข้อมูลมหาศาลจากคอนเทนต์ รีวิว และ KOLs ทำให้พฤติกรรมในการเลือกซื้อเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว และใช้เวลาตรวจสอบส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพหรือไม่”

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกิด 5 เทรนด์สำคัญที่ส่งผลบวกต่อตลาดสกินแคร์ ได้แก่1. Science Back Beauty กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และหากมีผลรับรองจากแพทย์ผิวหนังจะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ
2. Glass Skin (Healthy Skin first Makeup Second) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผิวสุขภาพดี เช่น ผิวฉ่ำน้ำ ผิวโกลว์ใส ผิวกระจก หรือเทรนด์ “หน้าสด” ที่ลดการพึ่งพาการปกปิดด้วยรองพื้นหนาๆ
3. Clean and Vegan Beauty เทรนด์ที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ (Organic Natural Ingredients) และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม
4. Self-care การดูแลตัวเองทั้งด้านสุขภาพและความงามที่เพิ่มขึ้น จากแรงกดดันทางสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น
5. Accessible Premium ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี มีประสิทธิภาพ แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อแบรนด์ระดับโลก ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีโอกาสเติบโตเร็วที่สุด และเป็นโอกาสสำคัญของ Boots
จากการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งนี้ Boots จึงเลือกแตกแบรนด์ลูกเพื่อเสริมพอร์ตให้แข็งแรงมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ No7 Good Intense ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็น “สกินแคร์ Gen Z” หรือ “น้องสาวของ No7” ประกอบด้วย Cleansing, Toner, Treatment (Tweak) และ Moisturizer เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สกินแคร์ยุคใหม่
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ Gen Z ในวัยเรียนและวัยทำงาน Boots มองว่าเทรนด์ผิวสุขภาพดีและมินิมอลยังคงเป็นแนวโน้มระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น GL Skin (ผิวสวย ฉ่ำแต่ไม่มันวาว) Healthy Skin และ Minimal Skincare ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต และจะมาพร้อมกับรูปแบบ บรรจุภัณฑ์ และเนื้อสัมผัสใหม่ๆ

ด้านช่องทางการขาย Boots ยอมรับว่าความสนใจของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปทางออนไลน์ แต่ในฐานะผู้ค้าปลีกที่มีร้านค้าออฟไลน์จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องผลักดันกลยุทธ์ออมนิแชนแนล (Omnichannel) อย่างจริงจังในระยะยาว รวมถึงการขยายบทบาทใน Marketplace ขณะเดียวกัน Boots ยังให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มของตนเองอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่มสมาชิกที่เป็นลูกค้าประจำ และใช้การสื่อสารแบบ CRM เพื่อสร้างความผูกพันในระยะยาว
ในวันที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสกินแคร์ได้จากทุกที่ บทบาทของร้านค้าออฟไลน์จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่วางสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วย “ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ” ให้กับผู้บริโภค Boots จึงวางตำแหน่งร้านให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Health and Beauty ที่ผู้บริโภคเข้ามาเพื่อทำความเข้าใจผิวของตัวเอง ผ่านคำแนะนำจากเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ รวมถึงการทดลองสินค้าและรับข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองแล้ว ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ช่องทางออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด การมีแบรนด์ในเครืออย่าง No7 และการแตกแบรนด์ลูกอย่าง No7 Good Intense จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลือกสินค้า แต่เป็นการเพิ่ม “บทสนทนา” ระหว่างร้านกับผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย
ขณะเดียวกัน การแตกแบรนด์ลูกยังสะท้อนบทบาทของ Boots ในฐานะผู้คัดสรรมากกว่าผู้ค้าปลีกทั่วไป เพราะ Boots ไม่ได้เพียงนำเทรนด์สกินแคร์มาวางขาย แต่ทำหน้าที่แปลเทรนด์เหล่านั้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และเหมาะกับบริบทของผู้บริโภคจริงในร้าน การมี No7 Good Intense จึงช่วยให้ Boots ครอบคลุมตั้งแต่ผู้เริ่มต้นดูแลผิวไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการโซลูชันเชิงลึก ตอกย้ำภาพของร้านในฐานะ “ปลายทาง” ที่ผู้บริโภคสามารถเริ่มต้น เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้ในที่เดียว
Boots คาดหวังว่า No7 Good Intense จะช่วยผลักดันให้แบรนด์ No7 เติบโตยิ่งขึ้น ผ่านการดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ด้วยจุดเด่นด้านแพ็กเกจจิงและคาแรกเตอร์แบรนด์ที่โดดเด่น การแตกแบรนด์ลูกครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนหนึ่งในจิ๊กซอร์สำคัญที่เข้ามาเสริมพอร์ตให้แข็งแรง และนำไปสู่การเติบโตในระยะยาวของ No7 รวมทั้งยังคงตอกย้ำบทบาทการเป็นสโตร์เดสทิเนชั่นอีกด้วย